วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนช.ปลุกกระแสการหยอกล้อทางเพศเรื่องน่าอาย หวั่นปัญหารุนแรงเพิ่มขึ้น

อนุ กมธ.กิจการสตรี สนช. เปิดสัมมนา สร้างสังคมไทย ไร้ความรุนแรง พร้อมปลุกกระแสการหยอกล้อทางเพศเรื่องน่าอาย เพราะแนวโน้มรุนแรงในครอบครัวมีเพิ่มขึ้น จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ...



เมื่อวันที่ 13 พ.ย.60 ที่ห้องกรุงธนบอลรูม โรงแรมรอยัลริเวอร์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดสัมมนาปฏิบัติการ "สร้างสังคมไทย ไร้ความรุนแรง : Zero Violence Society" ว่า สนช.โดยคณะอนุกรรมาธิการกิจการสตรีได้ร่วมรณรงค์ยุติความรุนแรงมาตลอด ตามพันธสัญญาที่ไปตกลงกับต่างประเทศ ที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายให้เกิดระบบริหารจัดการปัญหา ถือว่าการดำเนินการที่ผ่านมาพัฒนาไปมาก สังเกตได้ว่าสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัวที่นำเสนอเป็นข่าวและในโซเชียลมีเดียน้อยลง นอกจากนี้ก็กำลังศึกษาเพื่อปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องในสภาฯ โดยการแก้กฎหมายนั้น คงจะไม่ไปเพิ่มโทษผู้กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัวเพิ่มขึ้น เพราะกฎหมายปัจจุบันก็กำหนดโทษรุนแรงอยู่แล้ว แต่เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่สังคมไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญ เข่น ทำให้การหยอกล้อทางเพศที่มองเป็นเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องน่าอับอายของผู้กระทำ

ด้าน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  (พม.) กล่าวสุนทรพจน์ “พม.กับการสร้างสังคมไทย ไร้ความรุนแรง" ว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และบุคคลใกล้ชิด ทั้งนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด เป็นปัญหาที่รัฐต้องแบกรับ ทั้งนี้ พม.ให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงโดยบูรณาการกับทุกภาคส่วนซึ่งรวมถึงสหวิชาชีพและประชาชนด้วย 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1.การสร้างภูมิคุ้มกันครอบครัวจากความรุนแรง โดยสร้างความตระหนัก เข้าใจ เข้าถึงสิทธิของประชาชน การรณรงค์ปรับทัศนคติของสังคมและครอบครัว สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน และเครือข่ายในการเฝ้าระวังความรุนแรงในครอบครัวภายในพื้นที่ 2.การคุ้มครองช่วยเหลือ วางระบบงาน และปฏิบัติงานร่วมกับสหวิชาชีพในการคุ้มครองช่วยเหลือครอบครัวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 พร้อมทั้งบำบัดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้กระทำแทนการลงโทษจำคุกเพื่อไม่ให้กลับมากระทำซ้ำ และ 3.การเสริมพลัง สังคมสงเคราะห์ เพื่อให้ความช่วยเหลือ อาทิ การติดตามเยี่ยมบ้าน การสร้างอาชีพรายได้ ให้ความรู้เรื่องสิทธิ และกฎหมาย การสร้างภูมิคุ้มกันครอบครัวจากความรุนแรง สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิและรณรงค์ปรับทัศนคติ อย่างไรก็ตามฝากให้ประชาชนช่วยเฝ้าระวังและแจ้งเหตุความรุนแรงในครอบครัว เชื่อว่าจะช่วยสร้างความตื่นตัวและลดปัญหาได้


ขณะที่ นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการสตรี กล่าวว่า ข้อมูลจากศูนย์พึ่งได้ พบเด็กและสตรีถูกกระทำความรุนแรง ปี 2558 เฉลี่ย 66 รายต่อวัน ปี 2558 เฉลี่ย 55 รายต่อวัน ปี 2560 มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น ด้วยปัจจัยจากสุรา ยาเสพติด และส่วนใหญ่เป็นการกระทำของคนในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิด ส่วนข้อมูลจากเว็บไซต์ www.violence.in.th พบเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือการทำร้ายร่างกาย สาเหตุมาจากเมาสุรา/ยาเสพติด ส่วนใหญ่ผู้หญิงเป็นผู้ถูกกระทำ และรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ข้อมูลเดือน ส.ค.2560 พบจังหวัดที่มีการรายงานข้อมูลการช่วยเหลือผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวสูงสุด 10 อันดับ ได้แก่ ชลบุรี กาญจนบุรี น่าน ราชบุรี พัทลุง เชียงใหม่ ชัยภูมิ อุบลราชธานี แพร่ และสุโขทัย.