วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดิจิทัลนอแมดส์ ชนเร่ร่อน 2017

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง เฟซบุ๊ก เคยกล่าวไว้ว่า เพราะเขาเล่นเกมและเขียนเกมเล่นเองตั้งแต่เด็ก จึงทำให้กล้าเผชิญหน้ากับเทคโนโลยี เป็นโปรแกรมเมอร์มือฉมัง และในที่สุดเขาก็กลายเป็นเจ้าพ่อโซเชียล มีเดีย ที่คนเกือบทั้งโลกรู้จักเขา

วันนี้เราทั้งหลาย...ต่างอยู่ในยุคโซเชียล มีเดีย หรือสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีทั้งให้คุณและให้โทษ ขึ้นอยู่กับเราจะนำสื่อเหล่านี้ ไปใช้ในทางที่สร้างสรรค์หรือตรงข้าม

ดิจิทัล นอแมดส์ (Digital Nomads) หรือกลุ่มคนที่ชอบเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่ยึดติดกับออฟฟิศ ซึ่งทำงานโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหลัก ขอเพียงแค่ที่ใดมี WIFI ให้บริการ พวกเขาก็ทำงานเพื่อปั๊มเงินได้ทุกที่

วันนี้คนกลุ่มนี้เริ่มมีให้เห็นหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในสังคมไทย และสังคมโลก!!!

เมื่อสองปีก่อน หรือปี 2558 บรรดา “นอแมดส์ชน” ทั้งหลาย ได้จัดอันดับให้ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทย เป็นเมืองที่น่าอยู่ และน่านั่งทำงานแบบชิลๆ อันดับ 2 ของโลก รองมาจาก กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ซึ่งเป็นเมืองที่พวกเขาโหวต ให้เป็นอันดับ 1

รวมทั้งยังจัดให้ เชียงใหม่ ของไทยเป็นเมืองยอดนิยมในอันดับที่ 5 ในสายตาของพวกเขา จากเมืองที่ได้รับการจัดอันดับทั่วโลก รวมทั้งสิ้น 424 เมือง

สักกรินทร์ นิยมศิลป์ ด็อกเตอร์ทางด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง นักวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในผู้เกาะติดเรื่องนี้ บอกว่า

ศตวรรษที่ 21 ที่พวกเราหายใจอยู่นี้ เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ของโลก การแพร่ขยายของเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้การสื่อสารโทรคมนาคม และระบบเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า Smart Devices ช่วยให้คนทั้งโลกสามารถสื่อสารระหว่างกันได้อย่างรุดหน้า

ก่อให้เกิดการทำงานรูปแบบใหม่ ในลักษณะที่ระยะทาง ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานอีกต่อไป

สิ่งที่ตามมาก็คือ รูปแบบการทำงานในลักษณะที่สามารถใช้ชีวิตพเนจรไปตามที่ต่างๆ เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์แบบแท็บเล็ต หรือแล็ปท็อป และมีสัญญาณ WIFI ไม่ว่าที่ใดในโลกนี้ ก็สามารถเนรมิตให้กลายเป็นที่ทำงานได้ทั้งสิ้น

เช่น ริมทุ่งนา กลางสวน บนภูเขา ริมทะเล ในวัด ที่บ้าน ร้านกาแฟ หรือ ตามที่สาธารณะทุกหนแห่ง

สักกรินทร์บอกว่า ดิจิทัล นอแมดส์ นอกจากจะเป็นที่มาอย่างหนึ่งของ “ระบบเศรษฐกิจแบบดิจิทัล” ยังทำให้เกิดการย้ายถิ่นของคน

ผู้ย้ายถิ่นเหล่านั้นอาจอยู่ในคราบของ นักพัฒนาเกม วิศวกร นักเขียน นักข่าว กราฟฟิกดีไซเนอร์ บรรณาธิการสิ่งพิมพ์ออนไลน์ บล็อกเกอร์ แอพโปรแกรมเมอร์ เว็บมาสเตอร์ คนขายของออนไลน์ ครูสอนภาษา และอะไรอีกหลายๆอาชีพ

“คนเหล่านี้ต้องการทำงานในลักษณะที่ยืดหยุ่น สามารถทำงานนอกสถานที่ได้ หลายคนอยากท่องเที่ยวหาประสบการณ์ชีวิตไปด้วย และยังสามารถทำงานหารายได้เลี้ยงตัวไปด้วย”

เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ชาวดิจิทัล นอแมดส์ มักเป็นคนหนุ่มสาวที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย รายได้จึงยังไม่สูงนัก จึงต้องการหาทางลดค่าใช้จ่ายประจำลง ด้วยการย้ายถิ่นไปทำงานตามเมืองที่มีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเช่าบ้าน และค่าครองชีพถูก แต่ยังสามารถทำงานออนไลน์ ที่มีรายได้เท่าเดิม

“บางทีคนเหล่านี้มักย้ายถิ่นฐานชั่วคราวไปยังประเทศต่างๆ เพื่อทำงานและท่องเที่ยวเป็นระยะเวลาหนึ่ง บางทีอาจนานครึ่งปี หรือเป็นปี หรืออาจสองปี ก่อนจะย้ายถิ่นไปยังที่อื่นๆอีก เช่น ไปอยู่ที่เวียดนามสักระยะ แล้วย้ายไปกรุงปราก ประเทศเช็ก จากนั้นก็ย้อนกลับไปอยู่ที่บาหลีของอินโดนีเซีย เป็นต้น”

สักกรินทร์บอกว่า คนเหล่านี้มีพฤติกรรมย้ายถิ่นคล้ายกับ “ชนเผ่าเร่ร่อนสมัยโบราณ” (Nomads) ที่เคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อหาอาหารให้แก่ฝูงปศุสัตว์ของตน

เพียงแต่ “ชาวดิจิทัล นอแมดส์” ยุคนี้ มักมุ่งหน้าไปยังประเทศแถบยุโรปตะวันออก เอเชียตะวันออก เอเชียอาคเนย์ และละตินอเมริกา ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม หรือมีอารยธรรม จารีตประเพณีที่น่าสนใจ แต่มีระบบโทรคมนาคมที่ทันสมัย และค่าครองชีพถูกกว่าประเทศตะวันตกอื่นๆ

มีข้อสังเกตอีกอย่าง คนเหล่านี้นิยมทำงานตามสถานที่ซึ่งมีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้บริการ และมีชุมชนของพวกเขาตั้งอยู่ เพื่อสร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ในการพัฒนาธุรกิจของตน

ซึ่งประเทศไทยก็เป็นประเทศปลายทางประเทศหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นลำดับต้นของโลก สำหรับชาวดิจิทัล นอแมดส์ โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และ ภูเก็ต

ที่ผ่านมาเชียงใหม่เคยได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองปลายทางอันดับหนึ่งของโลกสำหรับชาวดิจิทัล นอแมดส์ มาแล้วหลายครั้ง แต่โชคไม่ดีที่เชียงใหม่เกิดปัญหาเรื่องหมอกควันบ่อย ทำให้ช่วงหลังๆเมืองอื่นของโลกได้รับคะแนนสูงกว่า

ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2560 กรุงเทพมหานคร ได้รับการจัดอันดับจากชาวดิจิทัล นอแมดส์ ให้ติดอันดับที่ 3 ของโลก ส่วนเชียงใหม่ติดอันดับที่ 5

การที่เมืองไทยมีค่าครองชีพต่ำ เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ ทั้งค่าอาหาร ค่าที่พัก แถมยังมีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในระดับดีทัดเทียมประเทศตะวันตก เป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย มีอากาศอบอุ่น รวมทั้งเป็นศูนย์กลางและทางผ่านสามารถเดินทางต่อไปยังประเทศต่างๆได้โดยสะดวก

นอกจากนี้ ทั้งกรุงเทพฯและเชียงใหม่ยังมี co-working spaces หรือพื้นที่เปิดให้นั่งทำงานร่วมกันระดับเยี่ยมเป็นจำนวนมาก รวมทั้งกรุงเทพฯและเชียงใหม่ก็มีชุมชนชาวดิจิทัล นอแมดส์ จำนวนมากด้วยเช่นกัน

เช่น ที่เชียงใหม่ สักกรินทร์คาดว่าน่าจะมีชาวดิจิทัล นอแมดส์ ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ส่วน กทม.น่าจะมีมากกว่านั้นหลายเท่า อีกทั้งยังมีชมรมและสมาคมหลายแห่งที่จัดกิจกรรมด้านสังคม เพื่อชาวดิจิทัล นอแมดส์ โดยเฉพาะ

เขาจึงคาดว่า แนวโน้มการย้ายถิ่นของชาวดิจิทัล นอแมดส์ เข้าสู่ประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนชาวดิจิทัล นอแมดส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก.