วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สมชัยติงไม่เหมาะ คสช.เชียร์พรรค

พท.ฉะหาช่องสืบอํานาจ ปูดอยากเป็นนายกฯต่อ ปชป.ซัดเป็นระเบิดเวลา

“สมชัย” ออกโรงตอบคำถามนายกฯลั่น คสช. หนุนพรรคการเมืองไม่เหมาะสม ชี้ชัด ม.29 กฎหมายพรรคการเมืองระบุห้ามผู้ใดไม่ใช่สมาชิกพรรคควบคุมครอบงำ งัด ม.56 ร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. เตือนสติอย่าใช้อำนาจให้คุณให้โทษผ่าน จนท.รัฐ แนะมหาดไทยสกรีนคำถามให้เป็นกลาง ระวังคำตอบพวกเอาใจเป็นพิษต่อสังคม “พท.-ปชป.” ยังดาหน้าถล่ม “ประยุทธ์” โยน 6 คำถาม “วรชัย” รู้ไต๋อยากเป็นนายกฯต่อ ท้าวัดใจประชาชนเข้าสังกัดพรรค “ภูมิธรรม” ฉะอย่ามัวเสียเวลาหาช่องสืบอำนาจมันไม่สง่างาม “สามารถ” จวกแค่เบี่ยงเบนยื้อปลดล็อกการเมือง “อนุสรณ์” อ้างโพลจี้ปลดล็อกอย่ายึดตัวกูของกูชิงความได้เปรียบ “สาธิต” ซัดคำถามนายกฯคือระเบิด เวลาพาสู่กลียุค “นิพิฏฐ์” โพสต์เหน็บนักการเมืองหน้าใหม่ ขณะที่ “เสี่ยตือ” ไม่เชื่อ คสช.จะใช้สนามเลือกตั้งท้องถิ่นวัดเรตติ้งได้ผล โพลหนุนปรับ ครม.แก้ปัญหาปากท้อง ด้าน “บิ๊กตู่” ควงภริยาบินไปฟิลิปปินส์ร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 31

ขณะที่ฝ่ายการเมืองยังดาหน้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตั้ง 6 คำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีปฏิกิริยาจากนาย สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาตอบคำถามนายกฯสะท้อนมุมมองในฐานะผู้รักษากติกาเฉพาะข้อ 2 ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง

“สมชัย” ตอบ คสช.เชียร์พรรคไม่เหมาะ

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่สอบถามประชาชน 6 ข้อว่า ความเห็นของตนเป็นมุมมองของผู้รักษากติกาจากตัวบทกฎหมายที่มีหากเข้าใจผิด ขอให้ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายหรือปรมาจารย์ผู้ร่างกฎหมาย ช่วยแลกเปลี่ยนให้เกิดความกระจ่างด้วย โดยจะขอตอบประเด็น คำถามที่ 2 เพียงประเด็นเดียวที่ว่า “คสช.สามารถสนับสนุนพรรคการเมืองใดได้หรือไม่” ประเด็นนี้ต้องตีความหมายว่า คสช.หมายถึงสมาชิก คสช.ในฐานะที่เป็นตัวบุคคล หรือ คสช.ที่เป็นหนึ่งอำนาจรัฐ เป็นกลไกสำคัญในแม่น้ำห้าสาย มีบทบาทเหนือ ครม.-สนช.-กรธ. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ หาก คสช.หมายถึงแค่ตัวบุคคลย่อมเป็นสิทธิส่วนบุคคลในการสนับสนุนพรรคการเมืองตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ให้สัมภาษณ์ แต่ หาก คสช.หมายถึงองค์อำนาจที่ชี้เป็นชี้ตายในเรื่องต่างๆของบ้านเมืองได้ การที่ คสช.จะประกาศว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองใดคงไม่เหมาะสม และต้องคำนึงถึงข้อกฎหมายในหลายมาตรา

ชี้ชัดมาตรา 29 ห้ามควบคุมครอบงำ

นายสมชัยกล่าวต่อว่า มาตรา 29 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการใดอันเป็นการควบคุมครอบงำหรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งทางออกในมาตรานี้คือ คสช. รายบุคคลต้องสมัคร เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง จึงสามารถไปมีส่วนในการกำหนดนโยบายหรือชี้นำกิจกรรมของพรรคได้ มาตรา 73 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน ห้ามมิให้ข้าราชการการเมืองใช้สถานะหรือตำแหน่งหน้าที่เรี่ยไรหรือชักชวนให้มีการบริจาคให้พรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ในประเด็นนี้อาจเกี่ยวข้องเฉพาะ คสช.ที่มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ที่ปรึกษา ไปจนถึง สนช.พึงระมัดระวังหากไปใช้สถานะในตำแหน่งเพื่อสนับสนุนในเชิงเรี่ยไรหรือบริจาคแก่พรรคการเมืองที่สนับสนุน

งัดร่างกฎหมายเลือกตั้งเตือนสติ

นายสมชัยกล่าวอีกว่า ส่วนมาตรา 56 ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. ...ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการใดๆเพื่อเป็นการให้คุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรค การเมือง กรณีนี้ คสช.ไม่ได้มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ไม่ใช่ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว หรือพนักงานของรัฐ) แต่คสช.สามารถใช้อำนาจหน้าที่ผ่านเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการใช้อำนาจดังกล่าวที่อาจเป็นคุณหรือโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง มาตรา 169 (4) ของรัฐธรรมนูญ กำหนดว่าคณะรัฐมนตรีต้องไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง ซึ่งในกรณีนี้เป็นการบังคับในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้ง ดังนั้นคสช.ที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการดำเนินการใดๆที่อาจมีผลต่อการเลือกตั้ง

แนะ มท.ชงคำถามต้องเป็นกลาง

นายสมชัยกล่าวต่อว่า นอกจากนี้หากอยู่ในช่วงมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง มาตรา 51/3 ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.พ.ศ. ... ยังกำหนดว่าการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอันมีลักษณะชี้นำหรือเป็นผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดจะกระทำมิได้ และมาตรา 52 ของร่างกฎหมายฉบับเดียวกัน ยังห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใด จูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม ดังนั้น หากกระทรวงมหาดไทยโดยศูนย์ดำรงธรรมมีการสำรวจความเห็นประชาชน ควรคำนึงถึงคำถามที่มีความเป็นกลางไม่มีลักษณะชี้นำหรือมีผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนน และหากมีการประกาศกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งควรหยุดการสำรวจทันที

เตือนระวังคำตอบพ่นพิษใส่สังคม

“การยกประเด็นกฎหมายต่างๆนี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่าตัวรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกของ กรธ.โดยนายมีชัยได้สร้างหลักการที่ดีเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม ไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจของตนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้ง ดังนั้น การตอบคำถามที่ตรงไปตรงมาเท่านั้นที่จะช่วยให้เกิดสภาวะที่เที่ยงธรรมได้ การตอบคำถามโดยอคติเพื่อมุ่งเอาใจบางคนบางฝ่ายกลับเป็นยาพิษต่อสังคมและผู้ถามที่อาจหลงตามว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมดนี้คือคำตอบคำถามข้อที่ 2 ของท่านนายกรัฐมนตรีเนื่องจากเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กกต.ในฐานะผู้รักษากติกา ส่วนคำถามข้ออื่นๆนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องจึงขออนุญาตไม่ตอบ”นายสมชัยกล่าว

พท.รู้ไต๋ส่ออยากเป็นนายกฯต่อ

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โยนคำถาม 6 ข้อออกมาเท่ากับยอมรับความจริงแล้วใช่หรือไม่ว่าจะเป็นนายกฯคนต่อไป จึงถามใจประชาชนว่ายังรักอยู่หรือไม่ ทั้งนี้ การถามว่าอยากได้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองใหม่ๆหรือไม่นั้น ตนคิดว่านักการเมืองใหม่ก็คือคนเก่าอายุ 60 ปีขึ้นไปทั้งนั้นจะเป็นคนที่ไม่เคยสังกัดพรรคการเมือง แต่มาจากการแต่งตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ เช่นพวกสปช.-สปท.-สนช. แล้วมาเรียกว่านักการเมืองหน้าใหม่ ซึ่งนักการเมืองไม่ว่าจะหน้าใหม่หรือเก่า สำคัญที่ความคิดต้องเข้าใจประชาธิปไตย ซึ่งศูนย์อำนาจอยู่ที่ประชาชน การจะมอบอำนาจให้ใครนั้นต้องมีความรัก ผูกพัน และเชื่อมั่นว่าจะแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ลดความขัดแย้งพาประเทศไปสู่ความศิวิไลซ์ไม่ใช่อึมครึมแบบนี้

ท้าให้เข้าสังกัดพรรควัดใจ ปชช.

นายวรชัยกล่าวด้วยว่า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์อยากรู้ว่าประชาชนยังรักหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องไปเข้าสังกัดพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งหรือพรรคนอมินีก็ได้ จะเป็นการพิสูจน์ได้ชัดเจน ที่ผ่านมาขณะที่เป็นรัฐบาลประชาชนก็มีคำถามว่ารัฐบาลมีปัญหาเรื่องคอร์รัปชันหรือไม่และยืนยันได้หรือไม่ว่าอนาคตจะไม่มี ส่วนการที่บอกว่าจะปฏิรูปปรองดองอยากรู้ว่าไปถึงไหนแล้ว คำสัญญาว่าจะคืนความสุขให้คนในชาตินั้นความสุขคือการอยู่ดีกินดี แต่สภาพเศรษฐกิจวันนี้รวยกระจุกจนกระจาย พล.อ.ประยุทธ์ทราบหรือไม่ว่าประชาชนยากลำบาก ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร ถ้าแก้ได้ประชาชนก็จะรักเอง แต่ถ้าตรงกันข้ามประชาชนก็ไม่รักไม่เลือก ซึ่งพรรคการเมืองก็เหมือนกัน หากไม่แก้ปัญหาอาศัยความขัดแย้งหาประโยชน์ประชาชนก็เบือนหน้าหนี

“ภูมิธรรม” ฉะหาช่องสืบอำนาจไม่สง่า

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนไม่สนใจคำถามของ พล.อ. ประยุทธ์เลย เพราะเป็นคำถามที่สะท้อนความอยากได้ใคร่ดีอยากอยู่ต่อในอำนาจเพื่อตัวเอง ทั้งนี้ ควรถามประชาชนที่กำลังประสบปัญหา เช่น ปัญหาน้ำท่วม ภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ว่าจะหาทางออกอย่างไร มากกว่าปัญหาของตัวเอง ตั้งคำถามที่ไม่ตรงกับคำตอบของประชาชนตนเลยไม่สนใจ อย่ามัวแต่คิดว่าจะอยู่ต่อในอำนาจบริหารจัดการพวกพ้องอย่างไรให้ลงตัว รอมานานถึง 4 ปีแล้วถึงเวลาที่ควรให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันตัดสินใจ ร่วมกำหนดอนาคตประเทศผ่านการเลือกตั้ง ส่วนรัฐบาลก็ควรเดินตามกฎหมายที่พวกเขียนและได้เปรียบมากกว่าคนอื่นๆได้แล้ว อย่ามามัวเสียเวลาหาทางสืบทอดอำนาจอยู่เลย มันไม่สง่างาม

“สามารถ” จวกเบี่ยงเบนไม่ปลดล็อก

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ดูจากท่าทีของคนในรัฐบาลขณะนี้ดูเหมือนว่ากำลังพยายามเบี่ยงเบนความสนใจไปในประเด็นอื่นๆ เริ่มตั้งแต่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาตั้งอีก 6 คำถาม ต่อมานายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ก็ออกมาระบุว่าจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนและอาจจะเลือกเป็นแห่งๆไม่พร้อมกัน ทั้งที่เรื่องสำคัญที่รัฐบาลและ คสช. ควรจะเร่งดำเนินการคือ การปลดล็อกพรรคการเมืองเพราะ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้ พรรคการเมืองต้องปฏิบัติตามเร่งด่วนกว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นยังไม่ต้องไปเร่ง ไม่ต้องไปเสียเวลาตั้งคำถามเพียงแค่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดออกมาเลยว่าจะขออยู่ต่อจะยังไม่เลือกตั้งเอาให้ชัดไปเลย ไม่รู้ว่าจะถามไปทำไม และยังไปสร้างความเดือดร้อนให้กับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยอีก อยากให้ พล.อ. ประยุทธ์ ตั้งสติให้ดีๆทบทวนดูใหม่เลิกหลบไปหลบมาเสียที แค่ทำตามกฎหมายเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ป

กังขาไม่รีบปลดล็อกชิงเอาเปรียบ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คสช.ควรหยุดพฤติกรรมย้อนแย้งเพราะทั้งสวนดุสิตโพล กรุงเทพโพล ซูเปอร์โพล ต่างสะท้อนกว่าร้อยละ 70 ว่าต้องการให้ปลดล็อกพรรค การเมือง แต่ คสช.กลับปฏิเสธความต้องการของประชาชนแล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะเปิดใจรับฟังคำตอบและนำไปสู่การวิเคราะห์เพื่อกำหนดทิศทางนโยบาย คสช.อย่าทำการเมืองแบบตัวกูของกูต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิธีคิดไม่เช่นนั้นคะแนนนิยม พล.อ.ประยุทธ์จะลดต่ำลงอีกเรื่อยๆคนจะอดสงสัยไม่ได้ว่าการไม่ปลดล็อกเพราะต้องการให้พรรคทหารหรือพรรคที่ คสช.สนับสนุนได้ทำงานก่อนพรรคอื่นชิงความได้เปรียบให้ได้มากที่สุดหรือไม่ ขณะนี้ประชาชน เดือดร้อนทั้งปัญหาน้ำท่วมข้าวยากหมากแพง พืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ ควรปล่อยให้ศูนย์ดำรงธรรมไปแก้ไขปัญหาปากท้องมากกว่ามาวุ่นวายกับการรวบรวมคำตอบของประชาชนซึ่งเป็นปัญหาการเมืองของ คสช.ที่ไม่ยอมหาทางลงมีแต่หาทางไปและไม่ฟังเสียงประชาชน

“สาธิต” ซัดวางระเบิดเวลาพาสู่กลียุค

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การตั้งโจทย์เพื่อให้ประชาชนมาตอบคำถามของนายกฯ เพียงคนเดียวเสียเวลาทำมาหากินเสียเวลาของข้าราชการ แทนที่จะคิดแก้ปัญหาปากท้อง สร้างความเชื่อมั่น แต่กลับตั้งคำถามซ้ำเติมให้ความเชื่อมั่น นี่คือปัญหาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์โยนคำถามเพื่อสนองความต้องการตนเองเพียงคนเดียว ส่วนการที่ทหารจะตั้งพรรคการเมืองลงสนามก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้า คสช.ไปสนับสนุนพรรค การเมืองจะเป็นปัญหาในแง่ความชอบธรรม สุดท้ายแต่ละฝ่ายไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง อาทิ ถ้า คสช. ไปสนับสนุนพรรคไหนแล้วแพ้ คนก็กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองอีกหรือเปล่า หรือหากพรรคที่ไม่ใช่พรรคทหารพบกับความพ่ายแพ้ก็จะเกิดข้อครหาจากความได้เปรียบเสียเปรียบอยู่ดี การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามคำถามที่นายกฯ ตั้งมาจึงเป็นระเบิด เวลาให้เกิดกลียุคในอนาคตได้ ไม่ใช่การถามหวังดีกับประเทศไม่เข้าใจว่าคนอย่างนายกฯ จะมองประเด็นอย่างนี้ไม่ออก อยากแนะนำประชาชนให้อย่าเสียเวลามาตอบเลยไปทำมาหากินเพื่อปากท้องตัวเองดีกว่า

“นิพิฏฐ์” เหน็บนักการเมืองหน้าใหม่

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “คำแนะนำนักการเมืองรุ่นใหม่พูดแล้วให้หล่อดูดี” คนที่บอกว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่เวลาสัมภาษณ์เขาจะพยายามพูดให้เพราะ หล่อ สวย เสื้อ ผ้า หน้า ผม ต้องเรียบร้อย แต่สัมภาษณ์เสร็จแล้ว หมายความว่ายังไงก็ไม่รู้ แต่คนชอบใครที่จะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ก็ลองพูดแนวๆนี้ดู ผมคิดว่าทุกคนปรารถนาดีต่อบ้านเมืองทั้งนั้น อาจมีความเห็นต่างกันบ้างก็พยายามปรับเข้าหากัน อย่าใช้ความรุนแรงกันอีก ประเทศบอบช้ำมากแล้ว “อื่อ อ่า ผมว่าทหารเขาก็หวังดีต่อบ้านเมือง เขาก็ไม่อยากเข้ามาหรอก เขาก็อยากกลับคืนกรมกองกันทุกคนแต่ต้องเห็นใจเพราะบ้านเมืองยังมีความขัดแย้ง ก็ต้องแก้ปัญหาต่อไปสักระยะหนึ่ง พวกเราใจเย็นๆนักการเมืองก็ต้องเสียสละบ้าง ประชาชนให้โอกาสมานานแล้ว บริหารกันจนบ้านเมืองเละเทะ อย่าไปเรียกร้องอะไรมาก เดี๋ยวบ้านเมืองจะกลับไปเหมือนเดิมอีก สงสารประชาชนเถอะ เวลาพูดก็เริ่มปิดกระดุมสูทเม็ดแรก ขยับเนกไทเล็กน้อยดูดีจะตายไปแต่พูดแล้วคืออะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าคนชอบ”

“อลงกรณ์” ไม่ขวางโยนหินถามทาง

นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงการตั้งคำถาม 6 ข้อของนายกฯว่า นายกฯมีสิทธิที่จะถามความเห็น ส่วนใครจะตอบหรือไม่ตอบ จะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรเป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคล ตนคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องตั้งหลักเริ่มต้นใหม่โดยทุกฝ่ายเริ่มจากแม่น้ำ 5 สาย ฝ่ายการเมือง สื่อมวลชนและทุกภาคส่วนปรับเปลี่ยนท่าทีเสียใหม่ตั้งแต่ตอนนี้ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ดีตามแนวทางปฏิรูปการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ใช้เหตุใช้ผลอย่างสุภาพ เคารพความเห็นต่างโดยไม่ต้องแตกแยกแบ่งฝ่ายไม่ดีกว่าหรือ จึงขอฝากให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องพิจารณาไตร่ตรองเพื่อให้ประเทศของเราเดินหน้าสู่อนาคตที่ดีกว่า ไม่วนเวียนอยู่ในวังวนของความขัดแย้งเป็นปฏิปักษ์เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

เชื่อสัญญาณดีโรดแม็ปไม่สะดุด

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงโรดแม็ปทางการเมืองจะเลื่อนออกไปว่า เมื่อพิจารณารอบด้านแล้วยังไม่เห็นสัญญาณทางการเมืองเคลื่อนไหวจนอาจจะทำให้โรดแม็ปสะดุดหยุดลง เชื่อมั่นว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะร่างกฎหมายลูกการเลือกตั้ง ส.ส. และกฎหมายลูกการได้มาซึ่ง ส.ว.เสร็จทันภายในกรอบเวลา 240 วันอย่างแน่นอน ส่วนการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองต่างๆก็อยู่ภายในกรอบยังไม่เห็นเป็นสัญญาณว่าจะก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองหรือจะเป็นเงื่อนไขให้เป็นข้ออ้างที่จะทำให้โรดแม็ปเกิดปัญหาได้ นอกจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ออกมายืนยันเองว่าถ้ากฎหมายเรียบร้อยก็เดินไปตามโรดแม็ป จึงเชื่อว่าโรดแม็ปจะเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าทุกฝ่ายไม่มีวาระซ่อนเร้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง

“ตือ” ไม่เชื่อ คสช.ใช้ท้องถิ่นวัดเรตติ้ง

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เชิญกระทรวงมหาดไทยและ กรธ. หารือแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ก่อนรวบรวมข้อมูลเสนอ คสช.ว่า ตนเห็นด้วยไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งอะไรเพราะเรามีแล้วธรรมนูญฉบับใหม่แล้วควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกตัวแทนไม่ว่าระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ ปล่อยให้มีการหาเสียงและคงต้องยกเลิกการห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน แต่แก้ไขกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ควรใช้มาตรา 44 เพราะหากนำมาใช้ก็จะเป็นความเบ็ดเสร็จของ คสช.เมื่อถามว่า มีเสียงวิจารณ์มองว่ารัฐบาลหวังออกมาเช็กเรตติ้ง นายสมศักดิ์ตอบว่า ถ้าคิดอย่างนั้นคงไม่ถูก เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่นกับการเลือกตั้งระดับชาติไม่เหมือนกัน แม้บางคนอาจมองว่าเป็นเงื่อนไขที่ผูกกันแต่วันนี้สังคมเปลี่ยนไปแล้ว ประชาชนฉลาดรู้ว่าควรเลือกกันแบบไหนอย่าไปคิดแทน หรือหวั่นวิตกเกินกว่าความเป็นจริง

โพลหนุนปรับ ครม.แก้ ศก.ปากท้อง

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น“นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) รายงานผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “การปรับ ครม.ประยุทธ์ 5” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,251 ราย พบว่าร้อยละ 68.11 เห็นด้วยเพราะ ครม.ชุดปัจจุบันยังทำงานได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ร้อยละ 16.71 ไม่เห็นด้วย กระทรวงที่ต้องการให้มีปรับมากที่สุด ร้อยละ 20.38 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 16.07 กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 7.27 กระทรวงการคลัง ร้อยละ 6.08 กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น เมื่อถามถึง เรื่องที่อยากพัฒนาหรือแก้ไขในช่วงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งปลายปี 2561 พบว่า ร้อยละ 53.28 อยากให้แก้ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 31.12 ด้านสวัสดิการความเป็นอยู่ของประชาชน ร้อยละ 30.24 ด้านการเกษตร ร้อยละ 15.28 การทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 13.76 ยาเสพติดและอาชญากรรม ร้อยละ 12.08 ด้านการศึกษา ร้อยละ 8.24 ความขัดแย้งในสังคม และร้อยละ 7.68 การปฏิรูปประเทศและการแก้ไขกฎหมาย

ด้าน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดของกลุ่มตัวอย่าง 1,263 ราย ร้อยละ 86.61 เห็นด้วยกับการปรับ ครม.เพราะบางกระทรวงไม่มีผลงาน ยังแก้ปัญหาปากท้องและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำไม่ได้ ร้อยละ 13.39 ไม่เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 53.45 ระบุว่า ควรปรับเล็กเฉพาะกระทรวงที่มีปัญหา ร้อยละ 46.55 เห็นว่าควรปรับใหญ่เพื่อความยุติธรรม

โวย รบ.ไม่เร่งเยียวยาชาวบ้านจมน้ำ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีรัฐบาลปล่อยหลายพื้นที่ให้เป็นที่รับน้ำจนกลายเป็นปัญหาของเกษตรกรจนถึงขณะนี้ และประชาชนยังได้รับความเดือดร้อนทุกข์สาหัสมานานหลายเดือน แต่ยังไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ไปทำพิธีมอบของปลอบใจแล้วก็จบ ตนขอให้รัฐบาลต้องเร่งเยียวยาพื้นที่น้ำท่วม อยากให้กระทรวงมหาดไทย ออกมาทำงานเพื่อชาวบ้านผู้เดือดร้อนให้ทันเหตุการณ์ ขอให้พักเรื่องการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วไว้ก่อน พล.อ.ประยุทธ์อย่าเหนียมที่จะหยิบโครงการดีๆของพรรคเพื่อไทยมาทำเช่นโครงการบริหารจัดการน้ำ

ยืนกรานซื้อเครื่องสแกนตาโปร่งใส

นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์โครงการจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตาพิสูจน์อัตลักษณ์แรงงานต่างด้าวของกระทรวงแรงงานว่า ขอยืนยันยังไม่มีการจัดซื้อ ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เห็นตรงกันว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเสริมเครื่องสแกนม่านตาเพื่อภารกิจในการพิสูจน์อัตลักษณที่ถือว่ามีความแม่นยำกว่าการตรวจสอบลายนิ้วมือ 100 เท่าหรือใบหน้า 10 เท่า ปัจจุบันมีใช้เพียง 30 เครื่องที่ยืมมาจากกรมเจ้าท่าเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ขึ้นทะเบียนแรงงานประมง 7 หมื่นคน ให้เสร็จในเดือน มี.ค.61 และกรมการจัดหางานยังต้องพิสูจน์อัตลักษณ์อีกมากกว่า 2 ล้านคน ให้แล้วเสร็จในคราวเดียวกัน ส่วนเรื่องของราคาประมาณ 1 แสนบาทต่อเครื่องนั้นยืนยันเป็นราคามาตรฐานและการจัดซื้อยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาการเก็บข้อมูลพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าวที่ คสช.ตั้งขึ้น ยืนยันว่ามีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

“บิ๊กตู่” ถึงฟิลิปปินส์ฉลองอาเซียน 50 ปี

วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติคลาร์ก ในจังหวัดปัมปังกา ทางตอนเหนือของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อเตรียมเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 31 ที่กรุงมะนิลา ในระหว่างวันที่ 13-14 พ.ย. โดยได้รับการต้อนรับจาก พล.อ.แองเจโล เรเยส นายทหารกองทัพบกฟิลิปปินส์ คณะเสนาธิการกองทัพและกองทหารเกียรติยศ ซึ่งก่อนขึ้นรถไปยังโรงแรมดุสิตธานี ที่พำนัก พล.อ.ประยุทธ์ยังได้ชูมือสัญลักษณ์เลิฟ “รักนะจ๊ะ” ทักทายคณะที่มาต้อนรับ จากนั้นในช่วงค่ำ พล.อ.ประยุทธ์และภริยาได้เข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับและฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาอาเซียน

แฉอดีตอธิบดีอัยการฝากเด็กเข้า กปภ.

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า จะยื่นร้องเรียนกับอัยการสูงสุดกรณีที่มีหนังสือขอความอนุเคราะห์ฝากคนเข้าทำงานเป็นพนักงานการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ในหนังสือลงนามโดยนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา อดีตอธิบดีอัยการ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ตรวจอัยการ ที่ขอความอนุเคราะห์ฝากบุคคล บุคคลหนึ่งเข้าทำงานเมื่อวันที่ 11 ส.ค.59 และมีหนังสือฝากงานอีกครั้งเมื่อวันที่ 5 เม.ย.60 มีลายมือเขียนฝากเข้าทำงาน ตรายางและลายเซ็น ล่าสุดทราบว่า คณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าวมีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบระบุว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าบุคคลดังกล่าวทำหนังสือตามที่ร้องเรียนมาจึงไม่มีวิธีการพิจารณาประมวลจริยธรรมข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรของพนักงานอัยการสูงสุด โดยในสัปดาห์หน้าตนจะเดินทางไปยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สอบสวน

“บิ๊กป้อม” สั่งกวาดล้างแก๊งข้ามชาติ

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลโดยฝ่ายความมั่นคงยังคงเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายปราบปรามผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจังต่อเนื่องเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้กับประชาชน โดยเฉพาะการปราบปรามผู้มีอิทธิพลชาวต่างชาติที่เข้ามาก่ออาชญากรรม ปัจจุบันพบชาวต่างชาติอยู่ในราชอาณาจักร โดยการอนุญาตสิ้นสุดแล้วมีเกือบ 100,000 คน ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม สั่งการให้ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง ประสานหน่วยเกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทั่วประเทศที่แฝงตัวเข้ามาท่องเที่ยว ตรวจสอบข้อมูลเข้า-ออก ดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจังกับบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร และกำชับไม่ให้เจ้าหน้าที่ไปเกี่ยวข้องแสวงประโยชน์เด็ดขาด ปัจจุบันมีการจับกุมทำประวัติแล้วกว่า 300 ราย