วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปฏิรูประบบสู่ไทยแลนด์ 4.0 “ประยุทธ์” ขอ 1 ปีนำประเทศพ้นหล่มไดโนเสาร์

“ประยุทธ์” ลุยขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 เป็นรูปธรรมใน 1 ปี นำร่องปฏิรูประบบราชการ 10 กรม สั่งดำเนินการก่อน 4 หน่วยงาน คือ อย. กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมที่ดินและกรมศุลกากร พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมรูปแบบใหม่ ดึงเอกชนบริหารโรงเรียนของรัฐ 77 แห่งใน 77 จังหวัด ส่งเสริมผลิตไฟฟ้าใช้เอง

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณากรอบการดำเนินการปฏิรูปเพื่อให้เกิดการ ปรับเปลี่ยนตามนโยบายให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 1 ปี ภายใต้ 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การปฏิรูประบบราชการ และ 2.การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21

โดยการปฏิรูประบบราชการประกอบด้วย 4 เรื่อง ได้แก่ การปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ ซึ่งมีรายการที่ต้องดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมเร่งด่วน โดยคัดเลือกหน่วยงานระดับกรมที่การดำเนินการส่งผลกระทบต่อประชาชนมากที่สุด 10 กรม และในจำนวนนี้ เลือกอีก 4 หน่วยงานมาดำเนินการก่อน คือ 1.ดำเนินการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยจะแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบให้ยืดหยุ่นมากขึ้น และจัดตั้งกองส่งเสริมผู้ประกอบการและสมุนไพร ตั้งเป้าลดคำขอคงค้าง 8,785 คำขอให้หมดภายใน 3 เดือน ปรับการดำเนินการให้เร็วขึ้น ลดการนำเข้ายา เพิ่มการเข้าถึงยาและเพิ่มมูลค่าการผลิตเครื่องมือแพทย์ 2.กรมทรัพย์สินทางปัญญา จะแก้ปัญหาคำขอสิทธิบัตรที่ค้างอยู่ 30,000 คำขอ ให้หมดในต้นปี 2562 เป็นอย่างช้า

3.การจดทะเบียนที่ดินของกรมที่ดิน ที่จะลดภาระการชี้แนวเขตสำหรับเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียง ลดข้อพิพาทและเวลารอคิวรังวัดจากเดิม 440 วัน ให้เหลือน้อยกว่า 60 วัน และ 4.กรมศุลกากร คือการนำเข้าและส่งออกของกรมศุลกากรที่ปัจจุบันมีขั้นตอน แบบฟอร์มมาก ซ้ำซ้อน ระยะเวลาดำเนินการนาน ค่าใช้จ่ายสูง จะลดระยะเวลาดำเนินการด้านเอกสารจาก 30 วันเหลือ 1 ชั่วโมง ตั้งเป้าลดภาระผู้นำเข้าส่งออกสินค้าปีละไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

นายสุวิทย์กล่าวว่า ประเด็นที่ 2 ภายใต้การปฏิรูประบบราชการคือ การพัฒนาและการ รังสรรค์นวัตกรรมในรูปแบบใหม่ (Sandbox) ซึ่งเป็นการทดลองการปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคของไทยแลนด์ 4.0 การประชุมครั้งนี้อนุมัติดำเนินการให้เกิดรูปธรรม 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การแก้ไขพื้นที่ป่าและการใช้ประโยชน์พื้นที่ จ.น่าน ให้เป็นพื้นที่ทดลอง การกำหนดการบริหารจัดการพื้นที่ป่า โดยบุคคลภายนอกและการส่งเสริมอาชีพเกษตรกร 2.โครงการ Public School ให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหาร โดยรัฐยังคงเป็นเจ้าของซึ่งจะกำหนดพื้นที่ทดลองให้การดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างอิสระ โดยในปีการศึกษา 2561 จะเริ่มดำเนินการ 77 แห่งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ

3.โครงการสมาร์ทซิตี้ โดยเทคโนโลยีสมาร์ทกริดที่เห็นชอบในหลักการส่งเสริมการแก้ไขปัญหาที่ผู้ใช้ไฟฟ้า สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ได้เองแต่ติดข้อกฎหมายและการไม่อนุญาตให้ซื้อขายไฟฟ้ากันเอง และ 4.หน่วยราชการ 4.0 ที่จะมีต้นแบบ 4 หน่วยงาน ขอยกเว้นกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ เพื่อแก้ปัญหาความไม่คล่องตัวในการบริหารองค์กร มุ่งสู่องค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่มีเป้าหมายขยายการร่วมลงทุน ระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) ที่เปิดกว้างขึ้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีเป้าหมายเพิ่มการดึงดูดนักลงทุนเข้าลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย กรมบังคับคดีและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มีเป้าหมายต้องผลักดันอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจให้ดีขึ้นจากปัจจุบันอันดับที่ 26 จาก 190 ประเทศ หรือขยับจากอันดับที่ 3 ในอาเซียนไปเป็นอันดับ 2 คือแซงหน้ามาเลเซีย

นอกจากนี้ เรื่องที่ 3 ของการปฏิรูประบบราชการคือ การปฏิรูปกฎหมาย ที่จะแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ และเรื่องที่ 4 การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ที่ต้องมีการพัฒนาระบบให้ประชาชนสามารถร้องขอเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ล่วงหน้าก่อนไปขอรับบริการได้

นายสุวิทย์กล่าวว่า สำหรับการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ได้ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนมายด์เซ็ตคนไทย 2 ด้าน คือเปลี่ยนคนไทยให้ใฝ่เรียนรู้ มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ตามหลักและเหตุผล และเปลี่ยนวัฒนธรรมให้คนไทยพอเพียง มีวินัย สุจริต จิตสาธารณะ รับผิดชอบ โดยขับเคลื่อนให้เกิดการปรับเปลี่ยนสังคมไทยอย่างเป็นองค์รวม ซึ่งมีโครงการที่จะดำเนินการ เช่น “ก้าวออกมากล้า” “ทำดีเยี่ยงพ่อ” ที่จะเริ่มมีการเปิดตัวแคมเปญในวันที่ 5 ธ.ค.2560 เป็นต้นไป.