วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ราน้ำค้างในกะหล่ำ-แตง

โดย สะ-เล-เต

ปลายฝนต้นหนาวอากาศมีความชื้นสูงและมีหมอกมากในตอนเช้า เหมาะต่อการระบาดของโรคราน้ำค้าง ยิ่งอุณหภูมิลดลงมากเท่าไร จะทำให้โรคเกิดได้ง่าย แพร่เชื้อได้รวดเร็ว...เป็นโรคที่มักจะเกิดกับพืชตระกูลกะหล่ำและพืชตระกูลแตง ในทุกระยะการเจริญเติบโต ตั้งแต่เริ่มงอกจากเมล็ดจนกระทั่งต้นแก่

อาการเริ่มแรกจะเกิดบริเวณใต้ใบ จะเห็นกลุ่มผงสีขาวหรือเทาของสปอร์ โดยเส้นใยของเชื้อราจะเกิดขึ้นเป็นกลุ่มๆ และจะลามไปด้านหลังใบในบริเวณเดียวกัน ทำให้ใบเป็นแผลสีเหลือง เนื่องมาจากเซลล์ตายและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ใบที่เกิดแผลจะมีลักษณะบาง และมีขอบเขตไม่แน่นอน แต่ค่อนข้างจะเป็นรูปเหลี่ยม

กรณีแสดงอาการรุนแรงจะเกิดแผลทั้งใบ ทำให้ใบเหลืองและแห้งตาย... ถ้าเกิดในระยะกล้าจะทำให้ต้นกล้าโทรมอ่อนแอและตายในที่สุด

กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีป้องกันกำจัด...ก่อนลงมือปลูก ให้เลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดปราศจากเชื้อปนเปื้อน หากไม่แน่ใจ ให้ฆ่าเชื้อด้วยการนำไปแช่ในน้ำอุ่น 45-50ํ C นาน 25 นาที

การปลูกพืชตระกูลกะหล่ำ-แตง ไม่ควรปลูกซ้ำในแปลงที่เคยเกิดโรค ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค และควรปลูกพืชผักให้มีระยะระหว่างต้นห่างกันพอสมควร เพื่อให้อากาศโปร่ง ลมพัดผ่าน แสงแดดส่องถึง

หากปลูกพืชไปแล้วเกิดโรคระบาดรุนแรง ให้ใช้สารเคมีในกลุ่ม มาเน็บ, ฟอสฟอรัสแอซิด โปรไธโอคาร์บ ในอัตราตามคำแนะนำฉีดพ่นทุก 3-5 วัน ด้วยเครื่องพ่นสารเคมีที่มีกำลังอัดหรือความดันสูง เพื่อให้ละอองสารเคมีที่พ่นออกมาละเอียด จะทำให้สารเคมีจับได้ทั่วทุกส่วนของต้นพืช และควรผสมสารเคลือบใบลงไปด้วยจะทำให้ประสิทธิภาพของสารเคมีดียิ่งขึ้น

และหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดให้เกษตรกรเก็บเศษซากพืชผักที่ตกหลงเหลืออยู่ หรือถอนต้นพืชที่งอกขึ้นอยู่ในบริเวณแปลงใกล้เคียงนำไปเผาทำลาย.

สะ–เล–เต