วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ช็อปช่วยชาติ" ซีซั่น 3 ปลุกกำลังซื้อท้ายปี-เศรษฐีช็อปไม่อั้น

พบกันเป็นปีที่ 3 สำหรับโครงการช็อปช่วยชาติ ซึ่งครั้งนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 7 พ.ย.2560 ที่ผ่านมา เห็นชอบร่างกฎกระทรวง เรื่องมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2560

หลักการของมาตรการในปีนี้กำหนดให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ค้าที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ระหว่างวันที่ 11 พ.ย.-3 ธ.ค.2560 รวมระยะเวลา 23 วัน มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท

สินค้าและบริการที่ว่าครอบคลุมการซื้อหาในประเทศทั้งหมด แม้กระทั่งกิจการ อาบ อบ และนวดตัว แต่ที่ไม่รวมคือการซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ น้ำมัน ก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ ตลอดจนค่าบริการในธุรกิจท่องเที่ยว ค่าที่พักโรงแรม ซึ่งปีที่แล้วนำไปหักลดหย่อนได้ เนื่องจาก ครม.เห็นว่าธุรกิจท่องเที่ยวเติบโตดีอยู่แล้ว

โดยหลักฐานสำคัญที่ต้องเก็บไว้ให้มั่นจะต้องเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบจากกิจการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% เท่านั้น!!

ใครเหลือกิน เหลือใช้ จ่ายภาษีสูง อยากได้ลดหย่อนภาษีเพิ่ม เชิญเตรียมสภาพคล่องให้พร้อม แล้วออกไปช็อปช่วยชาติกัน ณ บัดนี้...

เซ็นทรัล–เดอะมอลล์รอนักช็อป

นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น เปิดเผยว่า โครงการช็อปช่วยชาติถือเป็นเรื่องที่ดี แม้จะเป็นจิตวิทยาเรื่องกระตุ้นการใช้จ่าย แต่โครงการครั้งที่ผ่านๆมาก็ช่วยเพิ่มยอดขายของร้านค้า-เช่าภายในศูนย์การค้าเครือเซ็นทรัลเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ซึ่งครั้งนี้ก็น่าจะเติบโตไม่แพ้กัน เพราะช่วงระยะเวลาการจัดโครงการในปีนี้จะยาวกว่า (ปีที่แล้วประมาณ 18 วัน) และซีพีเอ็นได้อัดกิจกรรมลดราคาสินค้า เพื่อรองรับมาตรการดังกล่าวในช่วงเวลาเดียวกันด้วย

“โครงการช็อปช่วยชาติ มีผลในเรื่องของยอดขายมากกว่าจำนวนลูกค้าหรือทราฟฟิกเข้าศูนย์ คือคนคงไม่ได้เข้ามาใช้บริการในศูนย์การค้าเพิ่มขึ้น แต่แค่มีการใช้จ่ายมากขึ้นจากคูปองช็อปช่วยชาติ”

ขณะที่ นายไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า โครงการจะช่วยให้การจับจ่ายใช้สอยดีขึ้น แต่ไม่มาก โดยอาจทำให้ยอดขายและจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในห้างฯและศูนย์การค้าเติบโต 5-6% ใกล้เคียงกับครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากวงเงินลดหย่อนอยู่ในปริมาณ 15,000 บาทเท่าเดิม และเชื่อว่าจำนวนคนซื้อสินค้าก็คงใกล้เคียงกับครั้งก่อน

“คนรายได้น้อยใช้จ่าย 100% อยู่แล้ว ให้แค่ไหนก็ใช้แค่นั้น ขณะที่คนบางกลุ่มไม่สนใจมาตรการด้วยซ้ำ เพราะเห็นว่าขอคืนภาษีได้เล็กน้อยเท่านั้น ประกอบกับมองว่าจ่ายปีนี้ แต่ได้ภาษีคืนปีหน้า ซึ่งขบวนการยืดเยื้อไป”

“โดยส่วนตัวมองว่ามาตรการเช็คช่วยชาติที่เคยมี น่าจะส่งผลกระตุ้นการใช้จ่ายได้ดีและคึกคักกว่า “ช็อปช่วยชาติ” ที่แค่สามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้ามาทำลดหย่อนภาษีได้ เนื่องจากเป็นเช็คเงินสด เห็นเป็นตัวเงินที่รัฐบาลให้มาแล้วใช้จ่าย ไม่ต้องรอได้เงินคืนปีหน้า อะไรก็ตามที่ช้าๆคนไทยไม่ชอบ คนไทยจะชอบอะไรที่ได้ทันทีทันใดมากกว่า อย่างไรก็ตาม การที่รัฐออกมาตรการนี้มาช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ในฐานะคนทำค้าปลีก มองว่าก็ยังดีกว่าไม่มีมาตรการอะไรออกมาช่วยกระตุ้น”

นายไพบูลย์กล่าวว่า เดือน พ.ย.-ธ.ค.เป็นช่วงฤดูกาลขายสินค้าของค้าปลีก เฉพาะเดือน ธ.ค.เดือนเดียวยอดขายเติบโต 40-50% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ เนื่องจากเป็นช่วงใกล้เทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ ยอมรับว่าเมื่อมีมาตรการช็อปช่วยชาติของรัฐบาลออกมาเสริมก็จะช่วยให้ยอดขายสินค้าและบริการในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีเพิ่มขึ้น

เทสโก้ปลงลูกค้าไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี

น.ส.สลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัทเทสโก้ โลตัส บริษัท เอกชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด กล่าวว่าจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในภาพรวมให้คึกคักขึ้น การเริ่มโครงการเร็วถือว่าดีและเหมาะสม เพราะจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายเงินช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีได้ดี ระยะเวลาที่ยาวขึ้น คือ 23 วัน ก็น่าจะทำให้ผู้บริโภคสามารถวางแผนซื้อสินค้าและทยอยออกมาจับจ่ายใช้เงินได้แบบสบายใจ ไม่ไปอัดแน่น กระจุกตัวในช่วง 1-2 วันสุดท้ายก่อนหมดแคมเปญเหมือนครั้งที่ผ่านมา จนทำให้ผู้บริโภคบางคนไม่อยากออกมาใช้จ่ายเงินในช่วงเวลาดังกล่าว

“กำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วง 2 เดือนสุดท้ายปีนี้เริ่มกลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ เนื่องจากช่วงปลายปีเป็นช่วงของการจับจ่ายใช้สอย และเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเข้ามาซื้อสินค้าในห้างเทสโก้ โลตัสทุกสาขามากขึ้น บริษัทจึงอัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทุกวัน ตลอด 2 เดือนเต็ม

ในส่วนของเทสโก้ โลตัสนั้นมองว่ามาตรการช็อปช่วยชาติจะไม่ช่วยทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นมากนัก เพราะจำนวนสาขาที่มีอยู่ 1,900 สาขาทั่วประเทศส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด ฐานลูกค้ากว่า 70% กระจายอยู่ในต่างจังหวัดและส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีเงินได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่การมีกิจกรรมดังกล่าวเข้ามาเสริมในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ช่วยปลุกกำลังซื้อผู้บริโภคก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่ให้มีมากขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะเป็นช่วงฤดูกาลขายสินค้าและทำรายได้ โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของยอดขายรวมตลอดทั้งปี

ด้าน นางวิภาดา ดวงรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บิ๊กซีพร้อมขานรับนโยบายของรัฐบาลด้วยการเตรียมความพร้อม และเพิ่มเครื่องออกบิล และแยกจุดบริการออกใบกำกับภาษีออกมา เพื่อความสะดวกรวดเร็วของลูกค้า คาดว่าช็อปช่วยชาติปีนี้การใช้จ่ายน่าจะคึกคักกว่าครั้งที่ผ่านๆมา และน่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ เป็นผลจากรัฐบาลออกแคมเปญเร็วขึ้น และระยะเวลายาวขึ้นเพื่อรองรับความต้องการซื้อสินค้าก่อนเข้าเทศกาลปีใหม่

ร้านอาหารคึกคนยอมจ่ายแพงขึ้น

ขณะที่ นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า มาตรการช็อปช่วยชาติเป็นผลดีทั้งต่อร้านอาหารภัตตาคารอย่างมาก และส่งผลในสองส่วน โดยส่วนแรกจะผลักดันให้ผู้ประกอบการร้านอาหารไปจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

เพราะเมื่อลูกค้ามารับประทานอาหารแล้วทวงขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ทางร้านอาหารนั้นก็อยู่เฉยไม่ได้ ซึ่งบางครั้งลูกค้า 1-2 คนถามอาจไม่รู้สึกแต่พอลูกค้าถามหาใบกำกับภาษีมากๆเข้าก็อาจเป็นแรงผลักดันให้ต้องไปจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีให้ถูกต้อง

“เหตุผลที่ร้านอาหารไม่เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะค่าใช้จ่ายหลายอย่างหักภาษีไม่ได้ เช่นบางคนไปซื้อของจากตลาดสด ก็ไม่มีใบเสร็จ ซึ่งสมาคมภัตตาคารไทยก็เข้าใจ จะไปบอก ไปบังคับให้เขาเข้าสู่ระบบภาษีก็พูดยากแต่เมื่อรัฐบาลออกมาตรการแบบนี้จะช่วยให้ร้านอาหารเข้าสู่ระบบเอง เพราะเมื่อมีใบกำกับภาษีให้ ลูกค้าจะเข้าร้านมากขึ้น”

สำหรับผลในด้านต่อมา เมื่อลูกค้าเข้ามารับประทานอาหารในช่วงกำหนดเวลาของมาตรการช็อปช่วยชาติจะยอมจ่ายค่ารับประทานอาหารสูงขึ้น เช่น จากเดิมอาจจะกันวงเงินไว้ 1,000 ถึง 3,000 บาท แต่เมื่อมีมาตรการนี้ก็จะยอมจ่ายสูงถึง 15,000 บาท หรือบางทีมาจัดงานเลี้ยงกันเลยเพื่อนำค่าใช้จ่ายนี้ไปลดหย่อนภาษี โดยเห็นได้ชัดจากที่มีการออกมาตรการนี้เมื่อสองปีที่ผ่านมา

“ส่วนระยะเวลารวม 23 วัน ก็ดีกว่าปีก่อนที่มีเวลา 15 วัน ซึ่งสั้นไป ทำให้คนแย่งกันกิน แย่งกันใช้ เมื่อมีเวลามากขึ้นจะยิ่งดี และอยากให้รัฐบาลกำหนดเวลาให้ยาวขึ้นอีก เพราะร้านอาหารจะได้เข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น”

กสิกรชี้คนรวยจ้องซื้อแหลก

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า มาตรการช็อปช่วยชาติจะช่วยสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยให้กับธุรกิจค้าปลีกได้เพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ และน่าจะเป็นโอกาสของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆเช่น ผู้ผลิตสินค้า (Supplier) เกษตรกร รวมถึงการจ้างงานของธุรกิจต่างๆในห่วงโซ่ของธุรกิจค้าปลีก

จากที่ก่อนหน้านี้ ธุรกิจค้าปลีกยังคงเผชิญกับปัจจัยกดดันทางด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มฐานราก ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของประเทศ โดยสะท้อนได้จากเครื่องชี้เศรษฐกิจต่างๆ เช่น ราคาสินค้าเกษตรที่เริ่มมีแนวโน้มลดลง อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ยังคงกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค และทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย

โดยจากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ปีนี้คนที่มีฐานรายได้สุทธิมากกว่า 500,000 บาทต่อปีขึ้นไป ยังคงวางแผนใช้สิทธิใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยเฉพาะคนที่มีฐานรายได้สุทธิ 2 ล้านบาทขึ้นไป วางแผนที่จะใช้สิทธิเต็มจำนวน แต่คนที่มีฐานรายได้สุทธิไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี วางแผนที่จะใช้สิทธิลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากยังคงกังวลกำลังซื้อในอนาคต และโดยปกติก็เสียภาษีในอัตราที่ไม่สูงมาก จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีเพิ่ม

และคาดว่า แรงส่งของมาตรการช็อปช่วยชาติปีนี้น่าจะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในธุรกิจค้าปลีกใกล้เคียงกับที่ภาครัฐได้ประเมินไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท แต่จากการสำรวจพบว่า กว่า 40% ของผู้ที่จะใช้สิทธิจากมาตรการดังกล่าวมีแผนที่จะใช้จ่ายอยู่แล้วในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพียงแต่อาจวางแผนเลื่อนวันในการซื้อสินค้าให้เร็วขึ้นในช่วงที่ออกมาตรการเพื่อต้องการใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าที่มีขนาดใหญ่และมีมูลค่าต่อชิ้นสูง และคาดว่าบรรยากาศโดยรวมในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีนี้น่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้วจากการกระตุ้นการใช้จ่ายโดยผู้ประกอบการร้านค้าปลีกต่างๆ 2 รอบ คือ ช่วงมาตรการช็อปช่วยชาติและช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งต่างจากปีก่อนที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน.

ทีมเศรษฐกิจ