วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ประชุม COP23 สานกติกาข้อตกลงปารีสลดโลกร้อน : เยียวยา…โลกป่วย

การประชุม COP 23 หรือการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) สมัยที่ 23 ที่เมืองบอนน์ สหพันธ์ สาธารณรัฐเยอรมนี ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เพื่อที่สมาชิกรัฐภาคีฯ 196 ประเทศ จะมาร่วมกันแก้ปัญหา “โลกร้อน” หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่คนทั้งโลกกำลังเผชิญหน้าอยู่ รวมทั้งความพยายาม “ลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อรักษาอุณหภูมิโลกให้ต่ำลง” กว่าที่เป็นอยู่ผ่านมาตรการต่างๆ ตาม “ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement)” ในปี 2558 ที่ 196 ประเทศร่วมกันลงนาม เพื่อให้โลกร้อนไม่เกิน 2 องศาเซลเซียสในปี 2573 และจะเพิ่มระดับความเข้มงวดขึ้นไปสู่ 1.5 องศาเซลเซียสตามลำดับ

โดยประเทศไทยลงนามในลำดับ 151 เพื่อปกป้องโลกจากภาวะโลกร้อน

และแน่นอน หากไม่ทำอะไร ภายในปี 2573 โลกจะร้อนขึ้นอีก 4.2 องศาเซลเซียส ทำให้ทะเลและภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมหาศาล โลกจะแปรปรวนถึงขีดสุด ซึ่งเหตุดังกล่าวไม่ใช่ต้องรอถึงปี 2573 แต่จะค่อยๆร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปี

ด้วยเหตุนี้ การประชุม COP 23 พร้อมการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 13 (CMP 13) และการประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส ระหว่างวันที่ 6-17 พ.ย. 2560 จึงเป็นเวทีที่ทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย จะต้องมาเจรจาท่าที จัดทำกฎ ระเบียบ กติกาและกรอบการดำเนินงานใหม่ๆ รวมทั้งประชุมหารือถึงความก้าวหน้า ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการดำเนินงานร่วมกันในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

“ประเด็นสำคัญของเวที COP 23 จะเน้นหารือแนวทางปฏิบัติและข้อกำหนดการบังคับใช้ความตกลงปารีสก่อนเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ หลังพิธี-สารเกียวโตหมดอายุลงในปี 2563 เพื่อผลักดันการลดก๊าซเรือนกระจก และรักษาอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส โดยแต่ละประเทศต้องเพิ่มเป้าการลดก๊าซเรือนกระจกอีก 11–13.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ภายในปี 2573 ขณะที่ในส่วนของประเทศไทย ขณะนี้ได้จัดทำแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือน-กระจกของประเทศ พ.ศ. 2564–2573 เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เป้าการลดของไทยในปี 2573 เป็นไปตามแผนที่ คือ ร้อยละ 20–25 ในเบื้องต้นไทยลดก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 40.14 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือประมาณร้อยละ 11 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีปกติ ซึ่งถือว่าเกินเป้าที่ประกาศไว้ที่ร้อยละ 7–20 ภายในปี 2563” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ซึ่งจะเข้าร่วมประชุมระดับสูงวันที่ 15-17 พ.ย.นี้ ระบุ

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้จัดส่งข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา 3 เรื่องเป็นครั้งแรก คือ แผนปฏิบัติการโนโรบี เรื่องการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้นำเสนอกรณีศึกษาผลกระทบจากอุทกภัยและการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แนวคิดเกี่ยวกับความร่วมมือในกลไก ตลาดระหว่างประเทศตามความตกลงปารีส และ แนวคิดเกี่ยวกับความร่วมมือการจัด การกับผลกระทบที่ประเทศกำลังพัฒนาได้รับจากการดำเนินมาตรการของประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ที่สำคัญได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการภายใต้แนวคิด Thailand Climate Action through Multi–Stakeholder Partnerships เพื่อนำเสนอข้อมูลและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยเผยแพร่แก่ผู้เข้าร่วมการประชุม อาทิ แนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ การแก้ปัญหาเขาหัวโล้นในพื้นที่ภาคเหนือ การฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้โดยความร่วมมือของชุมชนใน จ.น่าน หรือ แม่ฟ้าหลวงโมเดล เป็นต้น” พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าว

การประชุม COP 23 ยังมีประเด็นที่เกี่ยวกับประเทศไทยคือ การทำหนังสือขอรับการสนับสนุนในโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยไปยังกองทุนภูมิอากาศ หรือ GCF ซึ่งเป็นเงินสนับสนุนช่วยเหลือแบบให้เปล่า ภายใต้กรอบอนุสัญ-ญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2 โครงการ รวมวงเงินประมาณ 43 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,462 ล้านบาท คือ 1.โครงการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรที่ยั่งยืน กับ 2.โครงการเสริมสร้างการลดก๊าซเรือนกระจก การสร้างชุมชน และระบบนิเวศชายฝั่งที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชีย เป็นต้น

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” มองว่า ประเด็นสำคัญของการประชุม COP 23 น่าจะอยู่ที่การเสนอรายงานการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Paris Rulebook) ต่อที่ประชุม COP 23 พร้อมรายงานความคืบหน้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยให้ได้ร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 ตามความตกลงปารีสเท่านั้น

และแม้ไทยจะเป็นประเทศเล็กๆ แต่สิ่งที่กำลังดำเนินการลดโลกร้อนคือความรับผิดชอบต่อประชาคมโลกตามกติกา ทั้งที่ ไทยเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 0.8 ของทั้งโลกเท่านั้น

เพราะโลกที่ป่วยไข้ มีแต่คนเท่านั้นที่จะช่วยเยียวยาได้.

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม