วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จับเจ้าชาย ‘อัลวาลีด’ มหาเศรษฐีเบอร์ 1 ซาอุฯแค่ปราบคอร์รัปชันจริงหรือ?

เจ้าชายอัลวาลีด บิน ทาลาล แห่งซาอุดีอาระเบีย เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะหนึ่งในมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก ผู้ลงทุนเม็ดเงินมหาศาลในหลากหลายธุรกิจ และเป็นผู้ที่ประกาศตัวชัดเจนว่าให้การสนับสนุนแผนการยกเครื่องเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบีย ที่เสนอโดย เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฏราชกุมารแห่งซาอุฯ

แต่เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าชายองค์เดียวกันนี้มีคำสั่งให้จับกุมเจ้าชายอัลวาลีด รวมไปถึงเชื้อพระวงศ์ซาอุดีอาระเบียอีก 10 พระองค์ ในปฏิบัติการปราบปรามการคอร์รัปชัน สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก ทว่า ความเคลื่อนไหวของเจ้าชายโมฮัมเหม็ดไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการปราบการทุจริตเท่านั้น

กระชับอำนาจกำจัดอุปสรรค

เมื่อช่วงสุปดาห์ก่อน เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงเป็นผู้นำในปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในซาอุดีอาระเบีย จับกุมคนใหญ่คนโตในซาอุฯ มากมาย รวมทั้งเจ้าชายอัลวาลีด, รัฐมนตรีในตำแหน่ง 4 คน และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายสิบคน

นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ และผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ชาติ ซึ่งรัฐบาลซาอุฯ อ้างว่า การจับกุมที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งในการปราบคอร์รัปชัน แต่หลายฝ่ายกลับมองว่า นี่เป็นการรวมอำนาจของมกุฏราชกุมารพระองค์นี้ต่างหาก

นักวิเคราะห์และนักการทูตซึ่งมีเส้นสายภายในราชวงศ์ซาอุฯ หลายคนบอกว่า มีการเลือกจับกุมเชื้อพระวงศ์บางคน เพราะพวกเขาครอบครองอำนาจเป็นเอกเทศจากเจ้าชายมกุฏราชกุมาร อย่างเช่นเจ้าชายอัลวาลีด ถึงตอนนี้จะยังไม่มีการท้าทายอำนาจของเจ้าชายโมฮัมเหม็ดอย่างจริงจัง แม้จะเกิดความไม่พอใจภายในราชวงศ์ซาอุฯ หลังเจ้าชายโมฮัมเหม็ดได้รับการแต่งตั้งเป็นมกุฏราชกุมารก็ตาม

“เรื่องนี้เทียบเท่ากับการจับกุม บิล เกตส์, วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ โคลิน โพเวลล์” โรเบิร์ต จอร์แดน อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำซาอุดีอาระเบีย บอกกับนิตยสารไทม์ “เป็นการแสดงอำนาจที่น่าตกใจมาก”

การจับกุมล่าสุดยังเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการกำจัดสิ่งที่หลงเหลือมาจากการปกครองยุคของคิงอับดุลเลาะห์ โดยในบรรดาเจ้าชาย 11 พระองค์ มี 2 พระองค์เป็นพระโอรสของคิงอับดุลเลาะห์ คือ เจ้าชายมีเตบ อดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ชาติที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการพิจารณาว่าอาจเป็นผู้สืบราชบัลลังก์องค์ต่อไป กับเจ้าชายตูร์กี อดีตผู้ว่าราชการกรุงริยาด

“มันเป็นการส่งข้อความถึงทุกคนในอาณาจักรว่าเจ้าชาย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มีทิศทางที่พระองค์ตั้งใจจะไป ดังนั้นทุกคนจงยอมทำตามดีกว่า” เอช.เอ. เฮลลีเยอร์ นักวิเคราะห์จากสภาแอตแลนติก คณะวิจัยเก่าแก่ในสหรัฐฯ

ครอบครองอำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อการปฏิรูป

การจับกุมเจ้าชายอัลวาลีและคนอื่นๆ ยังเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นจุดสูงสุดใหม่ที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ดยืนอยู่ตอนนี้ ซึ่งเกิดขึ้นไม่ถึง 3 ปี หลังจากที่พระองค์ยังทรงเป็นเพียงเชื้อพระวงศ์ซึ่งเป็นที่รู้จักเพราะข่าวพระองค์ซื้อเรือยอชต์ราคา 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 18,200 ล้านบาท) จากเศรษฐีรัสเซีย แต่ตอนนี้พระองค์กลายเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีอำนาจที่สุดในตะวันออกกลาง ครอบครองอำนาจกลาโหมส่งเครื่องบินรบถล่มกบฏฮูธิช่วยเหลือรัฐบาลเยเมน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นรายตลอด 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา

เจ้าชายโมฮัมเหม็ดทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นมกุฏราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ก่อนหน้านี้พระองค์ก็เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเรื่องการต่างประเทศ, เศรษฐกิจ และนโยบายทางสังคมอยู่แล้ว หลังได้รับการแต่งตั้งจากคิงซัลมาลในเดือนเมษยน 2558 เป็นรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 และประธานสภาเศรษฐกิจและการพัฒนา

พระองค์ยังดูแลเรื่องการยกเครื่องเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียภายใต้แผนการที่เรียกว่า ‘วิชั่น 2030’ ที่ยุติการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน และปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมอาณาจักรแห่งนี้ขนานใหญ่ ซึ่งรวมถึงการขายหุ้นบริษัท ‘ซาอุดี อารามโก’ รัฐวิสาหกิจน้ำมัน เข้าสู้ตลาดหุ้น และเพิ่มสิทธิเสรีภาพแก่สตรีซึ่งถูกจำกัดสิทธิ์มาตลอด ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษนิยม

ล่าสุดเมื่อ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าชายโมฮัมเหม็ดทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะกรรมาธิการต่อต้านการคอร์รัปชัน ซึ่งมีอำนาจในการสืบสวนและจับกุม และไม่กี่ชั่วโมงต่อมาพระองค์ก็ใช้มันจับกุมเจ้าชายอัลวาลีด และคนอื่นๆ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ตอนนี้มกุฏราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียผู้นี้ครอบครองอำนาจที่จะจัดการกับผู้ที่เป็นอุปสรรคต่อแผนการของเขาอยู่ในกำมือแล้ว

วางเดิมพันซื้อใจประชาชน

การจับกุมในนามการปราบคอร์รัปชันครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นการแหวกประเพณีภายในราชวงศ์ซาอุฯ เพราะ “แทนที่จะจับมือเป็นพันธมิตร เจ้าชายโมฮัมเหม็ดเลือกที่จะขยายอำนาจตัวเองในราชวงศ์ซาอุฯ, กองทัพ และกองกำลังป้องกันชาติแทน เพื่อตอบโต้การขยายตัวของกระแสต่อต้านทั้งภายในราชวงศ์และกองทัพ ต่อการปฏิรูปของเขา และปฏิบัติการทางทหารในเยเมน” เจมส์ ดอร์ซีย์ เจ้าหน้าที่อาวุโสจากโรงเรียนศึกษานานาชาติ ‘เอส. ราชารัตนาม’ ในประเทศสิงคโปร์ระบุ

ขณะที่ผู้สังเกตการณ์บางคนเช่นนาย จอห์น เจนคินส์ อดีตเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำซาอุดีอาระเบียเชื่อว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ดกำลังวางเดิมพันเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคม แลกกับการขยายรอยร้าวกับสมาชิกราชวงศ์ ซึ่งดูเหมือนว่าจะสำเร็จ เพราะการปราบปรามการทุจริตล่าสุดของพระองค์ก็ได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนทั่วไปมากมาย จึงเหลือปัญหาใหญ่เพียงข้อเดียวคือ พระองค์จะสามารถดำเนินการตามแผนที่พระองค์วางไว้ได้ทุกข้อหรือไม่