วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผู้ว่าฯ กทม.บนการเมืองใหม่

กลิ่นเลือกตั้งโชย การเมืองเริ่มขยับ

แม้จะเป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น แต่ก็ทำให้การเมืองโดยรวมคึกคักขึ้นทันตาเห็น เพราะไม่ว่าจะระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่นล้วนสัมพันธ์กันทั้งสิ้น

องค์กรบริหารท้องถิ่นระดับต่างๆ ไล่ตั้งแต่ อบต. เทศบาล อบจ. และเมืองพิเศษ คือ กทม.และพัทยา ที่บรรดาสมาชิกล้วนต่างได้กินบุญกันสบายๆมาเกือบเท่าอายุ คสช.

เพราะหลังหมดวาระแล้วได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. ด้วยอำนาจ ม.44 ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะยกเลิกคำสั่ง

ก็เลยสบายๆ ไม่ต้องเลือกตั้ง ไม่มีใครไปตรวจสอบว่าทำอะไรกันบ้าง

ว่ากันว่าไม่ต่างไปจากพวกถูกหวยรางวัลที่ 1 เพราะแทบจะไม่มีใครไปข้องเกี่ยว ต่างกับข้าราชการที่ถูกเข้มงวดมาก

แต่เมื่อรัฐบาล คสช.จะเปิดรูหายใจให้ด้วยการจัดให้มีการ เลือกตั้งก่อนการเลือกตั้งใหญ่ เพียงแต่ยังไม่กำหนดเวลาชัดเจนเท่านั้น

เนื่องจากยังติดขัดในเรื่องกฎหมาย ซึ่งจะมีต้องการแก้ไขถึง 5 ประเด็น เพื่อให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อีกทั้ง กกต.ชุดปัจจุบันยังข้องใจว่ามีอำนาจในการดำเนินการเลือกตั้งอย่างไร จึงจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า กกต.มีอำนาจในการจัดเลือกตั้งหรือไม่ เพราะกติกาใหม่ระบุว่าทำหน้าที่เพียงแค่ควบคุมให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมเท่านั้น

แต่ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นแม่งานในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนจะเลือกตั้งก็ทำให้เรียบร้อยเดี๋ยวจะเกิดปัญหาในภายหลัง

การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นสำหรับ กทม.นั้นถือว่าสำคัญไม่ต่างไปจากการเลือกตั้งระดับชาติแม้แต่น้อย

ผู้ว่าฯ กทม.นั้นใหญ่กว่ารัฐมนตรีบางกระทรวงด้วยซ้ำไป

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ถือว่าได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. แบบ “ส้มหล่น” ว่างั้นเถอะ...เพราะได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. แม้จะเคยเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าฯ

นั่นเท่ากับเป็นคนในสังกัด “ประชาธิปัตย์” ชัดเจน

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่ผ่านมาในระยะที่นานพอสมควรถือว่าประชาธิปัตย์กินขาดจนแทบจะผูกขาดก็ว่าได้

ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

เพราะกระแสคนกรุงเทพฯนั้นขึ้นอยู่กับอุณหภูมิการเมืองของประเทศ เมื่อไม่ชอบเพื่อไทยก็เลือกประชาธิปัตย์ แม้จะมี

ตัวเลือกที่ดีจากผู้สมัครอิสระ แต่ก็ไม่ได้รับการเลือกสักราย

คำตอบตรงนี้ก็เลยเป็นโอกาสของประชาธิปัตย์ไปโดยปริยาย เพราะหากไปเลือกผู้สมัครอิสระก็เกรงว่าจะทำให้เพื่อไทยชนะได้

นั่นมันเป็นอย่างนั้นเสียด้วย...

วันนี้การเมืองในสภาพที่เปลี่ยนไปทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยคงจะสั่งสู้อย่างเต็มที่ เพียงแต่ว่าใครจะมีความพร้อมมากแค่ไหน

เพื่อไทยนั้นยังขาดหัวและแนวทางการเมืองของพรรคว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ความพร้อมก็คงจะเป็นรองสักหน่อย

ประชาธิปัตย์แม้จะยังคงสภาพเอาไว้ได้ เพราะยังมีหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารอยู่ครบ เว้นแต่การเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารชุดใหม่จะเกิดอะไรขึ้นยังคาดการณ์ไม่ได้

แต่เชื่อได้ว่าจะต้องมี “คนใหม่” และ “คนหนุ่ม” ที่มีความสามารถ รอบรู้ ทันสมัย อิสระ หากประกาศนโยบายใหม่ถูกใจ-เข้าตาคนกรุงเทพฯแล้วล่ะก็...

โอกาสที่จะคว้าเก้าอี้ไปครองก็มีความเป็นไปได้.

“สายล่อฟ้า”