วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จาก 'ข่าวภาพ' ถึง 'ไทยรัฐ' บทบาทนักหนังสือพิมพ์ของ 'กำพล วัชรพล'

'กำพล วัชรพล' ผู้สร้างตำนานวงการให้หนังสือพิมพ์ไทย จาก 'ข่าวภาพ' เมื่อปี 2494 ถึง 'ไทยรัฐ' ในปัจจุบัน ...

“ข่าวภาพ”

หนังสือพิมพ์ “ข่าวภาพ” หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “The Weekly Pictorial” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ซึ่งถูกตีพิมพ์ด้วยหัวหนังสือสีแดง เพื่อวางแผงฉบับปฐมฤกษ์ ในวันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2943 โดยมีเนื้อหาจำนวน 16 หน้า ราคา 1 บาท

ข่าวพาดหัวใหญ่ในวันนั้นคือ “ตายโหง 5 ศพในวันขึ้นปีใหม่” ร่วมด้วยข่าวอื่นๆ ซึ่งเป็นข่าวชาวบ้าน หรือข่าวสังคม ไม่ได้เน้นข่าวการเมืองเหมือนอย่างที่ฉบับอื่นๆ นิยมกันในสมัยนั้น ผลที่ได้ก็คือ หนังสือพิมพ์ “ข่าวภาพ” ฉบับนั้น ถูกตีกลับมาเพียง 7 ฉบับ จากยอดตีพิมพ์ 3,000 ฉบับ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทำให้ผู้ก่อตั้งได้แนวคิดเรื่องความนิยมในการบริโภคข่าวสารของผู้อ่าน และยึดถือเป็นแนวปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน

ยุคแรกของการทำงานของ “ข่าวภาพรายสัปดาห์” มี “เลิศ อัศเวศน์” รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการ “กำพล วัชรพล” เป็นผู้พิมพ์และนำหนังสือพิมพ์ออกขาย และ “วสันต์ ชูสกุล” เป็นผู้หาเงินทุน โดยกลุ่มผู้อ่านเป้าหมายของหนังสือพิมพ์ในตอนนั้น ได้แก่ กลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว และชาวบ้านทั่วไป เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของแวดวงสังคม และข่าวคราวในท้องถิ่น ซึ่งเกี่ยวพันกับคนส่วนใหญ่ ต่างจากกลุ่มเป้าหมายของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับอื่นๆ อีก 7-8 ฉบับ ที่มุ่งเน้นข่าวคราวการเมือง นับเป็นจุดแตกต่างหรือ “จุดแข็ง” ที่สำคัญที่ทำให้ “ข่าวภาพรายสัปดาห์” มีพื้นที่ในตลาด และครองใจผู้อ่านตลอดมา

เมื่อหนังสือพิมพ์ได้รับการยอมรับจากผู้อ่านจนติดตลาด “กำพล วัชรพล” ในฐานะผู้ก่อตั้งหลัก จึงได้มองการณ์ไกล และเริ่มคิดจะตีพิมพ์หนังสือพิมพ์เพิ่ม จากรายสัปดาห์เป็นทุก 3 วันแทน หลังจากนั้นอีก 1 ปี หรือราวกลางปี 2495 “ข่าวภาพรายสามวัน” จึงกลายเป็น “ข่าวภาพรายวัน” ในที่สุด หนังสือพิมพ์ “ข่าวภาพ” ในยุคนี้ได้รับความนิยม และรับหน้าที่ตีแผ่สังคมเรื่อยมา จนกระทั่งถูกปิดตัวลง เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 โดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คณะปฏิวัติ

“เสียงอ่างทอง”

เพราะนโยบาย “หนังสือพิมพ์เก่าออกไม่ได้ หนังสือพิมพ์ใหม่อย่าได้เกิด” ของคณะปฏิวัติ ทำให้ “กำพล วัชรพล” ประสบสภาวะลำบากในการขอเปิดหัวหนังสือใหม่ จึงต้องขอหัวหนังสือพิมพ์เก่า “เสียงอ่างทอง” มาทดแทน

หนังสือพิมพ์ “เสียงอ่างทอง” ตีพิมพ์ครั้งแรก วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2502 มี “วิมล พลกุล” เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการ ร่วมด้วยทีมงานเก่าจาก “ข่าวภาพ” มีสโลแกนหลัก “อยากเห็นภาพ อยากทราบข่าว ต้องอ่านเสียงอ่างทอง หนังสือพิมพ์ประจำครอบครัว” วางจำหน่ายฉบับละ 50 สตางค์ โดยมีเนื้อหา 10 หน้า

“เสียงอ่างทอง” เป็นที่รู้จักมากขึ้นในปีเดียวกัน จากการตีแผ่ข่าวของคดีพิศวาสฆาตกรรม “นวลฉวี” เพราะสไตล์การเขียน และนำเสนอที่โดดเด่น รวมทั้งข่าวคราวการเมืองที่เริ่มได้รับความนิยม เพราะมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นกลาง และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด 

แต่ถึงกระนั้น “กำพล วัชรพล” ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และซื้อหัวหนังสือพิมพ์สำรองไว้อีกหนึ่งฉบับ ได้แก่ “ไทยรัฐ” เพื่อเป็นหลักประกันในยามฉุกเฉิน รวมถึงได้ปฏิวัติระบบจำหน่ายหนังสือพิมพ์ครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการใช้วิธีขนส่งเองโดยใช้รถยนต์ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังได้ตัดสินใจลงหลักตั้งสำนักงานโรงพิมพ์ของตัวเองเป็นครั้งแรก ที่ซอยวรพงษ์ โดยเซ้งแท่นพิมพ์ระบบโรตารี่ จำนวน 2 แท่น เพื่อสนองการขยายตัวของกิจการ

และเมื่อเจ้าของเดิมของหนังสือพิมพ์ “เสียงอ่างทอง” ต้องการดึงหัวกลับมาทำเอง “ไทยรัฐ” พร้อมด้วยกองบรรณาธิการชุดเดิมจากเสียงอ่างทอง จึงได้ถูกตีพิมพ์ และออกวางจำหน่ายตามแผงต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นครั้งแรก ในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2505

“ไทยรัฐ ซอยวรพงษ์”

ในยุค “ซอยวรพงษ์” ไทยรัฐได้เริ่มขยายกิจการอย่างเต็มที่ เริ่มรวบรวมนักข่าว และคอลัมนิสต์ มาร่วมงานในกองบรรณาธิการมากหน้าหลายตา ความพร้อมเรื่องกำลังการผลิต เงินทุน และคลังมันสมองของกองบรรณาธิการ ทำให้ในยุคนี้ หนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” มียอดจำหน่ายสูงถึง 100,000 ฉบับ ในขณะที่ “เสียงอ่างทอง” ซึ่งเจ้าของชื่อเดิมดึงกลับไปทำเอง ต้องปิดตัวไปอย่างรวดเร็ว

และเพราะกระแสตอบรับ บวกกับความนิยมที่มากขึ้น ทำให้ผู้ก่อตั้งเริ่มมีความคิดจะขยายกำลังการผลิต จากระบบ Letter Press หรือระบบหลอมตะกั่ว ให้เป็นระบบที่ทันสมัยขึ้น แต่อุปสรรคที่สำคัญก็คือ พื้นที่ของโรงพิมพ์ในซอยวรพงษ์นั้นแคบ จึงได้ย้ายโรงพิมพ์จากซอยวรพงษ์ ไปยังริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เลขที่ 1 หรือที่ทำการปัจจุบัน เป็นอันปิดฉากยุค “ไทยรัฐ ซอยวรพงษ์” ไปอย่างสวยงาม

“ไทยรัฐ วิภาวดีฯ”

แม้การตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่ตั้งโรงพิมพ์ครั้งนี้ จะนำมาซึ่งความสำเร็จ และการยอมรับจากประชาชน แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปีก็มีเหตุการณ์สุดระทึกเกิดขึ้นหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 ที่ “กำพล วัชรพล” ถูกจับกุมตัว ร่วมกับบรรณาธิการของสำนักพิมพ์หัวใหญ่อีกหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็น เดลินิวส์ หรือ สยามรัฐ ร่วมด้วยคอลัมนิสต์ชื่อดังอย่าง “กระแช่ เรือใบ และ นพพร” ในข้อหาหมิ่น รัฐมนตรีถนัด  

แต่โชคดีที่เหตุการณ์จบลงด้วยชัยชนะของนักหนังสือพิมพ์ โดยไม่มีใครต้องติดคุก หรือสำนักพิมพ์ไหนถูกปิด ต่อมา ในปี พ.ศ. 2515 พนักงานไทยรัฐหลายแผนกพากันลาออกในจำนวนที่น่าตกใจ แต่ “ไทยรัฐ” ก็ผ่านช่วงเวลาวิกฤติไปได้ด้วยดี พร้อมด้วยการเติบโตจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการหนังสือพิมพ์ที่แท้จริง

นอกจากนี้ ในเรื่องของระบบการผลิต “กำพล วัชรพล” ยังตัดสินใจปลี่ยนระบบการผลิต จากระบบตะกั่วที่ใช้มานาน เป็นระบบเรียงพิมพ์ด้วยแสง หรือที่เรียกกันว่า คอมพิวเตอร์กราฟิก ซึ่งมีความชัดเจน และรวดเร็วกว่าระบบเดิมหลายเท่าตัว  

ควบคู่ไปกับการทดลอง จัดการ และปฏิรูปองค์กรใหม่ โดยแบ่งงานออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ฝ่ายวางแผน ฝ่ายบริหาร และฝ่ายประสานงานและควบคุม ส่วนด้านพัฒนาเนื้อหา ทั้งการนำเสนอบทความ และข่าวสารต่างๆ “ไทยรัฐ” ได้ปรับปรุง และพัฒนาให้มีบทบาทในการชี้นำสังคม เพื่อสนองตอบความสุข ความอยากรู้ และความบันเทิงแก่ประชาชนทุกชนชั้น ซึ่งกลายมาเป็นจุดแข็งของหนังสือพิมพ์จวบจนปัจจุบัน

แต่ในปี พ.ศ. 2519 ช่วงวิกฤติ 6 ตุลา สำนักพิมพ์ไทยรัฐ ถูกยิงถล่มด้วยเครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 ส่งผลให้กันสาดของตึกอำนวยการได้รับความเสียหาย มีรอยแตกร้าวไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร แต่ที่ร้ายแรงกว่าคือ แรงระเบิดนั้นทำให้กระจกรถส่งหนังสือพิมพ์ ซึ่งจอดรอรอบตึก แตกร้าวไปไม่น้อยกว่า 10 คัน

อย่างไรก็ดี วิกฤตการณ์ต่างๆ ไม่อาจทำให้ “กำพล วัชรพล” สูญเสียกำลังใจ ยังนำพาหนังสือพิมพ์ก้าวผ่านเหตุการณ์มากมาย รวมทั้งเร่งพัฒนาปรับปรุงเนื้อหาสาระ รูปแบบการนำเสนอข่าว ให้สอดคล้องกับท้องถิ่น และความต้องการของผู้อ่าน จนทำให้ชื่อของ “ไทยรัฐ” กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมตลอดมา และมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยหลักล้านต่อวัน

นอกจากข่าวสารบ้านเมือง และข่าวคราวทางสังคม “กำพล วัชรพล” ยังได้ริเริ่มนำเสนอนิยายจีนกำลังภายใน เพื่อตอบสนองกระแสนิยม และเปิดทางเลือกให้แก่ผู้อ่าน ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นการนำเสนอ “นิยายโทรทัศน์” หรือ “นิยายไทยรัฐ” ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่ง ที่ทำให้หนังสือพิมพ์เป็นที่รู้จัก และมีแฟนคลับนักอ่านติดตามกันอย่างเหนียวแน่น

ซึ่งตลอดทางเดิน และพัฒนาการของหนังสือพิมพ์ “กำพล วัชรพล” ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกขั้นตอนทั้งทางตรง และทางอ้อม รวมทั้งออกภาคสนามด้วยตัวเองบ่อยครั้ง และในบางครั้งก็ได้แสดงความสามารถในการ “พาดหัว” ข่าว ให้ขายดิบขายดีอีกด้วย ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักดีได้แก่ “สั่งปลด...อาทิตย์”

พาดหัวฉบับนี้ ถูกตีพิมพ์ในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 ในสมัยที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และได้สั่งปลด พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ให้เหลือเพียงแค่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดตำแหน่งเดียว ส่งผลให้ยอดขายของฉบับนี้พุ่งพรวดจากเดิมไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์

ในปี พ.ศ. 2531 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อ “ไทยรัฐ” เริ่มพิมพ์ 4 สีเป็นครั้งแรก โดยในฉบับวันที่ 4 มิถุนายน ได้พิมพ์พระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถวัดปรินายกวรวิหาร แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ซึ่งนับเป็นการเปิดศักราชการพิมพ์ 4 สี เป็นครั้งแรก

แต่การพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ถือเป็นหัวใจหลักที่ “กำพล วัชรพล” ยึดถือมาตลอด วิสัยทัศน์ที่ว่า หนังสือพิมพ์ จะสามารถเป็นที่หนึ่งในท้องตลาดได้นั้น จะต้องประกอบไปด้วยความแข็งแกร่งจากทีมงาน 2 ฝ่าย ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการ และด้านบรรณาธิการ ฉะนั้น จึงวางตำแหน่งสูงสุดของทั้งสองฝ่ายให้แก่ทายาท 2 คน ได้แก่ “ยิ่งลักษณ์ วัชรพล” ในตำแหน่งผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ และตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร “สราวุธ วัชรพล”

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 “กำพล วัชรพล” ได้มอบหมายภาระหน้าที่ใหญ่หลวงให้ทายาททั้งสอง ได้แก่ “ยิ่งลักษณ์ วัชรพล” ในตำแหน่งผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ และ “สราวุธ วัชรพล” ในตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร ส่วนตัวเองก็ถอยมาดูห่างๆ ยกเว้นการตัดสินใจบางอย่าง

และเพื่อตอบสนองการขยายตัวของกิจการ และยอดขายที่เพิ่มขึ้นวันละกว่าล้านฉบับ “กำพล วัชรพล” จึงได้ตัดสินใจลงทุนกว่าสามพันล้าน ซื้อแท่นพิมพ์ ยี่ห้อเอ็ม เอ เอ็นโรแลนด์ รุ่นจีโอแมน จากประเทศเยอรมนี จำนวน 6 เครื่อง และติดตั้งบนอาคารใหม่ 9 ชั้น ที่สร้างเพื่อการนี้โดยเฉพาะ  

แท่นพิมพ์ตัวใหม่ มีศักยภาพในการพิมพ์ 60,000 ฉบับต่อชั่วโมง และถูกเปิดใช้งานวันแรก ในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2538 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดปีที่ 76 ของ “กำพล วัชรพล” โดยมีแขกจากทุกวงการมาร่วมงานอย่างคับคั่ง แต่เจ้าของงานตัวจริงได้ล้มป่วย และรักษาตัวที่ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ แต่กำลังใจที่ดีทำให้ตัดสินใจมาร่วมงาน เพื่อกดปุ่มเปิดแท่นยักษ์ พร้อมรอยยิ้มสดใสต้อนรับเรื่องดีๆ  

กระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 เวลา 01.45 น. “กำพล วัชรพล” ผู้สร้างตำนานวงการให้หนังสือพิมพ์ไทย ก็ได้ลาโลกนี้ไปอย่างสงบ เหลือไว้เพียงความดีงามที่จารึก และอยู่ในความทรงจำของผู้อ่านหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศ และสิ่งมีค่าที่สุดที่เขาทิ้งไว้ให้เป็นสมบัติของประชาชน ก็คือ “หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” สื่อสิ่งพิมพ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดของประเทศ.