วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘ลุงตู่’ปล่อยของ ถาม6ข้อ แพลมพรรคใหม่

พท.ซัดยื้อปลดล็อก-เลื่อนลต. ชิงเหลี่ยมเบี้ยวคืนอำนาจปชช. ปชป.จวกยับจุดไฟความขัดแย้ง

“ประยุทธ์” โยนหินถามทางเบิกร่องพรรคนอมินี ยิง 6 คำถามชาวบ้าน จำเป็นต้องมีพรรคใหม่-นักการเมืองคุณภาพแล้วหรือยัง ลั่นมีสิทธิจะเชียร์หรือหนุนพรรคไหนก็ได้ ฉุน คสช.-รัฐบาล-ครม. ถูกโจมตีด้อยค่า “พรเพชร” โต้แทนไม่ใช่แผนสืบทอดอำนาจ “นิพิฏฐ์” สวนถามซ้ำซาก ไม่ประเทืองปัญญา จุดไฟขัดแย้ง ชี้นำคนเสพติดเผด็จการ “หมวดเจี๊ยบ” เฉ่งไร้ยางอาย หวังเอาไปอ้างแทรกแซงการเมือง พท. ออกแถลงการณ์จวกยื้อปลดล็อก-จ้องเลื่อนเลือกตั้ง ฉะชิงเหลี่ยมเบี้ยวคืนอำนาจประชาชน “ถาวร” ยุเปิดหน้าตั้งพรรคทหาร แบะท่า กปปส. พร้อมจูบปาก “บิ๊กเจี๊ยบ” เชื่อมือ “บิ๊กตู่” ปรับ ครม. “วิษณุ” แจงไม่เคยถูกทักท้วงถือหุ้นเกิน 5% ด้าน “บิ๊กเต่า” เขินข่าวขึ้นชั้น รมว.คมนาคม แล้วแต่นายกฯ โบ้ยรอ รมต.แรงงานคนใหม่เคาะซื้อเครื่องสแกนม่านตา

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุจะยังไม่พิจารณาปลดล็อกให้พรรคการเมือง โดยอ้างเหตุผลต้องรอกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งอีก 2 ฉบับ และการสรรหาคณะกรรมการ กกต. ล่าสุดนายกฯได้โยนคำถามถึงประชาชนอีก 6 ข้อถึงอนาคตการเมืองไทย ขณะที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ คสช.ยกเลิกกฎเหล็ก ทำตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมือง

“บิ๊กตู่” รีดงานลบครหาไม่ทำอะไรเลย

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 พ.ย.ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ครั้งที่ 1/2560 โดยนายกฯกล่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า เรื่องการปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติ การขับเคลื่อนงบประมาณ ให้ฝ่ายเลขาของแต่ละคณะศึกษาข้อมูลการทำงานของรัฐบาลในแต่ละนโยบาย รวมถึงข้อเสนอแนะของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) และศึกษาแนวทางการทำงานในรูปแบบราชการให้เข้าใจ เพื่อวางแนวทางทิศทางเดียวกันแล้วต่อยอดสู่การปฏิบัติได้ทันที และให้รายงานเป็นระยะให้เห็นความคืบหน้า ไม่เช่นนั้นทุกอย่างจะกลับมาที่รัฐบาล ถูกกล่าวหาได้ว่าไม่ทำอะไรเลย อยากเห็นการปฏิบัติ มากกว่านำหลักวิชาการมาพูดเพียงอย่างเดียว

ต่อมาเวลา 12.40 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงภายหลังการประชุมว่า การขับเคลื่อนงานสำคัญๆ รัฐบาลจำเป็นให้เกิดเป็นรูปธรรมให้ได้ภายใน 1 ปี ต้องลดขั้นตอนโดยเฉพาะการติดต่อราชการ ต้องลดเอกสารเหลือเพียงใบเดียว ใช้แบบฟอร์มเดียวกันหมดได้กับทุกที่ เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบออนไลน์และศูนย์บริการต่างๆ สร้างความเท่าเทียมเข้าถึงสิทธิประโยชน์ สิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนย่อมเกิดปัญหาขึ้นแน่ เพราะมีคนเป็นล้านๆคน ต้องหาวิธีแก้ไข ถ้าไม่ทดลองทำวันนี้ วันหน้าก็ช้าไปอีก ฉะนั้นอย่าไปฟังการบิดเบือน

โยน 6 ข้อถามอนาคตการเมืองไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายกฯ ได้กล่าวว่า ตนยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากฝากผ่านสื่อมวลชน พร้อมกับนำเอกสาร 2 หน้ากระดาษโชว์สื่อมวลชน และได้กล่าวว่า ตนขอฝากคำถามถึงประชาชนอีก 6 ข้อ จาก 4 คำถามแรกที่ได้ฝากไป เพื่อสอบถามประชาชนดูว่า ที่อ้างว่าประชาชนกันนั้น ประชาชนที่ว่าคือใคร หลายคนพูดโน้นพูดนี้ ประชาชนเรียกร้องโน้นนี้ ตนจะถามประชาชนของตนทั่วประเทศ ให้ตอบตนมาผ่านช่องทางศูนย์ต่างๆ ที่กระทรวงมหาดไทยได้ทำมาแล้ว ซึ่งเป็นคำถามที่ตนได้เขียนขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 8 พ.ย. โดยคำถามข้อที่ 1 เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ๆหรือนักการเมืองหน้าใหม่ที่มีคุณภาพขึ้นมาหรือไม่ในวันนี้ เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไป มีรัฐบาลจะทำให้ประเทศชาติ เกิดการปฏิรูปและทำงานต่อเนื่อง ตามยุทธศาสตร์หรือไม่ หรือการมีพรรคการเมืองเดิม นักการเมืองหน้าเดิมๆ ซึ่งตนว่าใครหรือเปล่า ไม่ได้ว่านะ สื่ออย่าเขียนให้ทะเลาะกัน เพราะตนพูดกับประชาชน ไม่ได้พูดกับนักการเมือง

ลั่นจะเชียร์ใคร-พรรคไหนก็ได้

นายกฯกล่าวว่า คำถามข้อที่ 2 การที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใด หรือตนเองจะสนับสนุนใครเป็นสิทธิของตนหรือไม่ แล้วตนต้องไปเลือกตั้งหรือเปล่าก็เปล่าอีก เลือกตั้งได้ไหมก็ไม่ได้ ตนไม่ได้ลาออกก็จบแล้ว อย่างนี้แล้วจะไปอะไรกับเขา สิทธิของตนมีไม่ใช่หรือ ดังนั้น ตนสนับสนุนใครแล้วจะไปบอกใคร และใครตั้งมา ตนจะไปสนับสนุนใครก็ได้ หรือไม่สนับสนุนใครเลยก็ได้ ถ้าไม่มีอะไรใหม่ๆมาก็ไม่สนับสนุน ข้อที่ 3 สิ่งที่ คสช. และรัฐบาลนี้ดำเนินการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่ คำถามข้อที่ 4 การเอาแนวทางจัดตั้งรัฐบาลในอดีตมาเปรียบเทียบการจัดตั้งรัฐบาลในเวลานี้ ถามสมัยโน้นสมัยนี้มามันเหมือนกันไหม สถานการณ์เหมือนกันไหม ประชาชนเหมือนกันไหม สถานการณ์วันนี้โซเซียลมีเดียพัฒนามากไปไหม คนละเวลาหมด จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งในอดีตบางรัฐบาลจะดีอยู่แล้วก็ตาม แต่วันนี้อย่าลืมว่าตนเข้ามาในสถานการณ์อะไร มีความขัดแย้งหรือเปล่า ลืมกันหมดแล้วหรือไง

ฉุด คสช.-รบ.ถูกตีด้อยค่าถี่ยิบ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า คำถามข้อที่ 5 รัฐบาลและการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมาของไทย ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล และมีการพัฒนาประเทศที่มีความต่อเนื่องชัดเจนเพียงพอหรือไม่ และคำถามข้อที่ 6 ข้อสังเกตเพื่อพิจารณาเหตุใดพรรคการเมือง นักการเมืองจึงออกมาเคลื่อนไหว โจมตี คสช. รัฐบาล รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีด้อยค่า มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงในช่วงนี้มากกว่าปกติเพราะอะไร ฝากถามพี่น้องประชาชนด้วยว่าเป็นเพราะอะไร ซึ่งอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ จึงอยากให้ทุกคนที่เป็นคนไทยได้พิจารณาตัดสินใจ

โอ่รื้อใหม่ทำใหม่ให้ทุกคนไม่เลือกภาค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งในคำถามข้อที่ 3 ที่ว่าสิ่งที่ คสช. และรัฐบาลนี้ได้ดำเนินการไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่ ยังมีคำถาม 3 ข้อย่อยคือ 1.เห็นด้วยกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมาเป็นเวลานาน ด้วยการรื้อใหม่ ทำใหม่ การวางแผนงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นระยะสั้น กลาง ยาว อาทิ การแก้ไขปัญหาไอยูยู ไอเคโอ ฯลฯ หรือไม่ 2.เห็นด้วยกับการให้มียุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศเพื่อให้การเมืองไทยในอนาคตมีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศหรือไม่ และ 3.การทำงานของทุกรัฐบาล ต้องคำนึงถึงภาพรวมทั้งประเทศ คนทั้งประเทศ ทุกจังหวัด มิใช่ทำแต่ตามนโยบายพรรคที่ได้หาเสียงไว้ หรือดูแลเฉพาะพื้นที่ฐานเสียงที่สนับสนุน รวมทั้งต้องทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติให้เกิดความต่อเนื่องใช่หรือไม่

อารมณ์ดีย้ำสื่ออย่าลืมตอบคำถาม

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอู มโย มยินตาน เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. โดย พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯเปิดเผยว่า ในปี 2561 จะครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างกัน รัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนให้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง นายกฯยังยืนยันจะร่วมมือกับอาเซียนและประชาคมโลกสนับสนุนให้เมียนมาแก้ไขปัญหาในรัฐยะไข่อย่างยั่งยืน และขอบคุณที่เมียนมาร่วมมือจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว

ต่อมาเวลา 15.30 น. ที่ห้องโถงกลางตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ร่วมออกกำลังกายโดยการเต้น “ไลน์ แดนซิ่ง” แบบลีลาศไม่ต้องมีคู่เต้น ร่วมกับข้าราชการในทำเนียบรัฐบาล ประมาณ 30 นาที ก่อนออกจากตึกสันติไมตรี พล.อ.ประยุทธ์ได้หันไปกล่าวกับผู้สื่อข่าวและผู้ร่วมออกกำลังกายว่า“อย่าลืมไปตอบคำถามกันนะ” จากนั้นไปทดลองขึ้นเครื่องเซลฟ์ บาลานซิ่ง สกูตเตอร์หรือรถตรวจการณ์ไฟฟ้า 2 ล้อของตำรวจสันติบาลประจำทำเนียบฯ วิ่งจากข้างตึกไทยคู่ฟ้าไปจนถึงประตู 8 ทำเนียบรัฐบาลก่อนลงเดินวนออกกำลังกายต่อ เมื่อเดินผ่านตึกบัญชาการที่กำลังปรับปรุงได้ถามคนงานว่า ได้ค่าแรงเท่าไหร่ คนงานตอบกลับว่า 400 บาท จากนั้นจึงวิ่งขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าโบกมือให้ผู้สื่อข่าวอย่างอารมณ์ดี

มท.1 เด้งรับผ่านศูนย์ดำรงธรรม

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตั้งคำถาม 6 ข้อกับประชาชนเกี่ยวกับอนาคตการเมืองไทยว่าจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองทางเลือกใหม่หรือไม่ว่า ทราบเรื่องนี้จากนายกฯแล้ว จะใช้กลไกเดิมในการรับฟังความเห็นของประชาชนผ่านศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ และจะสรุปข้อมูลให้นายกฯทราบ และยังไม่มีกำหนดเวลาว่าจะต้องดำเนินการถึงเมื่อไหร่ ส่วนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน 4 คำถามก่อนหน้านี้ยังคงดำเนินการอยู่ และมีการสรุปผล ล่าสุดเป็นครั้งที่ 9 มีประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นกว่า 1 ล้านคน อย่างไรก็ตาม นายกฯจะชี้แจงให้ประชาชนทราบอีกครั้งผ่านรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ในวันที่ 10 พ.ย.

“พรเพชร” ปัดไม่ใช่แผนต่อท่ออำนาจ

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ตั้ง คำถาม 6 ข้อ เรื่องการเมืองให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นจนถูกมองเตรียมสืบทอดอำนาจว่า ยังวิเคราะห์ไม่ถูก แต่ยืนยันไม่มีการสืบทอดอำนาจ อย่าเพิ่งให้ตนวิจารณ์เอาเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับ สนช. สิ่งที่นายกฯ พูดสังคมวิเคราะห์เอาเองแล้วกัน เป็นแม่น้ำสายเดียวกันไม่อยากวิจารณ์ ส่วนการปลดล็อกพรรคการเมืองที่หาทางออกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้บางเรื่องนั้น เท่าที่ฟังเห็นสอดคล้องกับนายกฯ ว่าอะไรที่ทำได้นายกฯสามารถใช้อำนาจให้พรรคการเมืองดำเนินการตามเงื่อนไขเวลาได้ ถ้าจำเป็นต้องแก้กฎหมายก็ต้องแก้ ขณะที่รักษาการ กกต.นั้น มีอำนาจเต็มอยู่แล้วที่จะออกกฎหมายหรือออกระเบียบต่างๆ ได้

“หมวดเจี๊ยบ” เฉ่งยับไร้ยางอาย

ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คำถาม 6 ข้อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เป็นคำถามที่ไม่ฉลาด สะท้อนความไร้ยางอายทางการเมือง ที่อยาก มีอำนาจแต่ไม่อยากแข่งขัน จ้องจะเอาเปรียบคนอื่น ที่จริง คสช.และรัฐบาลต้องดำรงความเป็นกลาง เพราะยึดอำนาจโดยอ้างการสร้างความปรองดอง แต่กลับจะเลือกข้างสนับสนุนบางพรรคการเมือง จะสร้างความแตกแยก รัฐบาลถืออำนาจอยู่ถ้าใช้งบประมาณและอำนาจช่วยพรรคการเมืองที่ตัวเองสนับสนุนหาเสียง หวังส่วนแบ่งถ้าพรรคนั้นชนะเลือกตั้งจะเป็นการฉีกหน้ากาก คสช.และรัฐบาลว่าเสพติดอำนาจ หน้าด้านทางการเมืองสูง ที่จริงไม่น่าตั้งคำถาม เพราะผู้มีอำนาจย่อมใช้สามัญสำนึกตอบตัวเองได้ว่าอะไรควรไม่ควร เห็นกันอยู่ว่ารัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลว ไม่รู้ใช้สมองส่วนไหนคิด อีกทั้งลักษณะถามนำ หวังนำคำตอบไปเป็นข้ออ้าง เพื่อแทรกแซงการเมืองอย่าง น่าเกลียด อีกทั้งจะสร้างความลำบากให้เจ้าหน้าที่ต้องไปเกณฑ์คนมาตอบเพื่อให้ถูกใจรัฐบาลและ คสช.

พท.จวก คสช.ยื้อปลดล็อกจ้องขยับ ลต.

วันเดียวกัน พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ เรื่องขอให้ คสช.ทำตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ด้วยการยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ว่าการเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ ไม่ได้ขอเพื่อประโยชน์ ของพรรคการเมืองหรือนักการเมือง แต่ขอให้ขจัดอุปสรรคเพื่อให้พรรคการเมืองปฏิบัติตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น จึงเป็นการเรียกร้องให้ คสช. และหัวหน้า คสช.ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายพรรคการเมือง จึงเป็นหน้าที่ของ คสช. และหัวหน้า คสช.ที่จะต้องปฏิบัติให้ทุกอย่างดำเนินการไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การที่ คสช.ยังคงคำสั่งห้ามพรรคการเมืองประชุมและดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเสียเอง ทั้งนี้ สิ่งที่กฎหมายกำหนดให้พรรคการเมืองต้องปฏิบัตินั้น ล้วนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่จะส่งผลต่อการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.และการดำเนินการต้องใช้ระยะเวลา การที่ คสช.ยังคงคำสั่งดังกล่าวจึงอาจเป็นช่องทางหรือข้ออ้างให้มีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก ทำให้สังคมมองได้ว่า คสช.เล่นการเมืองและเอาเปรียบทางการเมือง เพื่อเปิดช่องให้หัวหน้า คสช.ปูทางไปสู่การเป็นนายกฯ คนนอกตามที่รัฐธรรมนูญเปิดทางไว้ หรือเปิดทางให้พรรคการเมืองที่ คสช.หนุนหลังมีความพร้อมในการเลือกตั้งให้มากที่สุด

สับไร้เหตุผลอ้าง ก.ม.ลูก-สรรหา กกต.

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุด้วยว่าเมื่อได้พิจารณาเหตุผลข้ออ้างของ คสช.ที่ได้แถลงเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ถือเป็นข้ออ้างที่ไร้เหตุผล เพราะการรักษาความสงบเรียบร้อยมีกฎหมายให้อำนาจ คสช.และรัฐบาลในการดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนกฎหมายลูกอีกสองฉบับที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มา ซึ่ง ส.ว. เป็นคนละเรื่องกับกฎหมายพรรคการเมือง ที่บังคับให้พรรคการเมืองต้องปฏิบัติ สำหรับข้ออ้างเรื่องการสรรหา กกต.ชุดใหม่ด้วยแล้วไม่เกี่ยวอะไรกับการที่พรรคการเมืองจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะปัจจุบัน กกต.ชุดเดิมทำหน้าที่อยู่

เฉ่งชิงเหลี่ยมเบี้ยวคืนอำนาจ ปชช.

แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย ระบุอีกว่า ซึ่งจากการแถลงของ คสช.ว่าอาจใช้มาตรการเสริม ใช้อำนาจที่มีตามกฎหมายแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆได้ในอนาคต แสดงให้เห็นว่า คสช.เล็งเห็นได้ว่า อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้จากการไม่ยินยอมอนุญาตให้พรรคการเมืองดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด จึงเห็นว่าข้ออ้างของ คสช.ดังกล่าว เป็นการหลีกเลี่ยงที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชน และต้องการยื้อการเลือกตั้งออกไป เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง พรรคเพื่อไทยเห็นว่าในขณะนี้บ้านเมืองมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง จึงไม่ควรที่ คสช.จะยกข้ออ้าง ต่างๆ เพื่อหวังอยู่ในอำนาจให้ยาวนานต่อไป การเร่งรัดรีบคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว จึงเป็นวิถีทางที่ดีที่สุด

“นิพิฏฐ์”สวนนายกฯไม่เข้าใจ ปชต.

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นการตั้งคำถามที่ผิดหลักและไม่เข้าใจพื้นฐานประชาธิปไตย อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดปัญญา เปรียบเทียบระหว่างรัฐบาลมาจากการยึดอำนาจกับรัฐบาลเลือกตั้งมันคนละเรื่องเดียว ส่วนที่นายกฯ ถามข้อ 1.นั้นอยากบอกว่าทุกครั้งของการเลือกตั้งจะมีพรรคใหม่และนักการเมืองหน้าใหม่ ซึ่งประชาชนเป็นผู้กำหนด ไม่สามารถตอบแทนได้ว่าควรจะมีพรรคใหม่หรือคนใหม่หรือไม่ ข้อ 2.อยากให้นายกฯถอนคำถามนี้ เพราะเป็นคำถามที่ตั้งโจทย์ผิด เพราะในการเลือกตั้งทุกครั้งข้าราชการและรัฐบาลรักษาการต้องวางตัวเป็นกลาง ยิ่ง คสช.มีมาตรา 44 ในมือควรต้องวางตัวเป็นกลาง ทำตัวให้น่าเชื่อถือ ข้อ 3.เป็นการถามตามทฤษฎีและเป็นการทำตามหน้าที่ของทุกคนที่มาเป็นรัฐบาลต้องทำ

สวดชี้นำคนให้นิยมเผด็จการ

นายนิพิฏฐ์กล่าวอีกว่า ข้อ 4.นายกฯกำลังนำรัฐบาลเผด็จการเปรียบเทียบกับรัฐบาลจากระบบประชาธิปไตย สะท้อนว่าแยกไม่ออกว่าอะไรคือปัญหาของระบบ อะไรเป็นปัญหาตัวบุคคล คำถามนี้จะทำให้คนรังเกียจระบบประชาธิปไตยและนิยมเผด็จการ ชี้นำว่าความวุ่นวายเป็นเพราะระบบ ทั้งที่เกิดจากตัวบุคคล ข้อ 5.ระบบประชาธิปไตยปกติเดินหน้าได้ ขอให้ดูรัฐบาลก่อนหน้ายุคพรรคไทยรักไทย พรรคเพื่อไทย ไม่เคยเกิดปัญหาอะไร แต่ปัญหาเกิดจากตัวบุคคลที่เข้ามาทำลายระบบ โดยใช้ธุรกิจการเมือง เท่ากับยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มรูปแบบใช่หรือไม่ ตนมองว่าไม่ใช่ เพียงแต่เขาเข้ามาสร้างระบบเผด็จการรัฐสภา ข้อ 6.การเคลื่อนไหวต่างๆทางการเมือง เป็นสิทธิที่ถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญ หากกลัวการบิดเบือนต้องเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงแต่อย่าเหมารวม คนไม่บิดเบือนก็มี ไม่เข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ตั้งคำถามทำไม นอกจากไม่ประเทืองปัญญาแล้ว ยังกำลังสร้างความขัดแย้งทางการเมือง และแปลกใจว่าทำไมถึงตั้งคำถามซ้ำ ครั้งก่อนที่ถามยังไม่มีบทสรุปใดๆออกมา

“ถาวร” แบะท่าจูบปากพรรคทหาร

นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส.กล่าวว่า เมื่อดูคำถามทั้งหมดแล้วชัดเจนแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการคำตอบเพื่อวางแผนในการเล่นการเมืองในอนาคต ซึ่งต้องเปิดใจและเข้าใจนักการเมืองและข้าราชการ ที่มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ดังนั้น ขณะนี้เมื่ออยู่ในอำนาจขอให้นายกฯเร่งปราบปรามนักการเมืองที่ไม่ดี และมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างแท้จริง เพื่อวันข้างหน้าอาจได้กลับมาเป็นนายกฯอีก และเป็นเรื่องน่ายินดีที่ คสช.จะตั้งพรรคการเมือง จึงขอแนะนำให้เร่งประกาศจัดตั้งพรรคและประชาสัมพันธ์เปิดตัวผู้ที่รับผิดชอบหรือผู้ก่อตั้งพรรค รวมถึงเปิดตัวนโยบายเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชน เพราะในวันข้างหน้าอาจจะได้ร่วมกันทำงานทางการเมือง หรือร่วมแข่งขันกันทางการเมือง

ดักคออย่าลากรถถังมาปกป้องนอมินี

ด้านนายณัฎฐ์ บรรทัดฐาน รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่า พล.อ.ประยุทธ์เข้าใจประชาธิปไตยมากน้อยเพียงแค่ไหน ถ้าพรรคการเมืองที่ คสช. หรือ พล.อ.ประยุทธ์สนับสนุน เกิดพ่ายแพ้หรือเพลี่ยงพล้ำบริหารประเทศได้เลวทรามในสายตาประชาชน แต่ยังสนองความต้องการของ คสช.ได้อยู่ จะมีหลักประกันใดยืนยันว่า คสช. จะไม่ลากปืนใหญ่ออกมาเป็นเกราะให้พรรคการเมืองนั้นอยู่ในอำนาจต่อไป

“ตือ” ย้อน คสช.อยู่ยาวเหมาะมั้ย

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวตอบโต้ 6 คำถามของนายกฯ ว่า ไม่ขอมองว่าเป็นคำถามเพื่อต้องการอยู่ต่อหรือไม่ คำถามที่ว่าอยากเห็นพรรคเกิดใหม่หรือไม่ ตนก็อยากเห็นนักการเมืองที่มีคุณภาพ ที่ว่า คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองนั้น ขอให้ลองนึกดูว่า คสช.ในฐานะกุมอำนาจทั้งหมดและอยู่จนมีรัฐบาลชุดใหม่จะเหมาะสมหรือไม่ ส่วนการตั้งรัฐบาลที่ผ่านมานั้น ถ้าทำทุกอย่างเป็นไปตามกติกาถือว่าถูกต้องและมองเรื่องการเคลื่อนไหวของนักการเมือง ไม่ใช่การตำหนิหรือวิจารณ์รัฐบาล แต่ถามถึงความพร้อมของรัฐบาลและ คสช.หลังมีรัฐธรรมนูญ ควรให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการระบอบประชาธิปไตย

“สมชัย” ขย่ม 7 ปม กรธ.ทำล้าหลัง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การร่างกฎหมายของ กรธ.ชุดนี้มีด้านล้าหลัง ไม่เกิดประโยชน์ ไม่สามารถป้องกันทุจริต และทำให้ประชาชนเกิดความยากลำบากในการใช้สิทธิ์ กรธ.อาจปรารถนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี แต่เชื่อมั่นในตนเอง คิดว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นถูกเสมอ จึงทำให้เกิดข้อเสนอที่พิลึกพิลั่นมากมาย 7 ประการ เช่น ให้หมายเลขผู้สมัครของพรรคการเมืองในแต่ละเขตเป็นคนละเบอร์ กำหนดให้วิธีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งต้องใช้บัตร และกำหนดเงื่อนไขปิดกั้นการใช้วิธีการอื่นที่ทันสมัยและสะดวกต่อประชาชน กำหนดวิธีการรับสมัครให้ใช้วิธีการสมัครด้วยตนเองและให้ย้ายสถานที่รับสมัครได้หากเกิดความวุ่นวาย การเพิ่มจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเป็น 1,000 คน ต่อหนึ่งหน่วยเลือกตั้ง เป็นต้น หลักการที่หยิบยกมา ไม่ใช่ประเด็นที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่ขอเสนอแนวคิดบันทึกไว้ หากมีการจัดการเลือกตั้งเกิดขึ้นและเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เพื่อให้ประชาชนรับทราบไว้ว่าปัญหานั้น มาจากผู้ออกแบบ คือ กรธ.ผู้ผ่านกฎหมายคือ สนช.มิใช่ผู้ปฏิบัติคือ กกต.

กกต.เล็งคลอดประกาศล่วงหน้า

ที่สำนักงาน กกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง กล่าวถึงความคืบหน้าการออกระเบียบและประกาศ กกต.ที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า สำนักงาน กกต.เตรียมพร้อมเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วจะนำเข้าที่ประชุม กกต.ในวันที่ 13 พ.ย.เพื่อตรวจดูความเรียบร้อย ก่อนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่จำเป็นต้องรอการปลดล็อกทางการเมืองจาก คสช. เพราะกฎหมายกำหนดให้ กกต.ร่างระเบียบและประกาศต่างๆ ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ ซึ่งจะครบในวันที่ 6 ธ.ค.

ไม่แจ้งเปลี่ยนสมาชิกพรรคสิ้นสภาพ

นายสมชัยกล่าวอีกว่า ตนเป็นห่วงกรอบระยะเวลาให้พรรคการเมืองต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงสมาชิกพรรคให้เสร็จภายใน 90 วัน ต้องแจ้งภายในวันที่ 5 ม.ค. 61 ถ้าทำไม่ได้ตามกรอบเวลา พรรคการเมืองต้องทำหนังสือขอขยายเวลามาที่นายทะเบียนพรรคการเมือง ขยายเวลาได้ไม่เกิน 3 ปี ระหว่างขยายเวลาไม่สามารถส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง และไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ถ้าครบกำหนดเวลาพรรคการเมืองใดไม่สามารถแจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกพรรคได้ กกต.ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้พรรคนั้นสิ้นสภาพไป อยากให้ทุกพรรคระวังเรื่องนี้ให้ดี จึงออกมาเตือนและตอนนี้พรรคการเมืองอาจทำได้เลยโดยไม่ต้องรอการปลดล็อก หรือยกเลิกคำสั่ง คสช. ส่วนคำถาม 6 ข้อของนายกฯ ยังไม่เห็นรายละเอียด น่าจะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เป็นผู้ให้คำตอบจะเหมาะสมกว่า โดยเฉพาะนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. น่าจะเป็นผู้ให้คำตอบได้ดี

“พรเพชร” ลุ้นผู้ท้าชิง กกต.เกิน 25 คน

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.กล่าวถึงการเปิดรับสมัครผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ขณะนี้เหลือเวลา 2 วัน ตั้งเป้าว่าน่าจะมีผู้สมัครเกิน 25 คน อยากได้สัดส่วนผู้สมัครมาจากทุกภาคส่วน ถ้าสุดท้ายมีไม่ถึง 25 คน ต้องประชุมหาทางออกกัน กรรมการสรรหาจะคุยกันให้ได้จำนวนผู้สมัครมากๆ ส่วนที่ผู้สมัครส่วนใหญ่เป็นทนายความนั้น ยังดูไม่ออกว่าจะมีสัดส่วนของอาชีพใดมากกว่ากัน แต่เห็นว่ามีศาสตราจารย์ 1 คน มาสมัครด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาถึงความคืบหน้าการรับสมัครผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็น กกต. ตามที่คณะกรรมการสรรหา ที่มีนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานเปิดรับสมัคร ระหว่างวันที่ 19 ต.ค.-10 พ.ย. ว่า วันที่ 8 พ.ย. มีผู้สมัครมาเพิ่มอีก 5 รายได้แก่ นายยศศักดิ์ โกไศยกานนท์ ทนายความ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดี ม.เทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ว่าที่ ร.ต.อำนวย อุปถัมภ์ ทนายความ นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ทำให้มีผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กกต.จนถึงขณะนี้รวมทั้งหมด 12 คน ยังเหลือเวลารับสมัครอีก 2 วัน

ทีมปฏิรูป ตร.อาจแยกงานสอบสวน

ที่รัฐสภา นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานอนุกรรมการด้านสื่อสารกับสังคม คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) กล่าวถึงความคืบหน้าการปฏิรูปตำรวจว่า ตามที่คณะกรรมการมีข้อสรุปเบื้องต้นให้งานสืบสวนสอบสวนอยู่ด้วยกัน ล่าสุดมีแนวโน้มอาจต้องปรับเปลี่ยน เนื่องจากมีข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มอบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มาประสานงานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ให้ทบทวนแนวทางการแยกภารกิจงานสอบสวนให้ชัดเจน อาจให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ตำรวจ แต่มีความรู้ด้านนิติศาสตร์ และการพิจารณาอรรถคดีมาทำหน้าที่งานสอบสวนได้ ทั้งนี้คณะกรรมการฯจะประสานนายวิษณุมาให้ข้อมูลและรายละเอียดวันที่ 13 พ.ย.เป็นไปได้ว่าจะแยกงานสอบสวนออกเป็นอีกกองบัญชาการต่างหาก ยืนยันว่างานสอบสวนกับงานปราบปรามต้องประสานสอดคล้องกัน

ให้ ก.ตร.แต่งตั้งได้เฉพาะ ผบ.ตร.

นายมานิจกล่าวว่า ส่วนแนวทางแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจนั้น ได้พิจารณาเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้การแต่งตั้งโยกย้ายมีความชัดเจน สอดคล้องกับตามมาตรา 258 (ง) ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายต้องพิจารณาโดยมิให้ผู้ใดก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติงานของตำรวจ กระบวนการแต่งตั้งต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถ หลักอาวุโส เพื่อให้การทำงานเป็นไปโดยอิสระ ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติว่าคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จะมีผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยเป็นตำรวจ และไม่เป็นตำรวจ รวมอยู่ด้วย และ ก.ตร.จะแต่งตั้งได้เฉพาะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ส่วนตำแหน่งอื่นจะพิจารณาในสายบัญชาการของตนเอง แบ่งเป็น 12 สาย อาทิ กองบัญชาการภาค 1-9 ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และจเรตำรวจ อย่างไรก็ตาม จะมีการหารือข้อสรุปอีกครั้งวันที่ 10 พ.ย. เพื่อส่งให้คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น ก่อนสรุปข้อเสนอทั้งหมดส่งให้นายกฯภายในวันที่ 29 ธ.ค.

“บิ๊กเจี๊ยบ”เชื่อมือ “บิ๊กตู่” ปรับ ครม.

อีกเรื่อง ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า สำหรับตนถ้าให้ทำงานก็ทำ ยินดีและตอนนี้ทำมาเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งยาวไปหน่อย ตนเป็นทหาร นายสั่งอะไรพร้อมทำตาม และจะทำจนดีที่สุดถึงวันสุดท้าย เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของนายกฯมองว่า นายกฯสามารถแบ่งระหว่างหน้าที่กับความเป็นเพื่อนอย่างไร พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าวว่า ทหารมีทั้งเพื่อน พี่ น้อง คนรู้จัก การทำงานจะประสบความสำเร็จต้องมีเหตุและผล ต้องว่าไปตามเนื้อผ้าตามสิ่งที่เหมาะสม ถ้ามัวแต่เป็นห่วงกันว่าคนนั้นอยู่คนนี้ไปงานจะไปไม่ได้ การตัดสินใจเป็นสิทธิของนายกฯที่จะพิจารณาและตัดสินใจอย่างดีที่สุด ที่ผ่านมานายกฯมีความทุ่มเทมุ่งมั่นในการทำงาน จึงมั่นใจว่านายกฯจะมองประเทศชาติเป็นหลักไม่ใช่ปรับเพื่อเพื่อน พี่ น้อง หรือใครจะต้องอยู่ ส่วนตนนายกฯไม่ต้องเป็นห่วง

“สุรศักดิ์” เขินย้ายนั่ง คค.แล้วแต่นายกฯ

ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรฯ กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.ที่มีชื่อย้ายไปเป็น รมว.คมนาคม ว่าขึ้นอยู่กับนายกฯในที่ประชุม ครม. วันที่ 7 พ.ย. นายกฯไม่ได้พูดอะไร อยู่ที่กระทรวงปัจจุบัน ตนก็มีงานทำที่ดี วันนี้มีงานมาก ทั้งการแก้ปัญหาขยะทะเล การพัฒนาอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ ล้วนเป็นงานท้าทาย การทวงคืนผืนป่ายังดำเนินการเข้มข้นต่อไป

“วิษณุ” แจงไม่เคยถูกท้วงถือหุ้นเกิน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี ที่มีชื่ออยู่ในข่ายเนื่องจากปัญหาการถือหุ้นในบริษัทเอกชนเกิน 5% ว่า “ผมไม่มีชื่อในสัดส่วนผู้ถือหุ้น และไม่เคยมีหุ้น 1% หรือ 5% ใดๆทั้งสิ้น และไม่เคยถูกใครทักท้วงหรือคัดค้านในประเด็นนี้เลย” เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้เปรยๆ เรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีบ้างหรือยัง นายวิษณุกล่าวว่า ไม่มี ทุกอย่าง นายกฯพูดไปหมดแล้ว ส่วนการที่ รมว.มหาดไทย จะให้ ผวจ.ชลบุรี และ จ.นนทบุรี มาช่วยราชการที่สำนักนายกฯ โดยไม่ขาดจากตำแหน่งว่า กระทรวงมหาดไทยให้เหตุผลกับนายกฯว่าเขาจะได้พิจารณาความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่งว่าจะให้ไปที่ไหนหรือจังหวัดไหน ในที่ประชุม ครม.ไม่มีการเสนอเรื่องนี้เข้ามา ไม่มีการดึงเรื่อง ไม่มีการถอน หรือเปลี่ยนกะทันหันตามที่เป็นข่าว

“วิลาศ” หวดรัฐบาลเลิกหลอกตัวเอง

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการปรับ ครม.ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ใช้คนไม่ถูกกับงานและแก้ปัญหาไม่ตรงจุดที่คัน ล่าสุดให้ใช้ใบเสร็จซื้อของมาหักลดหย่อนภาษีประจำปีกระตุ้นเศรษฐกิจ คนได้ประโยชน์คือ ห้างสรรพสินค้าหรือบริษัทใหญ่ที่มีใบเสร็จและใบกำกับภาษี แต่ร้านโชว์ห่วย ร้านค้าเอสเอ็มอี หรือร้านค้าในชุมชนไม่ได้ประโยชน์ รัฐบาลช่วยใครกันแน่ แม้แต่บัตรคนจนก็ไม่ทั่วถึงไม่เท่าเทียม ร้านค้ามีน้อยแถมจำกัดเวลาเปิดปิดร้านอีก ร้านธงฟ้าที่ร่วมโครงการทำไมราคาสินค้าถึงแพงกว่าร้านค้าโชว์ห่วย รัฐบาล คสช.ควรแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้ก่อนจะคิดโครงการอะไรใหม่เรื่อยๆ อย่าโม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจดี โตขึ้น 4% ตรงตามเป้าหมาย ขอให้ลงไปดูชีวิตชาวบ้าน ร้านค้าขายของจะเจ๊ง จะตายกันหมดแล้ว คนรากหญ้าไม่มีกำลังซื้อ ครม. เอาอะไรมาพูดว่าเศรษฐกิจดี อย่าหลอกตัวเอง ขอให้รับความจริงแล้วรีบแก้ไขให้ตรงจุดจะดีที่สุด

“บิ๊กเต่า” รอ รมต.ใหม่ซื้อเครื่องสแกน

ส่วนกรณีปัญหาการคัดค้านโครงการจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตาแรงงานต่างด้าว ที่ถูกมองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งในคำสั่งย้ายอธิบดีกรมการจัดหางาน จนกระทั่ง พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ลาออกจาก รมว.แรงงาน นั้น พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ กล่าวถึงการที่ได้รับมอบหมายให้รักษาการรมว.แรงงานว่า แค่ทำหน้าที่รักษาการ ทำอะไรมากไม่ได้ ต้องรอรัฐมนตรีใหม่มาดำเนินการ เรื่องการจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตา ไม่ได้คุยในรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้าง แต่มีการพูดกันถึงข้อมูลของเครื่องมือชนิดนี้ว่าแรงงานทางทะเลทำงานหนัก เมื่อเวลาผ่านไปลายนิ้วมือจะเปลี่ยน จำเป็นต้องใช้เครื่องสแกนม่านตา เพราะม่านตาจะไม่เปลี่ยนแปลง เป็นการฟังข้อมูลเอาไว้ ส่วนการตัดสินใจจัดซื้อหรือไม่เป็นเรื่องของ รมว.แรงงานคนต่อไป

คนในย้ำ “วรานนท์” ขวางเลยถูกเด้ง

แหล่งข่าวในกระทรวงแรงงานเปิดเผยถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ระบุจำเป็นต้องจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตาว่าเห็นได้ว่ารัฐบาลมีนโยบายจัดซื้อจริง นายวรานนท์ ปีติวรรณ อดีตอธิบดีกรมการจัดหางาน ที่ถูกมาตรา 44 เด้งไปเป็นรองปลัดกระทรวง เคยคัดค้านเพราะเห็นว่าแรงงานไม่เกี่ยวกับความมั่นคง แต่หลังนายกฯพูดชัดเจน ถ้านายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางานคนใหม่ ชงเรื่องจะทำได้สบายใจขึ้น และงบประมาณเบื้องต้น 120 ล้านที่ตั้งเป็นเพียงการซื้อตัวเครื่องสแกนเก็บข้อมูล ยังไม่รวมระบบตรวจสอบ ที่ต้องให้ต่างประเทศดูแลต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม และนอกจาก “ดร.อ.” แล้ว พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็เห็นไปแนวทางเดียวกันในการประชุมแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ที่จะให้จัดเก็บม่านตาต่างด้าว ถามว่าเก็บข้อมูลแล้วต้องมีซอฟต์แวร์เรียกดูข้อมูลแต่ยังไม่ได้ทำ เครื่องนี้จะมีประโยชน์อะไร อีกทั้งคณะกรรมการที่ คสช.ตั้งขึ้น จะพิสูจน์อัตลักษณ์เฉพาะ 3 สัญชาติ หรือทุกคนที่เข้ามาทำงานในไทย ถ้าดูแค่ลาว กัมพูชา เมียนมา ถือว่าเลือกปฏิบัติหรือไม่

“ไบโอดาต้า” มีปัญหาไม่ได้ใช้งาน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าระบบฐานข้อมูล ไบโอ ดาต้า เก็บลายนิ้วมือและใบหน้าแรงงานต่างด้าว ที่กระทรวงแรงงานจัดซื้อด้วยงบประมาณกว่า 400 ล้านบาท สมัยนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ เป็น รมว.แรงงาน ปี 2554 แต่ไม่ได้ใช้งานนั้น มีการ ตั้งงบไว้ 520 ล้านบาท แต่ถูกปรับลดลงเหลือ 500 ล้านบาท บริษัทที่ผ่านการคัดเลือกเสนอราคา 497 ล้านบาท ในเดือน ก.ย.54 กรมการจัดหางาน (กกจ.) ได้รับอนุมัติงบประมาณ 423 ล้านบาท มีบริษัทผ่านการประกวดราคา 1 บริษัท มีการร้องเรียนความไม่เป็นธรรม แต่ กกจ.ยืนยันโปร่งใส และเร่งทำสัญญาในเดือน ต.ค. เพื่อทำเรื่องไบโอดาต้าในเดือน พ.ย.มีการระบุถึงข้อดีว่าจะลดต้นทุนพิสูจน์สัญชาติได้ 500 บาทต่อคน แต่ก็มีปัญหาไม่มีการใช้งาน จนมีการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ

ดีเอสไอรับจีทูจีข้าวเป็นคดีพิเศษ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯเป็นประธานว่า ที่ประชุมมีมติให้รับคดีเป็นคดีพิเศษ 4 เรื่องคือ 1.กรณีกล่าวหาขบวนการฟอกเงินเกี่ยวกับการทุจริตในการทำธุรกรรมระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กับบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด 2.กรณีกล่าวหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เซนลิสซิ่ง จำกัด มีพฤติกรรมเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนและหลีกเลี่ยงภาษี 3.กรณีบริษัทเอ็ม-แลนดาร์ช จำกัด ร่วมกันฉ้อโกงขายเครื่องตรวจหาสารเสพติดยี่ห้ออัลฟ่า 6 ที่ไม่มีประสิทธิภาพให้กับกรมยุทธการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และ 4.กรณีขบวนการฟอกเงินอันเนื่องมาจากการทุจริตสัญญาระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร้องทุกข์ให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ หลังศาลตัดสินคดีในส่วนของนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง เนื่องจาก ปปง.ดำเนินคดีฟอกเงินในทางแพ่งไป แล้วให้ดีเอสไอดำเนินคดีอาญา

ยันทำคดี “โอ๊ค” พันทุจริตกรุงไทยทัน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าภายหลังดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหานายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้เครือกฤษดามหานคร พ.ต.อ.ไพสิฐตอบว่า เรื่องนี้อยู่ระหว่างรอผู้ถูกกล่าวหานำเอกสารมาชี้แจงเพิ่มเติม เราให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแสดงหลักฐานประกอบการพิจารณา ซึ่งนายพานทองแท้แจ้งว่า จะส่งเอกสารเพิ่มเติมเข้ามาแต่ยังไม่ถึงกำหนดนัด ยืนยันจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในอายุความที่จะสิ้นสุดในกลางปี 2561

อายัดทรัพย์ “เสี่ยเปี๋ยง” เพิ่ม 2 พันล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เผยแพร่คำสั่งคณะกรรมการการธุรกรรม ที่ ย.125/2560 ลงวันที่ 25 ต.ค.2560 เรื่องอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว (เพิ่มเติม) รายกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวกับการทุจริตจากนโยบายการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ และนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง กับพวก (เพิ่มเติม) กรณี บริษัท ทีซี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นผู้ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ 25 รายการ รวมราคาประเมิน 2,300 ล้านบาท พร้อมดอกผลมีกำหนดไม่เกิน 90 วัน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 2542 ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะกรรมการธุรกรรม ได้มีคำสั่ง อายัดทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว รายกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ และเสี่ยเปี๋ยงกับพวก มาแล้ว 9 ครั้ง จำนวน 1,865 รายการ รวมมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกผล