วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผนึกพันธมิตรระดับโลก! “แสนสิริ” ชูเทคโนโลยีกับธุรกิจอสังหา

เศรษฐา ทวีสิน

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทยังคงให้ความสำคัญพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่อง เพื่อครองความเป็นผู้นำการใช้เทคโนโลยีกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ล่าสุดได้ลงทุน 2,800 ล้านบาท ผนึกกำลัง 6 พันธมิตรในธุรกิจด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ชั้นนำของโลก โดยการขยายฐานการลงทุนของบริษัทในครั้งนี้ ถือเป็นขยายการลงทุนครั้งสำคัญเพื่อสร้างพันธมิตรในประเภทธุรกิจที่หลากหลายมากกว่าแค่การสร้างที่อยู่อาศัยอีกต่อไป

ทั้งนี้ ธุรกิจที่บริษัทร่วมลงทุน ประกอบด้วย 1.สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล เจ้าของแบรนด์ เดอะ สแตนดาร์ด ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ทรงพลังในธุรกิจบูติกโฮเทล มีโรงแรมในเครือทั้งในนิวยอร์ก, ลอสแอนเจลิส และไมอามี โดยในเร็วๆนี้จะเปิดที่ลอนดอนเพิ่ม โดยแสนสิริถือหุ้น 35% ซึ่งก็มีแผนจะนำเดอะ สแตนดาร์ด ไปเป็นเชนบริหารทั้งในกรุงเทพและภูเก็ต 2.แอพพลิเคชั่น วัน ไนท์ แอพฯสำหรับจองโรงแรมที่พัฒนาโดยบริษัท สแตนดาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งแสนสิริก็มีแผนจะพัฒนาวัน ไนท์ ให้เติบโตในโซนเอเชียเพิ่มทั้งในไทย, ฮ่องกง, สิงคโปร์ และจีนเป็นต้น 3.โฮสต์เมกเกอร์ บริษัทผู้ให้บริการการเช่าที่พักอาศัยและผู้บริหารการจองที่พักอันดับหนึ่งของ Aribnb โดยแสนสิริเล็งเห็นเทรนด์การแบ่งที่พักอาศัยให้เช่ากำลังเติบโต ซึ่งโฮสต์เมกเกอร์ดำเนินธุรกิจในลอนดอน โรม ปารีส และบาเซโลนา ซึ่งเร็วๆนี้ก็จะขยายไปที่ลิสบอน โปรตุเกสด้วย โดยการร่วมมือกับแสนสิริก็จะทำให้โฮสต์เมกเกอร์ได้รับการสนับสนุนขยายธุรกิจสู่เอเชีย ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ใหม่ๆ จากตลาดนอกประเทศให้กับแสนสิริด้วย

4.จัสท์โค ผู้ให้บริการโคเวิร์กกิ้งสเปซที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัทเล็งเห็นว่าในอนาคตองค์กรขนาดใหญ่นิยมใช้สถานที่ทำงานแบบโคเวิร์กกิ้งสเปซมากขึ้น โดยแสนสิริและจัสท์โคมีแผนร่วมกันเปิดจัสท์โคใหม่ 4 สาขาในกรุงเทพฯ ภายในปี 2561 5.ฟาร์มเชลฟ์ ผู้พัฒนานวัตกรรมฟาร์มอัจฉริยะเพื่อการปลูกผักสดสะอาดไว้บริโภคในที่พักอาศัย ออฟฟิศโดยใช้แอพพลิเคชั่นและเทคโนโลยีในการดูแล โดยบริษัทเล็งจะพัฒนาแล้วนำมาใช้ในโครงการของบริษัทต่อไป โดยจะเริ่มทดลองใช้โครงการแรก เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ ช่วงต้นปี 2561

สุดท้ายคือ โมโนเคิล แบรนด์สื่อทรงอิทธิพลระดับโลก ครอบคลุมทั้งสิ่งพิมพ์ ออนไลน์วิทยุ ภาพยนตร์ รีเทล และธุรกิจบริการ ซึ่งโมโนเคิลจะช่วยส่งเสริมแบรนด์แสนสิริให้โดดเด่นยิ่งขึ้น อีกทั้งบริษัทยังเห็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจที่ใช้ชื่อแบรนด์ร่วมกันในเซ็กเตอร์ใหม่ในอนาคต ซึ่งบริษัทก็มีแผนพัฒนาโครงการที่พักอาศัยแบบมิกซ์ยูส แนวคิดใหม่ร่วมกับโมโนเคิลในพื้นที่กรุงเทพฯ ในปี 2561 ด้วย

“ธุรกิจหลักของเรายังคงเป็นการพัฒนาและสร้างสรรค์ที่พักอาศัย แต่จุดมุ่งหมายของเราขยายกว้างขึ้น สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนตั้งแต่บ้านที่พักอาศัยสู่วิถีในการเดินทาง และอาหารการกินที่สดใหม่ ซึ่งแสนสิริและพันธมิตรจะมุ่งมั่นร่วมกันสร้างวิถีแห่งการใช้ชีวิต การทำงานการเรียนรู้ และการพักผ่อนเพื่อวันข้างหน้าที่ดีขึ้น”

ส่วนประเด็นการลงนามในบันทึกความเข้าใจซื้อโครงการจากบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายเศรษฐากล่าวว่า ถือเป็นการดีลที่ลงตัวโดยชำระเงินไปแล้ว 5%ของมูลค่าดีล ทั้งนี้ เงินที่เหลือชำระ บริษัทมีแผนที่จะออกหุ้นกู้บางส่วน ซึ่งตอนนี้มีเงินสดในมือ 2,000 ล้านบาท ปัจจุบันอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัทอยู่ที่ 1.1 เท่า

ด้านนายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขายโครงการบางส่วนให้แสนสิริ จะทำให้รับรู้รายได้ได้ทันที คาดว่าหากทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงจะรับรู้รายได้จากการขายในปี 2561 ขณะที่การเพิ่มทุนและนำเงินไปจ่ายคืนหนี้ทำให้ฐานะการเงินดีขึ้นและช่วยให้ D/E ของบริษัทลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือเพียง 1.5 เท่า และลดภาระดอกเบี้ยได้มากกว่า 500 ล้านบาทต่อปี โดยหลังจากนี้ บริษัทจะมุ่งรุกธุรกิจจุดชมวิว มหานคร ออปเซอร์เวชั่น เด็คและธุรกิจอาหาร และเครื่องดื่ม ดีน แอนด์ เดลูก้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า คณะกรรมการมีมติเพิ่มทุนจดทะเบียนราว 13,000 ล้านหุ้น จากทุนเดิม 3,758 ล้านหุ้น เป็นทุนใหม่ 16,782 ล้านหุ้นโดยหุ้นเพิ่มทุน 7,516 ล้านหุ้น ขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมในราคาหุ้นละ 0.50 บาท รวมมูลค่า 3,758 ล้านบาท พร้อมแถมวอแรนท์ PACE-W1 และ PACE-W2 นอกจากนี้ ยังจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้บุคคลในวงจำกัดอีก 1,500 ล้านหุ้น ส่วนหุ้นเพิ่มทุนที่เหลือเพื่อไว้รองรับการแปลงสภาพวอแรนท์ PACE-W1 และ PACE-W2.