วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สนช.ปลุกกระแสการหยอกล้อทางเพศเรื่องน่าอาย หวั่นปัญหารุนแรงเพิ่มขึ้น

สนช.ปลุกกระแสการหยอกล้อทางเพศเรื่องน่าอาย หวั่นปัญหารุนแรงเพิ่มขึ้น

  • Share:

อนุ กมธ.กิจการสตรี สนช. เปิดสัมมนา สร้างสังคมไทย ไร้ความรุนแรง พร้อมปลุกกระแสการหยอกล้อทางเพศเรื่องน่าอาย เพราะแนวโน้มรุนแรงในครอบครัวมีเพิ่มขึ้น จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ...



เมื่อวันที่ 13 พ.ย.60 ที่ห้องกรุงธนบอลรูม โรงแรมรอยัลริเวอร์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดสัมมนาปฏิบัติการ "สร้างสังคมไทย ไร้ความรุนแรง : Zero Violence Society" ว่า สนช.โดยคณะอนุกรรมาธิการกิจการสตรีได้ร่วมรณรงค์ยุติความรุนแรงมาตลอด ตามพันธสัญญาที่ไปตกลงกับต่างประเทศ ที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายให้เกิดระบบริหารจัดการปัญหา ถือว่าการดำเนินการที่ผ่านมาพัฒนาไปมาก สังเกตได้ว่าสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัวที่นำเสนอเป็นข่าวและในโซเชียลมีเดียน้อยลง นอกจากนี้ก็กำลังศึกษาเพื่อปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องในสภาฯ โดยการแก้กฎหมายนั้น คงจะไม่ไปเพิ่มโทษผู้กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัวเพิ่มขึ้น เพราะกฎหมายปัจจุบันก็กำหนดโทษรุนแรงอยู่แล้ว แต่เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่สังคมไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญ เข่น ทำให้การหยอกล้อทางเพศที่มองเป็นเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องน่าอับอายของผู้กระทำ

ด้าน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  (พม.) กล่าวสุนทรพจน์ “พม.กับการสร้างสังคมไทย ไร้ความรุนแรง" ว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และบุคคลใกล้ชิด ทั้งนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด เป็นปัญหาที่รัฐต้องแบกรับ ทั้งนี้ พม.ให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงโดยบูรณาการกับทุกภาคส่วนซึ่งรวมถึงสหวิชาชีพและประชาชนด้วย 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1.การสร้างภูมิคุ้มกันครอบครัวจากความรุนแรง โดยสร้างความตระหนัก เข้าใจ เข้าถึงสิทธิของประชาชน การรณรงค์ปรับทัศนคติของสังคมและครอบครัว สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน และเครือข่ายในการเฝ้าระวังความรุนแรงในครอบครัวภายในพื้นที่ 2.การคุ้มครองช่วยเหลือ วางระบบงาน และปฏิบัติงานร่วมกับสหวิชาชีพในการคุ้มครองช่วยเหลือครอบครัวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 พร้อมทั้งบำบัดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้กระทำแทนการลงโทษจำคุกเพื่อไม่ให้กลับมากระทำซ้ำ และ 3.การเสริมพลัง สังคมสงเคราะห์ เพื่อให้ความช่วยเหลือ อาทิ การติดตามเยี่ยมบ้าน การสร้างอาชีพรายได้ ให้ความรู้เรื่องสิทธิ และกฎหมาย การสร้างภูมิคุ้มกันครอบครัวจากความรุนแรง สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิและรณรงค์ปรับทัศนคติ อย่างไรก็ตามฝากให้ประชาชนช่วยเฝ้าระวังและแจ้งเหตุความรุนแรงในครอบครัว เชื่อว่าจะช่วยสร้างความตื่นตัวและลดปัญหาได้


ขณะที่ นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการสตรี กล่าวว่า ข้อมูลจากศูนย์พึ่งได้ พบเด็กและสตรีถูกกระทำความรุนแรง ปี 2558 เฉลี่ย 66 รายต่อวัน ปี 2558 เฉลี่ย 55 รายต่อวัน ปี 2560 มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น ด้วยปัจจัยจากสุรา ยาเสพติด และส่วนใหญ่เป็นการกระทำของคนในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิด ส่วนข้อมูลจากเว็บไซต์ www.violence.in.th พบเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือการทำร้ายร่างกาย สาเหตุมาจากเมาสุรา/ยาเสพติด ส่วนใหญ่ผู้หญิงเป็นผู้ถูกกระทำ และรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ข้อมูลเดือน ส.ค.2560 พบจังหวัดที่มีการรายงานข้อมูลการช่วยเหลือผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวสูงสุด 10 อันดับ ได้แก่ ชลบุรี กาญจนบุรี น่าน ราชบุรี พัทลุง เชียงใหม่ ชัยภูมิ อุบลราชธานี แพร่ และสุโขทัย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้