วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดัชนีเชื่อมั่นพุ่งสูงสุด 6 เดือน ช็อปช่วยชาติ-บัตรคนจนกระตุ้นคนซื้อของ

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับขึ้นยกแผง เดือน ต.ค. ดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และขึ้นสูงสุดในรอบ 6 เดือน ส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว พร้อมคาด “ช็อปช่วยชาติ” มีเงินไหลเข้าระบบเศรษฐกิจ 1.5–2 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมเงินใช้จ่ายผ่านบัตรคนจนอีก 2–2.5 หมื่นล้านบาท ดันจีดีพีปีนี้เพิ่มได้อีก 0.1%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์ พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้า ไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในเดือน ต.ค.60 ที่สำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 2,259 คนทั่วประเทศ ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน ต.ค.60 อยู่ที่ 76.7 สูงขึ้นจาก 75.0 ในเดือน ก.ย.60 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และสูงสุดในรอบ 6 เดือนนับตั้งแต่เดือน พ.ค.60 สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีของเศรษฐกิจไทย และเป็นจุดเปลี่ยนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มเห็นชัดขึ้น

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 52.0 เพิ่มขึ้นจาก 50.5 เป็นการปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนนับจากเดือน พ.ค.60 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 87.2 เพิ่มขึ้นจาก 85.5 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 64.1 เพิ่มขึ้นจาก 62.5 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 71.4 เพิ่มขึ้นจาก 69.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 94.4 เพิ่มขึ้นจาก 92.7 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ดัชนีทุกรายการปรับตัวดีขึ้น เนื่องมาจากนโยบายการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, การส่งออกไทยในเดือน ก.ย.60 ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 12.22%, ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 48.21 จุด, ระดับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศลดลง, ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย, การเมืองในประเทศมีความชัดเจนมากขึ้นหลังรัฐบาลประกาศจัดการเลือกตั้งปลายปี 61 อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบอยู่บ้าง เช่น น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่, ราคาพืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่ทรงตัวในระดับต่ำ, ผู้บริโภคกังวลปัญหาค่าครองชีพสูง และราคาสินค้าทรงตัวในระดับสูง รวมถึงกังวลปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ที่อาจกระทบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในอนาคต

นอกจากนี้ ผลการสำรวจภาวการณ์ใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือน ต.ค. พบว่า ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ในปัจจุบันอยู่ที่ 77.0 ดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือน เม.ย.60 เช่นเดียวกับดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่ในปัจจุบันอยู่ที่ 58.0 ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว อยู่ที่ 60.9
และดัชนีความเหมาะสมในการลงทุนทำธุรกิจอยู่ที่ 42.0 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือนเช่นกัน

“จากค่าดัชนีที่ออกมา เป็นปัจจัยแวดล้อมให้เห็นว่าผู้บริโภคมีทัศนคติเชิงบวกมากขึ้น และมีความพร้อมจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเด่นชัดในไตรมาส 4 และเป็นปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3.9% ในปีนี้” นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์กล่าวต่อถึงมาตรการช็อป ช่วยชาติว่า ศูนย์มองว่ามาตรการนี้ที่ออกมาในช่วงเดือน พ.ย. จากเดิมที่ออกในเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็นช่วงจับจ่ายปลายปีของผู้บริโภคนั้น คาดว่า จะทำให้มีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 15,000-20,000 ล้านบาท บวกกับการใช้จ่ายผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่คาดในเดือน พ.ย.นี้ น่าจะมีเม็ดเงินเข้าระบบประมาณ 20,000-25,000 ล้านบาท ซึ่งกรณีเหล่านี้รวมกันคาดว่าช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ให้เพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.1%

“ตัวเลขการใช้จ่ายดังกล่าวของโครงการช็อปช่วยชาติ ทางศูนย์ประเมินจากตัวเลขฐานข้อมูลผู้เสียภาษี 10.3 ล้านคน และมีผู้เสียภาษีในระบบ 4.3 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้จะมีกลุ่มผู้บริโภคประมาณ 1 ล้านคนที่เสียภาษีมากกว่า 20% ขึ้นไป โดยคาดว่าคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มาใช้ลดหย่อนภาษีเต็มวงเงิน 15,000 บาท และจากมาตรการที่ออกมาเดือน พ.ย.ซึ่งเร็วกว่าปกติ เชื่อว่าเป็นเพราะรัฐบาลจะใช้เป็นการประเมินความสำเร็จในการออกมาตรการว่ามีผลทางเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน เพราะมีฐานข้อมูลภาษีอ้างอิงได้ และรัฐบาลยังสามารถขยายระยะเวลา หรือหามาตรการเพิ่มได้ เช่น มาตรการด้านการท่องเที่ยว หากเห็นว่าผลที่ได้ยังไม่พอ ซึ่งมาตรการดังกล่าวปีที่แล้วสามารถเพิ่มเม็ดเงินได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท” นายธนวรรธน์กล่าว.