วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภูมิปัญญาบูรณาการ ความเป็นไททางปัญญา

อะไรที่ขาด “ฐาน” ที่มั่นคง “ยอด” ก็จะไม่แข็งแรง อาจารย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส บอกว่า การพัฒนาประชาธิปไตยทางการเมืองโดยปราศจากฐานรองรับจึงไม่สำเร็จ หรือเมื่อฐานอ่อนแอลงดังในกรณีของสหรัฐอเมริกาก็ทำให้ประชาธิปไตยทางการเมืองมีปัญหา...

ระบบเศรษฐกิจที่เป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจอาจตั้งชื่อเรียกว่าเป็น “ระบบเศรษฐกิจชุมชนบนฐานเกษตรกรรมพึ่งตนเอง+” (Farm-based Community Economy Plus) ซึ่งมีลักษณะดังนี้

1. มีที่ดินของชุมชนพอเพียงกับการอยู่อาศัยของคนทั้งหมดในชุมชน และผลิตอาหารเลี้ยงชุมชนได้ เหลือขายหรือให้

2. มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในชุมชน ทำให้ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง มีประชาธิปไตยชุมชน

3. คนในชุมชนได้รับการฝึกทักษะอาชีพต่างๆตามความถนัด และมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลากหลาย อาจไปรับจ้างทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมหรืออะไรต่างๆก็ได้ แต่ตกเย็นกลับบ้านในชุมชน มีบ้านอยู่ มีข้าวกิน มีครอบครัวอบอุ่น ตรงนี้คือที่เรียกว่า + หรือ plus

คือ...ส่วนที่เพิ่มเติมจากการมีที่อยู่และมีข้าวกิน ถึงจะสุ่มเสี่ยงหรือพลาดพลั้งไปบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะมีความมั่นคงเรื่องที่อยู่อาศัย และอาหารเป็นภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว

4. ชุมชนสามารถดูแลอนุรักษ์เพิ่มพูนสิ่งแวดล้อมและจัดการการใช้อย่างยั่งยืน ทำให้เกิดป่าชุมชนและแหล่งน้ำลำธาร เพื่อความสมดุลของธรรมชาติ

5. ความมั่นคงทางที่อยู่อาศัยและอาหาร โอกาสทางเศรษฐกิจอื่นๆ ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง และสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ดังกล่าวข้างต้น จะทำให้คนในชุมชนมีความสุขประดุจดังบรรลุนิพพาน เป็นฐานให้พัฒนาเรื่องดีๆต่อไปอีกมาก เช่น คุณภาพเด็กและเยาวชน ความเป็นพลเมืองที่เป็นจิตสาธารณะ ความยุติธรรมชุมชน ชุมชนปลอดภัย ชุมชนแห่งการทำความดี การสร้างผู้นำเก่งๆ ที่จะไปทำงานทางสังคมหรือการเมืองต่อไป

จึงเห็นได้ว่าประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจเป็นฐานแห่งความสุข และฐานของประชาธิปไตยทางสังคม และประชาธิปไตยทางการเมืองที่มีคุณภาพ

เสรีภาพแบบพุทธเป็นอย่างนี้ ดังจะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์และพระอริยสาวกมีเสรีภาพโดยสมบูรณ์ มีความสุขอย่างยิ่ง มีจิตสำนึกเพื่อองค์รวมอย่างบริบูรณ์

เรื่องเสรีภาพและจิตสำนึกแห่งองค์รวมจะเห็นได้จากระบบร่างกายของเรา ที่อวัยวะต่างๆมีความเป็นอัตโนมัติ (Autonomy) หัวใจ ตับ ปอด ต่อมไตต่างๆ จะไปรอให้ส่วนไหนของร่างกายมาสั่งให้ทำหน้าที่ไม่ได้ เพราะจะไม่ทันกาลหรือสั่งผิดๆ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ อวัยวะต่างๆเหล่านี้จึงมีความเป็นอัตโนมัติ

แต่...เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายมี “สำนึก” แห่งองค์รวม คือความเป็นทั้งหมดของร่างกาย ทำให้ร่างกายมีบูรณภาพและดุลยภาพ นำไปสู่การมีสุขภาพดีและอายุยืน

เซลล์มะเร็งสูญ “สำนึก” แห่งองค์รวม

“มันเติบโตโดยเสรีไม่คำนึงถึงบูรณภาพของร่างกายทั้งหมด จึงทำให้เสียดุลยภาพ จึงเจ็บป่วยอย่างยิ่ง และตาย...การมีเสรีภาพส่วนบุคคลโดยขาดจิตสำนึกแห่งองค์รวม ก็เหมือนเซลล์มะเร็งที่นำไปสู่การเสียดุลยภาพ และเจ็บป่วยอย่างยิ่ง”

ประเวศ ราษฎรอาวุโส ย้ำว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ตลอดเวลาแห่งการครองราชย์อันยาวนาน 70 ปี มีพระราชดำรัสแนะนำสั่งสอนเรื่องต่างๆแทบทุกเรื่อง แก่บุคคลและคณะบุคคลในโอกาสต่างๆ ถ้าพิจารณาดูให้ดีๆ ว่าล้วนเป็นวิถีคิดเรื่องเสรีภาพแบบพุทธและจิตสำนึกแห่งองค์รวม

เรื่อง “ไตรประชาธิปไตย” ที่เคยนำเสนอไปแล้ว อาศัยฐานคิดเรื่องเสรีแบบพุทธ และแบบในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงเป็นธรรมาธิปไตยด้วยโดยปริยาย การพูดถึงธรรมาธิปไตยจะมองแต่เรื่องการอบรมสั่งสอนแต่เรื่องศีลธรรมเท่านั้น ธรรมาธิปไตยก็ไม่เกิด ต้องมองถึงเรื่องวิธีคิดและโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมว่าเป็นธรรมหรือไม่

ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกล่าวถึง...“สู่ความเป็นไททางปัญญา” มีหนังสือหนังหาที่ว่าด้วยวิกฤติอารยธรรมตะวันตกมากมาย เช่น โดย Laslo, Grof และ Russell ชื่อ Consciousness Revolution (ปฏิวัติจิตสำนึก)

“วิกฤติอารยธรรม”...เบื้องลึกเกิดจากปัญหาทางภูมิปัญญา

“วิกฤติอารยธรรมตะวันตก”...เกิดจากปัญหาทางภูมิปัญญาตะวันตก

“ตะวันตกถึงจะเก่งกาจด้วยประการต่างๆ แต่วิธีคิดเป็นวิธีคิดแบบแยกส่วน”

อะไรที่คิดและทำแบบแยกส่วนจะนำไปสู่การเสียสมดุล และวิกฤติอารยธรรมตะวันตกจึงนำไปสู่วิกฤตการณ์ทั่วโลก การขู่คุกคามกันด้วยอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างทรัมป์กับคิมก็เป็นการสำแดงอาการวิกฤติอารยธรรมอย่างหนึ่ง การอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับธรรมชาติแวดล้อม ต้องการการคิดและทำอย่างบูรณาการ...

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ว่า “ใครว่าเชยก็ช่างเขา ขอให้เราพออยู่พอกิน และมีไมตรีจิตต่อกัน” สะท้อนการคิดแบบบูรณาการที่คำนึงถึงทั้งหมด

ลองนึกภาพ “การพออยู่ พอกิน และมีไมตรีจิตต่อกัน” ว่าใกล้เคียงกับภาพของประชาธิปไตยเศรษฐกิจที่อธิบายข้างต้นหรือไม่ เพียงใด

ในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกทรงใช้คำว่า “มหาวิชชาลัย” ...วิชชา (ช ช้าง 2 ตัว) หมายถึง ปัญญา “วิทยา” หมายถึง ความรู้ ปัญญาใหญ่กว่าความรู้ มหาวิทยาลัยคงจะไม่พอเพียง แต่ต้องการมหาวิชชาลัย หรือที่อยู่ของปัญญาใหญ่...“ประเทศไทยมีทรัพยากรมากมาย มากกว่าสิงคโปร์ มากกว่าญี่ปุ่น และมากกว่าสวิตเซอร์แลนด์ น่าจะอยู่ในฐานะที่สร้างประเทศที่มีสันติสุข ที่พออยู่ พอกิน และมีไมตรีจิตต่อกันได้ ถ้าเรามีความเป็นไททางปัญญา สลัดออกจากการคิดแบบแยกส่วน มาสู่ภูมิปัญญาบูรณาการ”

เรามีฐานอย่างดีที่พระพุทธศาสนาและที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ...ทางพุทธนั้นปฏิเสธการคิดแบบตายตัว ซึ่งนำไปสู่การแยกส่วนและสุดโต่ง ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เพียงประโยคแรกพระพุทธวจนะ ก็ว่า...

เทฺว เม ภิกขเว อนฺตา...

“ส่วนสุดทั้งสอง” (ภิกษุไม่ควรเสพ) อันตา = ส่วนสุด (extremes)

ฝรั่งนั้นคิดแบบตายตัว แยกส่วน และนำไปสู่ความสุดโต่ง...ทางพุทธไม่ได้คิดอย่างนี้ แต่คิดเชิงเป็นกระแสของปัจจัยที่หนุนเนื่อง (อิทัปปัจจยตา) ไม่ตายตัว ไม่แยกส่วน ไม่สุดโต่ง วิธีคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้น มีหลักทางพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จากพระราชกระแสที่ว่า...

“ความไม่โลภ ความมีเหตุผล ความพอดี ความมีภูมิคุ้มกัน ความไม่ประมาท การใช้ปัญญา”

อาจารย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ทิ้งท้ายว่า สมควรที่นักคิด นักวิชาการ นักปราชญ์ราชบัณฑิต ทั้งพระและฆราวาส จะทบทวนวิธีคิดเพื่อความเป็นไททางปัญญา สำหรับพัฒนาประเทศไทย ไปสู่ความมีบูรณภาพและดุลยภาพ อันจักเป็นประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม และช่วยเยียวยาโลก (Heal the World) ด้วย.