วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จับอีกงาช้าง-เกล็ดลิ่น ค่า 11 ล. ส่งมาจากคองโก สำแดงเท็จเป็นกระเพาะปลา

กรมศุลกากร พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร.แถลงข่าวยึดงาช้าง-เกล็ดลิ่น มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท เผยถูกส่งขึ้นเครื่องมาจากคองโก ปลายทางสุวรรณภูมิ สำแดงเท็จเป็นกระเพาะปลา...

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 9 พ.ย.60 ที่กรมศุลกากร นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายกิตติพงศ์ กิตติขจร รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สายปฏิบัติการ 1 แถลงผลตรวจยึดงาช้าง จำนวน 4 กิ่ง 39 ท่อน น้ำหนักกว่า 116 กิโลกรัม และเกล็ดลิ่น จำนวน 15 กิโลกรัม ลักลอบนำเข้าจาก เมืองกินชาซา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก มูลค่า 11,750,000 บาท

นายกุลิศ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 ต.ค. เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ตรวจสอบข้อมูลบัญชีสินค้าทางอากาศยาน พบข้อมูลการนำเข้าที่มีความเสี่ยงในการลักลอบค้าสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ นำเข้ามาทางสายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ TK064 ขนส่งจากต้นทางท่าอากาศยานกินชาซา เมืองกินชาซา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ปลายทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย สำแดงชนิดสินค้าเป็นกระเพาะปลา จำนวน 3 หีบห่อ น้ำหนักรวมประมาณ 120 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดสินค้า และตรวจสอบด้วยเครื่องเอกซเรย์ ผลปรากฏพบภาพวัตถุคล้ายงาช้าง เจ้าหน้าที่จึงรอผู้รับตราส่งมาปฏิบัติพิธีการทางศุลกากร เพื่อเตรียมทำการจับกุม แต่ก็ไม่มีผู้ใดมาแจ้งขอดำเนินพิธีการทางศุลกากรแต่อย่างใด

ต่อมา วันที่ 7 พ.ย. เจ้าหน้าที่ศุลกากรเปิดตรวจสินค้า พบงาช้างจำนวน 4 กิ่ง 39 ท่อน น้ำหนักรวม 116 กิโลกรัม และเกล็ดลิ่น 15 กิโลกรัม ซุกซ่อนมาในกล่องกระดาษสีน้ำตาล และห่อหุ้มด้วยพลาสติกใสอีกชั้นหนึ่ง

นายกุลิศ กล่าวต่อว่า การลักลอบนำเข้าในครั้งนี้ มีความเชื่อมโยงกับการลักลอบนำเข้างาช้าง จำนวน 1 กิ่ง 28 ท่อน ที่ถูกตรวจยึด เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 60 และเป็นการใช้ชื่อกับที่อยู่ปลอม เพื่อปกปิดอำพรางไม่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจพบ กรณีดังกล่าวเป็นการลักลอบนำเข้างาช้าง ซึ่งเป็นสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าชนิดที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด หรือนำผ่านซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่าสงวน ซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2557 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ได้ยึดงาช้างทั้งหมดไว้เป็นของกลาง และนำส่งให้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เก็บรักษา

เบื้องต้น จะส่งของกลางให้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า ได้ให้ทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมาเก็บรายละเอียดต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประกอบสำนวนในการติดตามต้นทางที่มาของงาช้างเหล่านี้ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่หลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันกวดขันเข้มงวดการลักลอบค้างาช้างอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการค้าอื่นๆ

นายปิ่นสักก์ กล่าวว่า หลายภาคส่วนได้ร่วมกันป้องกันการนำผ่าน หรือลักลอบนำเข้างาช้างเข้ามาภายในประเทศไทย ซึ่งที่ประชุมสมัยสามัญประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาไซเตส ได้มีการยกระดับประเทศไทยขึ้นมาดีขึ้นอยู่ในระดับ Secondary Concern อย่างไรก็ตาม การตรวจยึดงาช้างดังกล่าวจะถูกนำไปตรวจสอบดีเอ็นเอ เพื่อประกอบในสำนวนของเจ้าหน้าที่ โดยในช่วงปลายเดือนนี่ก็จะมีการประชุมเรื่องนี้ต่อไป

นายกุลิศ กล่าวต่อว่า สำหรับสถิติการตรวจยึดสินค้าละเมิดอนุสัญญาไซเตส ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ถึงปัจจุบัน กรมศุลกากรสามารถจับกุมการลักลอบนำเข้า-ส่งออก-นำผ่าน สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ รวมทั้งสิ้น จำนวน 46 คดี มูลค่าของกลางประมาณ 350,000,000 บาท โดยในปีงบประมาณ 2559 คดีเกี่ยวกับงาช้าง 9 คดี จำนวน 401 ชิ้น/ท่อน เต่า 16 คดี จำนวน 6,913 ตัว ตัวลิ่น/เกล็ดลิ่น 1 คดี จำนวน 587 กิโลกรัม และสัตว์และซากสัตว์ประเภทอื่นๆ เช่น ตัวนาก, นก ฯลฯ 28 คดี จำนวน 3,725 ตัว/ชิ้น

ส่วนปีงบประมาณ 2560 คดีเกี่ยวกับงาช้าง 5 คดี จำนวน 510 ชิ้น/ท่อน นอแรด 4 คดี 49 ชิ้น เต่า 4 คดี จำนวน 236 ตัว ตัวลิ่น/เกล็ดลิ่น 5 คดี จำนวน 136 ตัว 4,416 กิโลกรัม ไม้ประดู่และไม้ชิงชัน 7 คดี จำนวน 3,036 ชิ้น/ท่อน และสัตว์และซากสัตว์ประเภทอื่นๆ เช่น ตัวนาก, นก ฯลฯ 21 คดี จำนวน 13,766 รายการ