วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดรับคำตอบ 6คำถาม 13พ.ย.นี้ บิ๊กตู่ยันไม่เจตนาสร้างข้อขัดแย้ง!

“บิ๊กตู่” โต้นักการเมือง ตั้ง 6 คำถาม ไม่มีเจตนาสร้างความขัดแย้ง ชวนทะเลาะฝ่ายการเมือง แจงหลักการต้องการสอบถามความเห็นประชาชนเพื่อให้เกิดการปฏิรูป กระทรวงมหาดไทยสั่งเปิดศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ ประเดิมฟังคำตอบชาวบ้าน 13 พ.ย.นี้ สนช.โดดป้อง คสช. โอ่มีผลงานฝากอนาคตได้ “ครูหยุย” มั่นใจ “ประยุทธ์” วางตัวไม่เข้าข้างใคร เพื่อไทยห่วงใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ถือหางพรรคที่สนับสนุน ฉุดการเลือกตั้งไม่เป็นธรรม “วิษณุ” เตรียมเรียกประชุมสัปดาห์หน้าคลายกฎเหล็กให้เลือกตั้งท้องถิ่น วางเกณฑ์คุมเข้มห้ามปลดล็อกพร้อมกันทั้งหมด หวั่นเกิดความวุ่นวาย ปชป.อ่านไต๋ให้กาบัตรลงคะแนนท้องถิ่นหวังเช็กฐานเสียงพรรคการเมือง นายกฯบอกยังไม่ทูลเกล้าฯ ครม.ใหม่ ปิดจ๊อบสรรหา กกต.มีผู้สมัครรวม 41 คน

หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ตั้งคำถาม 6 ข้อเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองให้ประชาชนช่วยกันแสดงความเห็น ทำให้พรรคการเมืองต่างๆออกมาวิพากษ์วิจารณ์เป็นการแสดงท่าทีต้องการสืบทอดอำนาจ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันคำถาม 6 ข้อ ไม่มีเจตนาสร้างความขัดแย้งกับนักการเมือง ขณะที่กระทรวงมหาดไทยเตรียมเปิดศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศรับฟังความเห็นจากประชาชนตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.เป็นต้นไป ผ่านทางศูนย์ดำรงธรรม

มท.เปิดฟังความเห็น 6 คำถาม 13 พ.ย.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 10 พ.ย. ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาด ไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มอบให้กระทรวงมหาดไทยเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนต่อคำถาม 6 ข้อเกี่ยวกับอนาคตการเมืองไทยว่า กระทรวงมหาดไทยจะเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำถามของนายกฯ ทั้ง 6 ข้อ ผ่านศูนย์ดำรงธรรมประจำกระทรวง และสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครได้ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.นี้เป็นต้นไปในเวลาราชการ โดยประชาชนต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนมายืนยันตัวบุคคล จากนั้นเจ้าหน้าที่จะแจกแบบฟอร์มให้ตอบคำถาม จะมีลักษณะเดียวกับแบบฟอร์ม 4 คำถามของนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ ในส่วนภูมิภาคก็เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านศูนย์ดำรงธรรมประจำอำเภอและจังหวัดทั่วประเทศ

“บิ๊กตู่” โต้ไม่สร้างความขัดแย้ง

ช่วงค่ำวันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ถึงการตั้งคำถาม 6 ข้อให้ประชาชนช่วยกันแสดงความเห็นเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองว่า เป็นคำถามต่อเนื่องจาก 4 ข้อเดิม รวมเป็น 10 ข้อ ทุกคนสามารถให้คำตอบได้ หรืออาจเขียนข้อเสนอแนะเพิ่มเติมก็ได้อย่างเป็นอิสระและเปิดกว้าง อยากให้ช่วยกันแสดงออกมาตามช่องทางนี้ ผู้ที่เคยตอบ 4 คำถามแรกมาแล้ว สามารถตอบใหม่ได้ ยืนยันว่านายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ไม่มีเจตนาทางการเมือง จะไปสร้างความขัดแย้งกับนักการเมือง พรรคการเมืองที่ดีทำเพื่อบ้านเมือง มีมากมายก็สมควรสนับสนุน ตนเพียงแต่สร้างความเข้าใจ สร้างหลักคิดให้ประชาชน ที่บอกว่า ประชาชนมีสิทธิมีเสียงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการเมืองไทยคืออะไร นักการเมือง พรรค การเมืองที่ดีคงต้องเห็นชอบด้วยกันในเรื่องนี้ ทุกคนต้องยอมรับข้อบกพร่อง ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยในช่วงที่ผ่านมามีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน รุนแรง และขัดแย้งมากขึ้น วันนี้ต้องกลับมาสู่ปกติให้ได้ ต้องทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกับประชาชน ทำผิดก็ทำใหม่ได้ ทำไม่ดีก็ทำให้ดีขึ้นได้ในโอกาสหน้า

ปัดชวนทะเลาะพรรคการเมือง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยากให้ประชาชนมีความหวัง มองอนาคต แล้วเดินหน้าไปสู่อนาคต ถ้าทุกพรรคเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติร่วมกับนโยบายพรรคการเมือง ทำในสิ่งที่ควรจะเป็น จะเกิดการปฏิรูปประเทศ พรรคการเมือง นักการเมือง รัฐบาลและ คสช. เวลานี้ ควรคำนึงถึงคนไทยทั้งประเทศ ต้องมีมาตรการหลากหลายที่ตอบโจทย์ที่เฉพาะเจาะจงเฉพาะกลุ่มให้ชัดเจน ไม่ใช่การหว่านลงไปทั้งหมด จะเป็นการ บริหารราชการแผ่นดินที่ไม่เป็นธรรมาภิบาล ไม่ทั่วถึง ไม่เท่าเทียม ไม่เป็นธรรม บรรดานักการเมือง พรรค การเมือง ตนไม่ใช่เป็นศัตรูของใคร ต้องการทำให้ทุกอย่างเดินไปข้างหน้าอย่างมีอนาคต ไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก คาดหวังว่าหลายคน หลายพรรคจะมีการเปลี่ยนแปลงปรับตัว ซึ่งก็มีดีๆอยู่มาก มีไม่ดีอยู่ไม่มาก หวังว่าจะมีการปฏิรูปตัวเอง ลองฟังที่ตนพูดแล้วคิดดูว่าตนมีเจตนาอะไร ไม่อาจไปทะเลาะกับใครได้ เพราะตนเข้ามาจำเป็นต้องสร้างความปรองดอง รวมถึงความปรองดองด้านการเมืองด้วย ทุกคนจะต้องปฏิรูปตัวเอง ปฏิรูปพรรค เพื่อประโยชน์ประเทศและประชาชนมาก่อนเสมอ ถ้าทำดีได้อย่างนี้ เราก็จะอยู่ครบวาระ ไม่ต้องไปเตรียมการเพื่อเลือกตั้งใหม่ตลอดเวลา

สนช.ป้อง คสช.มีผลงานเห็นอนาคต

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า สิ่งที่ฝ่ายการเมืองวิจารณ์เรื่อง 6 คำถามของนายกรัฐมนตรี ในทำนอง คสช.ไม่มีผลงาน จึงมองไม่เห็นอนาคตนั้น คงไม่ถูกต้อง เพราะปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองหมักหมมไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบมาเป็น 10 ปี แต่ คสช.เข้ามาแก้ไขตามลำดับอาทิ เรื่องปัญหาการประมง ปัญหาด้านการบิน และการปราบทุจริต เมื่อระดับล่างดีขึ้น ทุกส่วนจะขับเคลื่อนไปด้วยกัน ส่วนตัวมองว่าเห็นอนาคต จะมาบอกว่า คสช.ไม่มีผลงานไม่ได้ ส่วนที่นายกฯหรือ คสช.จะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนใครนั้น ถือเป็นสิทธิ แต่ไม่ได้หมายความว่านายกฯ จะใช้เงินสนับสนุนพรรคใดหรือทำผิดกฎหมาย นายกฯยังไม่ได้บอกว่าจะสนับสนุนพรรคใดในการเลือกตั้งสมัยหน้า แค่เพียงอยากฟังคำตอบจากประชาชนในแต่ละคำถามเท่านั้น

มั่นใจนายกฯวางตัวไม่หนุนพรรคใด

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช.กล่าวว่า คำถามข้อ 2 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ที่ระบุว่า คสช.จะสนับสนุนพรรคใดได้หรือไม่นั้น มองว่า คสช.เป็นองค์กร ไม่ใช่ตัวบุคคล การไปสนับสนุนใครจึงทำได้ทั้งนั้น แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขไม่กระทำผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง การที่ฝ่ายการเมืองวิจารณ์เรื่องข้อได้เปรียบเสียเปรียบนั้น แน่นอนต้องเกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบแน่ แต่ส่วนตัวเชื่อลึกๆว่า นายกฯหรือ คสช.ไม่มีทางไปยุ่งหรือหนุนพรรคใด การตั้งคำถามรอบนี้ พล.อ.ประยุทธ์คงอยากได้คำตอบจากประชาชนเท่านั้น

พท.ห่วงฉุดเลือกตั้งไม่เป็นธรรม

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ให้ความสนใจคำถาม 6 ข้อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เพราะมีเจตนาสืบทอดอำนาจชัดเจนมาตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ทั้งการให้มี ส.ว.แต่งตั้งโดย คสช. เสนอชื่อการให้ ส.ว. 250 คน มีสิทธิร่วมเลือกนายกฯใน 5 ปีแรก ยังไม่รวมถึงการสร้างกลไกองค์กรอิสระที่ คสช.มีอิทธิพลครอบงำได้ รวมทั้งการปฏิรูปหรือยุทธศาสตร์ชาติล้วนแต่ทำในสมัย คสช.ทั้งสิ้น เจตนาสืบทอดอำนาจเห็นชัด ส่วนเรื่องพรรคการเมืองใหม่ได้ยินข่าวมาตลอดใช้กลไกราชการทหารไปจัดตั้ง มีปรากฏไปโผล่ตามที่ต่างๆ ใช้ชื่ออะไรบ้างก็เห็นๆกันอยู่ ประเด็นคือ คสช.ใช้อำนาจโดยไม่ชอบแล้ว ยังอยากสืบทอดอำนาจอยู่ เอาอำนาจที่ไม่ชอบไปเอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองที่ทำให้ตัวเองครองอำนาจต่อไปได้ เมื่อทำอย่างนี้การเลือกตั้งอาจไม่บริสุทธิ์เที่ยงธรรม ถ้าทำอย่างนี้ไม่ถูก เมื่อถามว่า การออกมาตั้งคำถามของนายกฯเริ่มไม่ไว้ใจอะไรหรือไม่ นายพงศ์เทพตอบว่า รัฐบาลนี้รู้อยู่ผลงานเป็นอย่างไร ประชาชนรู้สึกอย่างไร พยายามตรวจสอบและฟัง แต่ไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของประชาชน

ปชป.งงคนแก่เรียกตัวเองคนรุ่นใหม่

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ได้ยินเสียงเรียกร้องว่าเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และพรรคการเมืองใหม่บ้าง อย่าเลือกแต่พรรคเดิมหรือคนเดิมๆ ก็พยายามสงบเสงี่ยมเจียมตัว เพราะน่าจะถูกจัดเกรดอยู่ในคนรุ่นเก่า แต่งงว่า เขาแยกคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าด้วยอะไร หากแยกด้วยอายุคงต้องยอมรับว่า อาจเป็นคนรุ่นเก่า แต่หากแยกด้วยความรู้และประสบการณ์ก็ไม่ยอมคนรุ่นใหม่เหมือนกัน ใน 3-4 ปีมานี้ พยายามหาคนอายุน้อยที่เรียกตัวเองว่า คนรุ่นใหม่เข้ามาแบกภาระบ้านเมือง แต่เห็นคนรุ่นใหม่ที่อายุน้อย เมินหน้าหนีการเมืองทุกคน ไม่เห็นใครสนใจปัญหาบ้านเมือง วันนี้เห็นพรรคการเมืองใหม่ๆ ออกหาเสียงกันบ้างแล้ว ก็พยายามสอดส่ายสายตาดูว่า ใครบ้างจะลงสมัคร เห็นคนที่อ้างว่าเป็นคนรุ่นใหม่ของพรรคการเมืองใหม่บางพรรค เพิ่งเกษียณอายุเลย 60 แล้วทั้งนั้น คนที่เรียกตัวเองว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้แก่กว่าผมทั้งนั้น แม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์พยายามเรียกร้องให้เลือกคนรุ่นใหม่ก็แก่กว่าผมหลายปี ไปแอบเปิดดูรายชื่อ ครม.พล.อ.ประยุทธ์ตั้งแต่ประยุทธ์ 1-2 ทั้ง 35 คน นับได้ 2,301 ปี เมื่อเอา 35 คนหาร ได้ค่าเฉลี่ยที่ 65.7 ปี แล้วที่บอกให้เลือกคนรุ่นใหม่ แสดงว่าคนรุ่นใหม่ของท่านต้องอายุ 65.7 ปี ซึ่งตนก็ตกเกณฑ์

คนไทยฟันธง “บิ๊กตู่” ชวดเก้าอี้นายกฯ

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า ชุดคำถามดังกล่าวสะท้อนว่า ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.มองไปถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปแล้ว พรรคคนไทยขอตั้งข้อสังเกตการที่รัฐบาลพยายามให้น้ำหนักกับกลไกประชารัฐ อ้างประชาชน เพื่อสืบทอดอำนาจ ทำให้ลืมภารกิจต่างๆ ที่เป็นข้ออ้างตอนเข้ามารัฐประหาร อาทิ เรื่องทุจริต วันนี้ได้แก้ไขหรือปล่อยให้โกงหนักกว่าเดิม เช่นเดียวกับการสร้างความปรองดอง ขณะนี้เป็นเพียงภาพลวงตา ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์และเหล่า คสช.จะตั้งพรรคการเมืองหรือลงเลือกตั้งถือเป็นสิทธิที่ทำได้ หากแต่เวลาที่มีโอกาสและอำนาจมากมายเช่นนี้ กลับไม่เคยแก้ปัญหาหรือทำนโยบายพัฒนาบ้านเมืองให้เป็นรูปธรรมได้ ฟันธงเลยว่า นายกฯคนต่อไปจะไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์หรือคนของ คสช.

ถกปลดล็อกท้องถิ่นสัปดาห์หน้า

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปลดล็อกจัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นว่า ในสัปดาห์หน้าได้นัดกระทรวงมหาดไทย กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปิดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ลงรับสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นจะไม่เหมือนเดิม ต้องมีการแก้ไขกฎหมายก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้คสช.จะพิจารณาว่า จะปลดล็อกให้เลือกตั้งท้องถิ่นในระดับใดก่อนและหลัง ทั้ง อบต. เทศบาล อบจ. กทม. และเมืองพัทยา โดยมีทั้งการเลือกสภาท้องถิ่นและสมาชิก โดยไม่ปลดล็อกพร้อมกันทั้งหมด เพราะเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวาย ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งท้องถิ่นในบางระดับจำเป็นต้องเลือกตั้งภายหลังการจัดการเลือกตั้งระดับชาติไปแล้ว กระทรวงมหาดไทยจะพิจารณาตามความเหมาะสม วันนี้ อปท.ทุกระดับทำงานครบวาระทุกตำแหน่งแล้ว มีเพียงข้าราชการที่ทำหน้าที่รักษาการอยู่ แม้ทุกอย่างจะเดินหน้าอย่างไม่ติดขัด แต่เพื่อให้ก้าวไปสู่ระบอบประชาธิปไตย จึงต้องมีการปล่อยในส่วนเหล่านี้

“สมชัย” ข้องใจ กกต.ตกสำรวจ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะเชิญกระทรวงมหาดไทย และ กรธ. มาหารือถึงการเตรียมการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยไม่มีการเชิญ กกต.ร่วมหารือว่า เป็นการออกข่าวที่แปลกยิ่ง เพราะมาตรา 224 (1) ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่า กกต.มีหน้าที่และอำนาจจัดการเลือกตั้ง 5 ประเภท คือ ส.ส. ส.ว. สภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ นอกจากนี้มาตรา 27 วรรค 2 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.เขียนชัดเจนว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นให้ กกต.มีอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานรัฐเป็นผู้รับผิดชอบจัดการเลือกตั้ง ภายใต้การควบคุมของ กกต. ดังนั้น หากจะปรึกษาหารือ ควรให้ความสำคัญแก่ กกต.เป็นอันดับแรก คาดนายวิษณุคงจะลืม หรือนึกว่าโดนเซ็ตซีโร่ไปแล้ว

“เรืองไกร” บี้ คสช.คลายกฎเหล็ก

ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐ ธรรมนูญวินิจฉัยกรณีหัวหน้า คสช.ไม่ยกเลิกประกาศ คสช.ที่ 57/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เข้าข่ายขัดขวางไม่ให้พรรคการเมือง นักการเมือง ดำเนินการกิจกรรมทางการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 โดยนายเรืองไกรกล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 45 ให้บุคคลมีสิทธิเสรีภาพทางการเมืองตามที่กฎหมายบัญญัติคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง ที่คุ้มครองให้พรรคต้องทำกิจกรรมตามห้วงเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่หัวหน้า คสช.กลับบอกว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นการกระทำต้องห้าม ตามมาตรา 5 รัฐธรรมนูญ ในฐานะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ถือเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง เพราะการไม่ปลดล็อกถือว่าขัดต่อเสรีภาพบุคคล ขอให้ศาลวินิจฉัยสั่งให้หัวหน้า คสช. หรือนายกรัฐมนตรีให้พรรคการเมือง หรือผู้ประสงค์ตั้งพรรคการเมืองได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ดักคอใช้เลือกตั้งท้องถิ่นเช็กเสียง

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุ คสช.กำลังพิจารณาปลดล็อกให้มีการเลือกตั้งในส่วนท้องถิ่นในบางระดับก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. ว่า การที่นายวิษณุระบุว่า จะปลดล็อกส่วนท้องถิ่นบางระดับก่อนหมายความว่า จะให้เลือกตั้งเฉพาะเขตปกครองพิเศษ เช่น กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา หรือเฉพาะ อบจ.ก่อนใช่หรือไม่ เหตุใดจึงไม่ปลดล็อกส่วนท้องถิ่นให้เลือกตั้งพร้อมกันในคราวเดียว เลือกปฏิบัติทำไม แต่ละ อปท.มีวาระการบริหารงานต่างกัน เมื่อจะปฏิรูปแล้ว ควรทำให้เป็นระบบในคราวเดียวกัน อย่าให้เกิดความลักลั่น จนสังคมเข้าใจว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหยั่งฐานเสียงในส่วนท้องถิ่นก่อน เพื่อเช็กฐานเสียงพรรคการเมืองแต่ละภูมิภาคใช้รองรับการเลือกตั้ง ส.ส. ตามที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันใช่หรือไม่

“บิ๊กตู่” ยังไม่ทูลเกล้าฯ ครม.ใหม่

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน (บน.6) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยาและคณะ ออกเดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติดานัง ประเทศเวียดนาม เพื่อเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ครั้งที่ 25 และการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 31 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 10-15 พ.ย.ก่อนเดินทางผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ทูลเกล้าฯรายชื่อรัฐมนตรีใหม่แล้วหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบสั้นๆด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มว่า “ยัง ฝากดูแลประเทศด้วย” ก่อนที่จะเดินเลี่ยงไปขึ้นเครื่องเพื่อออกเดินทางทันที

โชว์วิสัยทัศน์แก้ปัญหาเอสเอ็มอี

ต่อมาเวลา 11.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นพล.อ.ประยุทธ์ และคณะเดินทางไปถึงท่าอากาศ ยานนานาชาติดานัง จากนั้นเดินทางไปยังโรงแรมฟูรามา รีสอร์ต ดานัง กระทั่งเวลา 15.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ เข้าร่วมประชุมเต็มคณะระหว่างผู้นำเอเปคกับผู้แทนสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค มี พล.อ.เจิ่น ด่าย กวาง ประธานาธิบดีเวียดนาม ให้การต้อนรับ โดย พล.อ.ประยุทธ์ร่วมหารือกลุ่มย่อยกับผู้แทนเอเปคจากเขตเศรษฐกิจต่างๆได้แก่ บรูไน แคนาดา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอเมริกา ภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืนครอบคลุมและมีนวัตกรรม และการส่งเสริมความเป็นสากลของวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและรายย่อย” โดยกล่าวในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า ไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 99.7 ของกิจการทั้งหมด แต่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจและทักษะการประกอบธุรกิจ รัฐบาลไทยจึงพยายามส่งเสริมให้มีศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล โดยจัดตั้งกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท อนุมัติสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการส่งออกขยายธุรกิจในต่างประเทศ จัดหลักสูตรการอบรม มีเป้าหมายบ่มเพาะผู้ประกอบการให้เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ กว่า 5,000 ราย

ชูมุมมองเชื่อมเศรษฐกิจเอเปค

ต่อมาเวลา 16.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ เข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับผู้นำอาเซียน ภายใต้หัวข้อ “การร่วมมือกันเพื่อสร้างพลวัตใหม่สำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่บูรณาการและเชื่อมโยงในทุกมิติ” โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอเสนอมุมมอง 4 ประเด็น ได้แก่ 1.การส่งเสริมความเชื่อมโยงทุกมิติ ทั้งด้านกายภาพ กฎระเบียบ และระหว่างประชาชน โดยไทยจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อยกระดับความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคและภูมิภาค 2.การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ต่อยอดไปสู่การจัดทำความตกลงการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก 3.ร่วมกันพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับสังคมสูงวัยและการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิตอล 4.ไทยสนับสนุนความพยายามในการขับเคลื่อนให้เอเปคและอาเซียนก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับผู้นำอาเซียน พล.อ.ประยุทธ์ ได้หารือกับนางแคร์รี หล่ำ ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยฮ่องกงแสดงความสนใจการลงทุนในอีอีซีและความร่วมมือด้านการออกแบบแฟชั่นระหว่างไทยกับฮ่องกงด้วย กระทั่งเวลา 19.30 น. ที่โรงแรมเชอราตัน พล.อ.ประยุทธ์ และนางนราพร ภริยา ร่วมงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค โดยร่วมถ่ายภาพที่ระลึกกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและคู่สมรส

จ่อหมายเรียกรอบ 2 ตร.พา “ปู” หนี

ด้านความคืบหน้าการเอาผิด พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น.5 กรณีพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าว จนมีความผิดวินัยร้ายแรงนั้น พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงศ์เภตรา รอง ผบช.น. กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ยังไม่มารับทราบข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณีพา น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนี แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่า พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ยังอยู่ในประเทศหรือไม่ ยังไม่ได้ตรวจสอบ แต่หากไม่มารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกครั้งที่ 1 ในวันที่ 10 พ.ย.นี้ จะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ต่อไป รวมถึงการดำเนินการออกหมายจับตามขั้นตอน ยืนยันว่าตำรวจมีพยานหลักฐานชัดเจนว่า พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ทำผิดตามมาตรา 157 ส่วนตำรวจอีก 2 นายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พ.ต.ท. สามิตร ไชยอิ่นคำ สว.สส.บก.ภ.จ.นครปฐม และ ด.ต.พรพิพัฒน์ มากบุญงาม ผบ.หมู่ อก.บก.ภ.จ.นครปฐม ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาตามความผิด พ.ร.บ.ศุลกากร เพิ่มเติมอีก 1 ข้อหา กับพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่ไม่สามารถติดต่อ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ได้ เนื่องจากเดินทางไปต่างประเทศ

ตร.สากลไม่แจ้งเบาะแส “ยิ่งลักษณ์”

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.กล่าวถึงการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานเรื่องเบาะแสของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จากตำรวจสากล 192 ประเทศที่ทางการไทยประสานเอาไว้ ภายหลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีออกนอกประเทศ ส่วนที่ตั้งข้อสังเกต ว่า การที่ตำรวจสากลไม่แจ้งเบาะแสกลับมา เพราะมองว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีทางการเมือง ยืนยันว่าไม่ใช่ เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตต่อหน้าที่ ไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคนตั้งข้อสังเกต

ผู้ว่าฯ “ชลบุรี–นนทบุรี” รายงานตัว

นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยให้นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผวจ.ชลบุรี และนายภาณุ แย้มศรี ผวจ.นนทบุรี มาปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีนั้น เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ทั้ง 2 คนได้มารายงานตามคำสั่งพิเศษที่ให้มาปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือนแล้ว ได้มอบหมายงานให้ไปดูในงานพื้นที่ตรวจราชการที่ไม่ใช่พื้นที่เดิมที่เคยอยู่มา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างพอเพียง และพื้นที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น พื้นที่ภาคใต้ที่ขณะนี้ประสบภาวะภัยพิบัติ รวมถึงมอบหมายให้ดูเรื่องหลักเกณฑ์ประเมินท้องถิ่นดีเด่นด้วย เมื่อถามว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 2 คนกังวลหรือไม่ นางพัชราภรณ์ตอบว่า เท่าที่พูดคุยก็ไม่มีอะไร ทั้ง 2 คนยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นข้าราชการระดับนี้ มีภาระหน้าที่ต่อประเทศผ่านอะไรมาเยอะ ต้องทำได้ทุกบทบาท

การันตี ครม.สัญจรใต้ปลอดภัย

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ จ.สงขลาและการลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ปัตตานี ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดย พล.อ.อุดมเดชกล่าวภายหลังการประชุมว่า เป็นการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อม และมอบหมายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องความปลอดภัยการลงพื้นที่ คิดว่าไม่น่าห่วง เห็นได้จากการวิ่งของนายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือตูน บอดี้สแลม เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ภาคใต้มีความปลอดภัย แม้ยัง มีผู้เห็นต่างแอบแฝงอยู่ โดยเจ้าหน้าที่จะต้องระมัดระวัง แต่ทุกคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความยินดีที่รัฐบาลจัดประชุม ครม.สัญจรในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้ดีมากขึ้น

ปิดจ๊อบ 41 คนยอดผู้สมัคร กกต.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาถึงความคืบหน้าการเปิดรับสมัครบุคคลผู้สมควรได้รับการสรรหาเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งในวันที่ 10 พ.ย.เป็นการเปิดรับสมัครวันสุดท้าย ปรากฏว่ามีผู้มาสมัครเพิ่มเติมอีก 17 ราย รวมยอดผู้สมัคร กกต.ทั้งหมดมีจำนวนทั้งสิ้น 41 คน โดยมีรายชื่อผู้สมัครที่น่าสนใจ อาทิ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ กสทช. นายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีตอธิบดีกรมที่ดิน พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา อดีตรอง ผบ.ตร. โดยขั้นตอนต่อไปคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกาเป็นประธานจะนัดประชุมในวันที่ 14 พ.ย. เพื่อพิจารณาคุณสมบัติผู้เข้ารับการสรรหาทั้ง 41 คน ว่ามีจำนวนเพียงพอต่อการสรรหาหรือไม่ หรือจะต้องดำเนินการตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 เพื่อสรรหาจากบุคคลที่ไม่ได้สมัคร แต่ที่มีความเหมาะสมและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญต่อไป

ปฏิรูป ตร.ตรวจโรงพักต้นแบบ

ที่ สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ ) พร้อมคณะอนุกรรมการด้านวิชาการ ได้เยี่ยมชมงานโรงพักต้นแบบ “สถานีตำรวจล้ำสมัย” เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำแผนปฏิรูปตำรวจ จากนั้น พล.อ.บุญสร้างกล่าวว่า จากการลงพื้นที่ดูงานถ้าได้โรงพักแบบนี้ทั่วประเทศอะไรๆ คงเป็นที่พอใจของประชาชนในการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ส่วนความคืบหน้าการจัดทำแผนปฏิรูปตำรวจทั้งหมด ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากเช่น การปฏิรูปการแต่งตั้งโยกย้ายที่ให้ความสำคัญระดับผู้นำ หากได้ผู้นำที่ไม่ได้เป็นหนี้และไม่ต้องตอบแทนใคร ปลอดอำนาจจากภายนอก จะแต่งตั้งระดับต่อไปได้อย่างอิสระ คัดเลือกผู้ใต้บังคับบัญชาระดับถัดไปที่ดี ส่วนงานสืบสวนสอบสวนมีความยุ่งยาก ซับซ้อน ซึ่งนายกฯได้สั่งการมาทำให้ลดความยุ่งยากซับซ้อนไปได้มาก และในวันที่ 13 พ.ย.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะมาร่วมประชุม คงทำให้เรื่องนี้ชัดเจนมากขึ้น