วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อย่าเมินความเหลื่อมล้ำ

นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกผ่านทางโฆษกรัฐบาล รัฐบาลทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น แต่ยืนยันว่าแม้จะปรับคณะรัฐมนตรี แต่นโยบายเศรษฐกิจจะไม่เปลี่ยน โดยไม่หวั่นต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์เสียดสีใดๆ แสดงว่าปิดทางที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการแก้ปัญหา เพราะมั่นใจว่าเดินถูกทางและจะเดินต่อไป

วันเดียวกัน มีการเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน จากทั่วประเทศของศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ พบว่า คนส่วนใหญ่เห็นว่าการปรับ ครม.จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น รัฐมนตรีที่อยากให้ปรับมากที่สุด ได้แก่ เจ้ากระทรวงด้านเศรษฐกิจ แต่ไม่อยากให้เป็นรัฐมนตรีเพื่อนพ้องน้องพี่ คนส่วนใหญ่ (61.6%) คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น

น่าเสียดายที่นายกรัฐมนตรียืนกรานว่า จะไม่ปรับแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเด็ดขาด แม้จะมีเสียงวิจารณ์คำกล่าวอ้างของรัฐบาลเรื่องเศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัวการส่งออกพุ่งสูง แต่ได้ประโยชน์แค่กลุ่มธุรกิจใหญ่ๆ แต่วิสาหกิจขนาดกลางและย่อยรวมทั้งกลุ่มฐานราก ยังไม่ได้รับอานิสงส์ ส่วนใหญ่มีปัญหารายได้ไม่พอใช้ และมีหนี้สิน

นักวิชาการบางคนวิจารณ์ว่า การปกครองประเทศในปัจจุบัน เป็นการประสานระหว่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ รัฐข้าราชการ นายทุน และทหาร ส่วนหนึ่งเป็นกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ฉบับเดียวในโลก ที่มีระยะยาวนานที่สุด และการบริหารเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่ชี้นำโดยทุนใหญ่ๆ และโครงการใหญ่

การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ที่มุ่งส่งเสริมการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี โดยไม่คำนึงถึงการกระจายรายได้ มักจะทำให้เกิดภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม ขณะนี้ ไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง เป็นอันดับ 3 ของโลก สาเหตุสำคัญเพราะความผิดพลาดในการพัฒนาประเทศ ที่สะสมมาหลายทศวรรษ

บทความของ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชื่อดังของประเทศ ชี้ว่า ความไม่เท่าเทียมด้านรายได้ในไทย พุ่งขึ้นสูงสุดเมื่อปี 2535 สูงกว่าทุกประเทศในกลุ่มอาเซียน เกิดจากกลไกและกฎเกณฑ์ของระบบทุนนิยมที่ไร้การควบคุม ไม่สร้างระบบความยุติธรรม นโยบายเศรษฐกิจเกื้อกูลนักลงทุน และควบคุมแรงงาน นักลงทุนจึงร่ำรวยรวดเร็ว

การปรับ ครม.แม้จะไม่ตั้งผู้ที่มีความเห็นต่าง เป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจ แต่อย่างน้อยก็น่าจะรับฟังความเห็นต่าง หรือตั้งนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่ไม่ได้มุ่งส่งเสริมจีดีพีอย่างเดียว แต่คำนึงถึงความเป็นธรรมในสังคมด้วย เข้าไปนั่งเป็นที่ปรึกษา อย่ามองความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องเล็ก เพราะหากมากไป อาจนำไปสู่ความคับแค้นใจ และความขัดแย้งวุ่นวายได้.