วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เกาหลี เปิดบริษัทในไทยล้มละลาย! เป็นหนี้ 218 ล้าน พนักงานทวงค่าแรง

ล้มละลาย! พนักงานชาวไทย - เกาหลี พร้อมเจ้าหนี้อีก 30 คน ดักรอพบเจ้าหน้าที่ บริษัทโกลบอล เซอร์กิต (ไทยแลนด์) จำกัด หลังบริษัทประสบปัญหาขาดทุน ค้างจ่ายค่าแรงพนักงาน 25 คน ค้างเงินเจ้าหนี้อีกกว่า 218 ล้านบาท

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 พ.ย. 60 ที่ สภ.บางปะกง ได้มีกลุ่มพนักงานบริษัทโกลบอล เซอร์กิต (ไทยแลนด์) จำกัด ที่ตั้งอยู่ที่ หมู่ 3 ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา และเจ้าหนี้กว่า 30 คน เดินทางมาพบ ร.ต.อ.สุริยัน แก้วพิทูลย์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.บาปงะกง จ.ฉะเชิงเทรา หลังทราบข่าวว่า มีการออกหมายเรียกตัวนายแมน ฮอง พาร์ค อายุ 60 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ กรรมการบริษัทคนเก่า และกรรมการใหม่ รวม 3 คน

หลังจากที่ น.ส.สุกัญญา ดีนาง อายุ 43 ปี หนึ่งในพนักงานเข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยกระทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น ข้อหาหมิ่นประมาท โดยกลุ่มพนักงานที่เดินทางมาพร้อมเจ้าหนี้ รอเจรจาเงินที่ค้างพนักงาน 25 คน จำนวน 8,700,000 บาท และเจ้าหน้าที่ในประเทศ สัญชาติไทยจำนวน 10 ล้านบาท เจ้าหนี้ในประเทศ สัญชาติเกาหลีใต้ จำนวน 25 ล้านบาท ติดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มกรมศุลกากรจำนวน 7 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังค้างค่าเช่าโรงงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ จำนวน 3.1 ล้านบาท และเจ้าหน้าที่ต่างประเทศจำนวน 165 ล้านบาท รวมภาระหนี้สินจำนวน 218 ล้านบาท หลังบริษัทประสบปัญหาภาวะขาดทุน และมีการวางแผนที่จะปิดโรงงานเพื่อลอยแพพนักงาน จำนวน 70 คน ซึ่งมีการตกลงจ่ายค่าทดแทนให้กับพนักงานจำนวน 45 คน ในเดือน ธันวาคม 2560 แต่อีก 25 คนต้องการให้ทางโรงงานจ่ายเลย แต่สามารถจ่ายได้ พร้อมมีการว่าจ้างบริษัททนายความจำนวน 8 แสนบาท ในการเดินเรื่อง ซึ่งทางบริษัทนั้นไม่มีเงินเพียงพอในการจ่ายหนี้สินให้กับพนักงานและเจ้าหนี้ ทำให้ไม่สามารถปิดบริษัทได้ ทั้งนี้ยังส่อแววว่า กรรมการชาวเกาหลีใต้จะหลบหนีออกนอกประเทศโดยไม่สนใจพนักงานคนไทย

ด้านตำรวจได้รับเรื่องหนี้สินของเจ้าหนี้กับ บริษัท โกลบอล เซอร์กิต (ไทยแลนด์) จำกัด เอาไว้จำนวน 7 ราย ซึ่งด้านทางกรมแรงงานก็ได้มาเจรจากับกลุ่มพนักงานและเจ้าหนี้ โดยให้มีการเขียนคำร้องที่กรมแรงงานจังหวัด เพื่อเดินเรื่องดำเนินคดีกับทางบริษัทต่อไป ด้านตำรวจก็จะเดินเรื่องคดีอาญาเกี่ยวกับเช็คอีก 1 คดี ก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายไป.