วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขุมทรัพย์แผ่นดินไทย ตามแนวพระราชดำริ

“เกษตรกรรม”...นับเป็นอาชีพหลักและเป็นรากฐานสำคัญของประเทศไทย ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร สินค้าทางการเกษตรของไทยโดยเฉพาะการเพาะปลูกข้าว พืชผัก ผลไม้

นอกจากจะใช้เป็น “อาหาร” ของ “คนในประเทศ” แล้วยังสามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศ นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เพาะปลูกได้เป็นอย่างดี ซึ่งต่างประเทศได้มีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

ท่ามกลางสภาพปัญหาความแห้งแล้ง การขาดน้ำ สภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปและมีแนวโน้มที่รุนแรงในอนาคต ทำให้วิถีชีวิตของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะเกษตรกรน้ำฝนจำนวนมากยังวนเวียนอยู่ในวงจรความยากจน และกับดักของหนี้สินอย่างยากที่จะหลุดพ้น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทาน “หลักการทำเกษตรทฤษฎีใหม่” ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ทรงใช้แนวคิดแห่งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการบริหารงานในการทำการเกษตร โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไว้เป็นรากฐานให้เกษตรกรและประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้นำไปประยุกต์ใช้ เพื่อการแก้ไขปัญหาการเกษตรและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข มีความพอเพียง หลุดพ้นบ่วงแห่งความยากจน

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเป็นการเทิดพระเกียรติ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้จัดทำ “โครงการมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพเกษตรกรรม สาขาเกษตรกรรม ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อเป็นการน้อมนำหลักการเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

...ไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและประชาชนชาวไทยทั้งด้านองค์ความรู้ที่เป็นมาตรฐานตรงตามแนวพระราชดำริ และนำไปสู่ภาคปฏิบัติให้ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพื้นที่ทำการเกษตรของตนเอง

จนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข พอเพียง พ้นจากความยากจน

อีกทั้งเพื่อให้สถานศึกษาทุกระดับสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาเกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริได้ตรงกับแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน อันจะนำประชาชน ชุมชน และสังคมไทยได้เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เกิดการบูรณาการอย่างยืดหยุ่น...บริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

จนสามารถก้าวไปสู่การพึ่งพาตนเอง...พัฒนาประเทศสู่ความสมดุล มั่นคง ยั่งยืนได้สืบไป

อาจารย์ปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานที่ปรึกษาของมูลนิธิน้ำเพื่ออีสาน บอกว่า ทฤษฎีใหม่เป็นการประยุกต์การทำการเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงอย่างชัดเจน เป็นพระราชดำริเพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยทฤษฎีใหม่เป็นขั้นของความเข้าใจและจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน คือ 30 เปอร์เซ็นต์ ขุดสระเก็บกักน้ำเพื่อใช้เก็บกักน้ำฝน ต่อมา 30 เปอร์เซ็นต์ ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหารเพียงพอตลอดปี ลดค่าใช้จ่าย

ถัดมา 30 เปอร์เซ็นต์ ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เหลือก็นำไปจำหน่าย และสุดท้าย 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นที่อยู่อาศัยเลี้ยงสัตว์และโรงเรือน

หากเกษตรกรเข้าใจคำว่าทฤษฎีใหม่ แน่นอนว่าครอบครัวเกษตรกรนั้นจะมีงานทำตลอดทั้งปี ทำให้เกิดทักษะ เกิดความขยันในการทำงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้และค่าตอบแทนแน่นอน...ผลิตผลที่ผลิตในพื้นที่ย่อมมีกินตลอดปี และทำให้เกิดจิตวิญญาณที่จะมุ่งมั่นสู่การทำงาน ซึ่งจะได้ความสุขในชีวิตตอบแทนกลับคืนมาด้วย

แต่ต้องมีความเพียรพยายาม ดังพระราชดำรัสของพระองค์ที่ว่า “การทำทฤษฎีใหม่ เป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง...ผู้ที่ปฏิบัตินี้ต้องมีความเพียร และต้องอดทน...ทฤษฎีใหม่...ยืดหยุ่นได้และต้องยืดหยุ่น เหมือนชีวิตของเราทุกคนต้องมีความยืดหยุ่น”

อาจารย์ปราโมทย์ บอกอีกว่า โครงการนี้เป็นการดี เพราะเป็นการสร้างความยั่งยืนในการน้อมนำ “เกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ให้เกษตรกรหรือผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมนำมาใช้เป็นแนวทางและหลักการอย่างตรงตามแนวพระราชดำริ

ทั้งด้านองค์ความรู้ ความพร้อมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างเป็นขั้นตอน ความสามารถในการวางแผนอย่างมีกระบวนการ การจัดการทรัพยากรการผลิตอย่างสมดุลและเหมาะสม จนเกิดนวัตกรรมในการพึ่งพาตนเองได้ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในทุกสถานการณ์และบริบทพื้นที่

การจัดทำมาตรฐานอาชีพที่ว่านี้จะจัดแบ่งระดับให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ใน 3 ระดับ คือ 1.ระดับต้น โดยจะมุ่งกำหนดกรอบสมรรถนะเพื่อสร้างเสถียรภาพของการผลิต รายได้ ความมั่นคงของตัวเกษตรกรและชุมชน มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง ถัดมา...2.ระดับกลาง ที่มีกรอบของสมรรถนะมุ่งเน้นการสร้างกลุ่มหรือสหกรณ์ เพื่อดำเนินการการเกษตรอย่างครบวงจร และ 3.ระดับก้าวหน้า ที่มีกรอบสมรรถนะมุ่งเน้นการเป็นผู้ประกอบการ และสร้างเครือข่าย ทั้งภายในและภายนอกเพื่อสนับสนุนการผลิตและการตลาด

ทั้งนี้ การจัดทำมาตรฐานก็เพื่อกำหนดแนวทางเดินให้กับเกษตรกรซึ่งในตอนนี้มีพื้นฐานความเข้าใจอยู่แล้วส่วนหนึ่ง เรียกว่า “ภูมิปัญญาชาว-บ้าน” แต่อาจไม่สมบูรณ์ ทางสถาบันฯเข้ามาดำเนินการต่อยอด

ส่วนเรื่องเครื่องจักรกลต่างๆ ทางภาครัฐเองก็ต้องเข้ามาช่วยสนับสนุน ร่วมแชร์กัน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ต้องทำตามพระราชดำรัสว่า “บวร” และต้องสร้างความริเริ่มในการพัฒนาให้กับเกษตรกรด้วย

“...จะต้องแนะแนวทางการสร้างมาตรฐานว่าควรเป็นแบบใดและขับเคลื่อนตามมาตรฐานได้อย่างไร นอกจากนี้ มาตรฐานอาชีพสาขาวิชาชีพเกษตรกรรม สาขาเกษตรกรรม ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง จะต้องเป็นการพัฒนาศักยภาพและสมรรถนะของเกษตรกรหรือผู้ประกอบอาชีพทางการเกษตรได้อย่างสอดคล้องกับการเกษตรกรรมตามแนวพระราชดำริ และทิศทางการพัฒนาภาคเกษตรในบริบทของไทยแลนด์ 4.0 สู่การเป็นเกษตรกรที่มีมาตรฐาน...มีสมรรถนะมืออาชีพ นำไปสู่การขยายผลของความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนในอาชีพเกษตรกรรมต่อไป”

ดร.นพดล ปิยะตระภูมิ รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เสริมว่า องค์ความรู้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สคช.จะขอน้อมเกล้าฯ นำมาจารึกไว้อย่างเป็นรูปธรรม...เป็นมาตรฐานเพื่อให้คนรุ่นหลังทั้งคนไทยและคนต่างประเทศได้นำหลักการแนวพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” ไปใช้...ปฏิบัติ ตามพระราชดำริที่พระองค์พระราชทานไว้ และยังจะทำให้เกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงไม่สูญหาย จะยังคงเปรียบเสมือน “ทรัพย์อันทรงคุณค่าของแผ่นดินไทย”

“ถ้าประชาชนทั้งประเทศนำไปใช้ เชื่อว่า...ทุกครัวเรือนจะมีความกินดีอยู่ดีมากขึ้น พ้นจากความยากจนด้วยความเพียร อีกหนทางหนึ่งการสร้างมาตรฐานอาชีพนี้ นอกจากจะทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากการทำเกษตรที่ได้ผลผลิตเพิ่มตลอดปี มีความหลากหลายแบบผสมผสานแล้ว ยังเกิดความพอเพียง ไม่ทำเกษตรเกินตัว...”

หลังจากนำองค์ความรู้ที่รวบรวมมาจัดทำเป็นมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบสู่การปฏิบัติอย่างทั่วถึงผ่านเว็บไซต์ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพฯ

หากนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง “แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่” จึงถือว่า...เป็นทรัพย์ของแผ่นดินและเป็นทรัพย์ของสากล.