วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ระวังประโยชน์ทับซ้อน

พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ และ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ยังดำเนินต่อไป เนื่องจากทั้งสองอยู่ในระหว่างถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบกรณีถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จึงเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน

แต่ระดับผู้นำรัฐบาลต่างกระโดด “อุ้ม” พล.ต.อ.พัชรวาท ซึ่งเป็นน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้ทรงอำนาจในรัฐบาล คสช. พล.อ.ประวิตรอ้างว่า เหตุที่ถูกโจมตีเพราะนามสกุลวงษ์สุวรรณ ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย บอกว่าเรื่องนี้ “ไม่เป็นสาระอะไรในสังคม” เพราะ กมธ.แค่ 2 ใน 35 เสียง จะทำอะไรได้

แต่ฝ่ายที่เห็นต่างมองว่า 2 เสียงก็อาจแก้ไขสาระสำคัญของร่างกฎหมายได้ หากมีผู้มีอำนาจหนุนหลัง เช่น อาจแก้ไขร่างกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 178 ในบท เฉพาะกาลให้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช. อีก 6 คน อยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระ แม้ว่ากรรมการถึง 7 คน ขาดคุณสมบัติ

รายงานข่าวระบุว่า กรรมการ ป.ป.ช. ปัจจุบัน 9 คน มีคุณสมบัติถูกต้องตามรัฐธรรมนูญใหม่เพียง 2 คน สามารถอยู่จนครบวาระ ส่วนอีก 7 คน ขาดคุณสมบัติ นั่นก็คือ ประธาน ป.ป.ช. เคยเป็นรองเลขาธิการของ พล.อ.ประวิตร เป็นข้าราชการการเมือง และพ้นจากตำแหน่งไม่ถึง 10 ปี กรรมการอีก 6 คน เคยเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับอธิบดีไม่ถึง 5 ปี

หากผู้มีอำนาจต้องการให้กรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน อยู่ในตำแหน่งต่อไป อาจทำได้ด้วยการให้ กมธ.แก้ไขบทเฉพาะกาลมาตรา 178 โดยใช้เสียงข้างมากหักดิบ แต่อาจกลายเป็นปัญหาการเมือง เพราะอาจถูกโจมตีว่ามีการใช้อำนาจการเมืองแทรกแซงการดำรงตำแหน่งขององค์กรอิสระ เป็นการแก้ไขกฎหมายเพื่อตนเอง และอาจจะขัดต่อกฎหมายสูงสุด คือ รัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติที่สำคัญของ ป.ป.ช. ไว้ว่า ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม เคยเป็นข้าราชการการเมือง และพ้นจากตำแหน่งไม่ถึง 10 ปี หรือต้องเคยเป็นข้าราชการระดับอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการเทียบเท่ามาไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ถ้ามีการแก้ไขให้ผู้ที่มีลักษณะต้องห้าม และผู้ขาดคุณสมบัติอยู่ต่อไป จะขัดรัฐ-ธรรมนูญหรือไม่

เรื่องนี้อาจบานปลายเป็นเรื่องใหญ่ ในทางการเมือง อาจถูกกล่าวหาการเมืองเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระ และยังมีองค์กรอิสระอื่นๆที่จะต้องมีการสรรหา และแต่งตั้งใหม่ หากถูกการเมืองแทรกแซง เท่ากับการทำลายระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเป็นเสาหลักหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ทำลายประชาธิปไตย และทำให้ชาติเสียหาย.