วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จักรทิพย์นิ่ง ยังไม่ออก มีข่าวคั่วรมต.

อนุพงษ์โต้ข่าวฉาว มีเมียน้อย-ลูกเล็ก

“บิ๊กตู่” ฉุนจ้องราวีทหารพ้น ครม. ข้องใจ รังเกียจอะไรนักหนา แจงปรับ ครม.งวดนี้ยึดเกณฑ์ผลงานความเหมาะสมตามสถานการณ์ ชี้ “บิ๊กฉัตร” คือเพื่อนไม่ใช่กล่องดวงใจ จะปรับหรือไม่ก็ต้องวัดที่ผลงานเหมือนกัน ลั่นปรับ ครม.ไม่ทำเสียของ โบ้ยถ้าปรับแล้วไม่ดีขึ้นต้องโทษระบบผิดเพี้ยน ลือกระหึ่ม

“จักรทิพย์” ไขก๊อก ผบ.ตร.จ่อนั่งเก้าอี้ รมต. เจ้าตัวยันยังไม่ยื่นใบลาออก เผยดึง “บิ๊กแป๊ะ” นั่งกระทรวงสังคม แต่ยังยื้อตั้งแง่ขอนั่งมั่นคง ลุ้นเก้าอี้ ยธ.-มท. ด้าน ปชป.ชี้เรื่องธรรมดาทหารตั้งพรรค แฉพลัง–ชาติไทยลงพื้นที่เป็นปีแล้ว นายกฯประกาศยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง หวั่นขัดแย้งปะทุ แย้มรอ ก.ม.ลูกเสร็จ ได้ กกต.ใหม่ก่อน ยันพร้อมแก้ ก.ม.ขยายเวลาให้พรรคการเมือง “บิ๊กป๊อก” โยก ผวจ. ชลบุรี-นนทบุรี ช่วยราชการสำนักนายกฯแทน หวั่นไปที่ใหม่ซ้ำรอยที่เก่า โต้มีเมียน้อยพ่วงลูกเล็ก ยันทำหมันมาแล้ว 20 ปี ป.ป.ช.ชี้มูลไฟประดับ กทม. 39 ล้าน ผิดชัดซูเอี๋ยเอกชน ฟันวินัย-อาญา 4 ขรก. สั่งซื้อแล้วเครื่องสแกนม่านตา นายกฯระบุราคาไม่แพง เหมาะใช้ระยะยาว

กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง หลังเริ่มมีความเคลื่อนไหวจริงจัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มพิจารณารายชื่อ ครม.ชุดใหม่แล้ว ล่าสุดนายกฯระบุว่าจะปรับ ครม. โดยยึดหลักความเหมาะสมของสถานการณ์ และให้การทำงานต่อเนื่อง

นายกฯฉุนปรับ ครม.จ้องเกลียดทหาร

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. เวลา 14.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า การปรับ ครม.ก็เป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่จะบริหารงาน บริหารราชการในลักษณะทางการเมืองและข้าราชการการเมือง ซึ่งวันนี้เราทำหน้าที่ตรงนี้อยู่ ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่จะปรับลดโควตารัฐมนตรีที่มาจากทหาร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมาเกลียดทหาร ที่ผ่านมาในช่วงแรกๆ อยากถามว่าใครเป็นคนทำ ช่วงแรกที่ยังไม่มีพลเรือนไม่มีใครเข้ามาแล้วใครเป็นคนทำงาน กี่เดือน กี่ปี ก่อนที่จะมี ครม.ใครเขาทำ ไม่รู้จะรังเกียจทหารอะไรกันนักหนา เขาก็ ทำหน้าที่ ทำทุกอย่างเริ่มต้นไว้ให้แล้ว วันนี้ถ้าจำเป็นก็ปรับแค่นั้นเอง ยืนยันว่าไม่มีโควตาอะไรทั้งสิ้น ไม่มีคำว่าโควตาทหาร ตำรวจ พลเรือน อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์เอาคนนั้นคนนี้เข้ามา จะเอา ผบ.ตร.บ้าง คนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง ไปคิดอะไรกันนักหนา ผมคงไม่ใช้วิธีการนั้นในการปรับ ครม. รัฐบาล คสช. และผมมีหน้าที่ในการดำเนินการไปตามเจตนารมณ์ของ คสช. ในการเข้ามาตั้งแต่ปี 2557 ว่าเราจะต้องทำอย่างไรให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย มีความมั่นคง มีเสถียรภาพ นำไปสู่การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนของรัฐบาลชุดนี้จะขึ้นอยู่ที่ผลงาน ยืนยันว่าทุกคนไม่มีข้อบกพร่อง แต่อาจจะไม่ถูกใจทั้งหมด”

“บิ๊กฉัตร” ไม่ใช่กล่องดวงใจกล่องเงิน

“การทำงานบางครั้ง อาจมีการกล่าวว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นกล่องดวงใจของนายกฯ ยืนยันว่ากล่องดวงใจผมมีเพียงครอบครัวของผม นอกนั้นคือเพื่อน เพื่อนร่วมงาน ก็เป็นธรรมดา ทุกคนก็มีเพื่อน ทุกคนก็มีด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็ต้องมีลิมิต มีการขีดเส้นของผมว่าจะวางตัวอย่างไรกับเพื่อน กับผู้ร่วมงาน รัฐมนตรี ซึ่งที่ผ่านมาบอกมาตลอดว่างานก็คืองาน ส่วนตัวก็คือส่วนตัว ผมไม่เคยเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับงาน ดังนั้น ก็ต้องไปดูว่าผลงานที่เขาทำมามีอะไรบ้าง ใครเข้ามาเป็น รมว.เกษตรฯ ก็โดนทุกที แม้กระทั่งนักการเมือง เข้ามานั่งที่กระทรวงเกษตรฯก็ถูกจับตาทุกครั้งไป แต่ถ้าให้เงินกับประชาชนเต็มที่จะผิดหรือถูกก็ไม่ว่า มักจะได้รับคำชม ผมไม่เข้าใจว่าสังคมเป็นอะไรกัน แต่ผมไม่โมโหสื่อ ต้องทำความเข้าใจให้มากขึ้น ขอร้องว่าอย่าใช้คำว่ากล่องดวงใจ เป็นกล่องเงินของผม ไม่มี ผมทำของผมเองได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ถ้าปรับแล้วไม่ดีคือระบบเพี้ยน

นายกฯกล่าวด้วยว่า หลักเกณฑ์ในการปรับ ครม. ยึดเรื่องของความเหมาะสมของสถานการณ์ ทำให้เกิดการปฏิรูป เดินหน้ายุทธศาสตร์ไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นทุกคนจะบอกว่าทุกอย่างที่ทำมามันเสียของ เป็นสิ่งที่ตนคิดอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เสียของ ทำอย่างไรงานด้านโครงสร้างจะต่อเนื่อง ทำอย่างไรการช่วยเหลือประชาชนจะได้มากขึ้น และใช้งบ ประมาณอย่างถูกต้อง จะเห็นได้ว่ารัฐบาลชุดนี้มีการ ปรับเปลี่ยนแก้ไขการใช้งบประมาณทั้งหมด เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ขอร้องว่าอย่าเอามาพัวพันกับการทุจริต เรื่องการทุจริตก็ต้องไปสอบสวน ติดตาม อย่าไปเอาข่าวในโซเชียลมีเดียมาพูดกันเป็นตุเป็นตะ ตนก็รับฟังเสียงของประชาชนด้วย แต่ยืนยันว่าไม่ได้ปรับเพราะเชื่อไปตามโซเชียลมีเดีย ก็รอดูก็แล้วกันว่าปรับแล้วมันจะดีขึ้นหรือไม่ ถ้ามันไม่ดีขึ้นก็แสดงว่าไม่ได้อยู่ที่คน อยู่ที่ระบบ เราต้อง แก้ไขระบบที่มันผิดเพี้ยน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมายาวนาน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่าย

ผบ.ตร.แค่ออกจากบอร์ดบินไทย

ต่อข้อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ลาออก นายกฯตอบว่า ไม่รู้ ไม่ได้ยิน ใครออก เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ผบ.ตร.ลาออก นายกฯจึงตอบว่า เขาลาออกจากการเป็นบอร์ด บริษัทการบินไทยเท่านั้น

เพิ่งเคยได้ยิน “กลุ่มพลังชาติไทย”

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวกลุ่มพลังชาติไทยเคลื่อนไหวอาจมีความเกี่ยวข้องกับ คสช. พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เพิ่งเคยได้ยินชื่อ ตนไม่จำเป็นต้องไปพึ่งเขา ฉะนั้นเขาจะแอบอ้างอะไร ได้ให้กระทรวงกลาโหมไปตรวจสอบดูแล้ว เขาเคยเป็นข้าราชการทหารในกระทรวงกลาโหม เป็นนายทหารพระธรรมนูญ ซึ่งไม่มีบทบาท ตนไม่รู้จักด้วยซ้ำไป ถ้าจะมาอ้างว่าทำพรรคเพื่อ คสช. ไม่จำเป็นหรอก พรรค คสช.ไม่มี วันนี้มีพรรคหลายพรรค ทั้งจดทะเบียนใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ เราต้องให้ประชาชนมีทางเลือก อย่าไปส่งเสริมสนับสนุนเดิมๆอยู่ตลอดไป แล้วมันก็จะพันอยู่แบบเดิมๆ ก็สุดแล้วแต่ประชาชนจะเลือก เรื่องนี้กำลังให้ติดตามดูอยู่ ผิดถูกตรงไหน การกล่าวอ้างเป็นอย่างไร มีการจัดตั้งมูลนิธิจิตอาสาช่วย คสช. ยืนยันว่าไม่มี จิตอาสามีอยู่แล้วในระบบ รู้กันอยู่แล้ว พวกอ้างกันเรื่อยเปื่อยไป ผิดทั้งนั้น

กั๊กยังไม่คิดตั้งพรรคในตอนนี้

“รัฐบาลจะทำอะไรต่อไปหรือผมจะทำอะไรต่อไป เป็นเรื่องที่ผมต้องพิจารณาด้วยวิจารณญาณของผมว่าจะวางบทบาทอย่างไร วันนี้ก็ไปถามรัฐมนตรีกลาโหมอีกว่าจะตั้งพรรคหรือไม่ตั้ง ไม่ต้องไปถาม วันนี้ยังไม่ได้ตั้งก็คือยังไม่ได้ตั้ง ก็แค่นั้นเอง ไม่ใช่พอวันนี้ไม่ตั้ง ก็ถามอีกว่าวันหน้าจะไม่ตั้งใช่ไหม ก็ไปอีกไม่มีจบ ถามแบบนี้ถามไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่อยู่อย่างนี้ พันกันไปมา แล้วคนก็มาแสวงประโยชน์ เรื่อง คสช.ตั้งพรรคการเมืองยังไม่ได้คิดตอนนี้ ดูสถานการณ์ไปก่อน มีเวลาอีกตั้งปี วันนี้บ้านเมืองต้องการความสงบ เดินหน้าปฏิรูปในระยะที่ 2 ให้ได้เพื่อส่งต่อรัฐบาลเลือกตั้ง และรัฐบาลเลือกตั้งในวันข้างหน้าก็เป็นรัฐบาลที่เป็นพรรคการเมืองทั้งนั้น ใครไม่ใช่นักการเมืองจะเข้ามาได้อย่างไร คิดตรงนั้นสิ กฎหมายมีอยู่แล้ว จะมาเขียนว่าเอื้อประโยชน์อะไรให้กับผม ไม่เห็นจะได้หรือเสียประโยชน์อะไรสักอย่าง ประชาชนต้องมีหลักคิด มีภูมิคุ้มกันเรื่องการเมืองให้ดี อย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ สิ่งที่ผมพูดจะเชื่อหรือเปล่าก็บังคับกันไม่ได้ แต่ผมมีความจริงใจให้กับท่าน ใน 3 ปีที่ผ่านมาผมก็ทำงานมาเยอะแยะ ไม่ได้คิดเรื่องได้อำนาจเสียอำนาจ หรือคำว่าโควตาทหาร โควตาการเมือง พรรคการเมือง พรรคทหาร เลิกได้แล้ว”

ทิ้งปมประชาชนต้องมีทางเลือก

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตถึงกระแสข่าวคสช.จะตั้งพรรคการเมือง เพื่อต้องการลดขนาดพรรคเพื่อไทย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ตนจะไปลดขนาดใครได้ เป็นเรื่องที่ประชาชนจะเลือก จะตั้งพรรคหรือไม่ตั้งประชาชนเป็นคนเลือก จะเลือกใครก็แล้วแต่ วันนี้ต้องมีทางเลือกให้ประชาชนหรือเปล่า คือสิ่งที่ต้องพิจารณากันต่อไป ถ้าไม่มีทางเลือกไม่รู้จะเลือกใคร แล้วจะอย่างไรก็ไปคิดกันมาแล้วกัน ช่วยแนะนำทางออกให้ตนหน่อยว่าควรทำตัวอย่างไร เมื่อถามว่า จะต้องมีปัจจัยอะไรที่ คสช.ต้องตั้งพรรคการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่รู้ ยังไม่ได้คิด เมื่อกี๊พูดไปแล้วประเมินเอา

ขอสื่ออย่ากระพือข่าวลือโซเชียล

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า การเสนอข่าวบางครั้งก็มาจากคำเล่าลือ คำกล่าวอ้างหรือโซเชียลมีเดียบ้าง เมื่อวันที่ 6 พ.ย. มีอดีตนักการเมืองออกมาพูดว่าข้อมูลได้มาจากสื่อเรื่องการตั้งพรรคการเมืองทหารโดย คสช. กลุ่มพลังชาติไทยถามว่ามาจากไหนก็บอกว่าได้มาจากสื่ออย่างนี้มันไม่ได้ วันหน้าต้องช่วยกันระวัง เรื่องการใช้โซเชียลมีเดียปลุกปั่นระดมคนสนับสนุนเงินทอง ต่างประเทศกำลังมีปัญหาทั้งหมด อย่าไปมองว่ารัฐบาลปิดกั้น ถ้าปิดกั้นตนปิดกั้นไปตั้งนานแล้ว ช่วยลดๆกันหน่อย คำหยาบคาย เสื่อมเสียศีลธรรม คำเหล่านี้มันมีอยู่ในเว็บไซต์ ในเฟซบุ๊กทั้งนั้น ขอให้สื่อเป็นสื่อที่มีคุณภาพคำนึงถึงประเทศชาติและประชาชน ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นหลัก ช่วยกันนำพาประเทศชาติไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่ามามองงานการเมืองอย่างเดียว อะไรที่เป็นเจตนาบริสุทธิ์ตนก็รับได้ ไม่บริสุทธิ์ดูก็รู้ ตนไม่ใช่ศัตรูของสื่อ ขอให้ทำเพื่อชาติบ้านเมืองก็แล้วกัน ไม่ต้องทำเพื่อตนหรือ คสช.

“บิ๊กฉัตร” ปัดอยากพักสื่อเขียนกันเอง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีระบุอยากพัก หลังมีกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ไม่ได้เป็นแบบนั้น ตนไม่ได้ให้สัมภาษณ์แบบนั้น ไปเขียน กันเอง เพราะสื่อถามตนเลยตอบว่า ถ้าถูกปรับออกจะให้ตนทำอย่างไร ความจริงเรื่องการปรับ ครม.เป็นเรื่องของนายกฯ คนอื่นไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเกี่ยว ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯได้สอบถามเรื่องดังกล่าวหรือไม่ พล.อ. ฉัตรชัยตอบว่า ยังไม่ได้พบ เรื่องการปรับ ครม.ถ้าถามตนหรือใครไม่มีใครตอบได้ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของนายกฯ เมื่อถามว่า ที่สื่อสอบถามท่าน เพราะเห็นเป็นเพื่อนกับนายกฯ พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า เวลาทำงาน นายกฯไม่มีคำว่าเพื่อน เป็นเพื่อนกันนอกเวลางาน เป็นแบบนี้ตั้งแต่อยู่ในกองทัพแล้ว เมื่อถามย้ำว่า ในฐานะเพื่อนคิดว่า นายกฯกล้าเอาทหารออกจาก ครม.หรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ไม่ทราบ ขอให้ถามนายกฯดีกว่า ซึ่งเช้ามาเห็นข่าวตกใจ ตอนนี้ดังอยู่แล้ว ยิ่งดังหนักขึ้น ตนไม่ได้อยากพัก แค่บอกว่าถ้านายกฯให้ทำงานก็ทำ ถ้าให้หยุดก็หยุด

ข่าวลือ “จักรทิพย์” ยังกระฉ่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า หลังมีกระแสข่าวการทาบทามให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำ กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง และยังมีกระแสข่าวออกมาอีกว่า ผบ.ตร.ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการแล้ว โดยมีข่าวออกมาประมาณ 2 สัปดาห์ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งของ ผบ.ตร. อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวลือมากมาย แต่ ผบ.ตร.ก็ยังคงปฏิบัติภารกิจตามปกติ โดยช่วงเช้าเดินทางไปประชุม คสช. ที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นช่วงบ่ายเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนถึงเวลา 15.00 น. ผบ.ตร. จึงเดินทางไปปฏิบัติราชการข้างนอก ในส่วนของรอง ผบ.ตร.คนอื่นๆ ไม่พบความเคลื่อนไหว ยังปฏิบัติภารกิจตามปกติเช่นเดียวกัน จะมีเพียงแต่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ที่มีการเคลื่อนไหวเข้าออกสำนักงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจมากจนผิดปกติ ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย.

“จักรทิพย์” ยันไม่ได้ยื่นลาออก

เวลา 14.30 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์เปิดเผยว่า ยืนยันว่าไม่ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ตามที่มีกระแสข่าวตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา รวมทั้งไม่มีการทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใด ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ผบ.ตร. สำหรับการเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงเช้าเป็นการเข้าประชุมร่วมกับ คสช.ตามปกติ ยืนยันไม่หวั่นไหวกับกระแสข่าว ส่วนตัวก็ประหลาดใจต่อกระแสข่าวลือดังกล่าว

เผยเจ้าตัวขอเก้าอี้ ยธ.-มท.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับ ครม.ครั้งนี้ รัฐบาลได้ทาบทาม พล.ต.อ.จักรทิพย์ให้มาดำรงตำแหน่งกระทรวงด้านสังคม อาทิ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ปรากฏว่าเจ้าตัวไม่ตอบรับ เนื่องจากต้องการไปนั่งกระทรวงด้านความมั่นคงมากกว่า เช่น รมว.ยุติธรรม หรือ รมช.มหาดไทย จึงทำให้ยังไม่ลงตัว

“บิ๊กป้อม” ปัดตอบเหตุผลตั้งพรรค

เมื่อเวลา 14.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงกรณีเหตุผลที่จำเป็นที่จะทำให้ คสช.ตั้งพรรคการเมือง กล่าวเพียงว่า “ไม่มี” เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงการปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมว่าที่ประชุม คสช.ได้พิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรปฏิเสธตอบคำถามนี้ ระบุว่า “ไม่มี”

“มีชัย” ไม่รู้ไม่เห็น คสช.ตั้งพรรค

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว คสช.เตรียมตั้งพรรคการเมืองว่า กลุ่มที่ตนไปเที่ยวเมืองจีน มักไปเที่ยวกันปกติ ตนไม่รู้เรื่อง ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองกัน บางคนก็เลิกเล่นการเมืองไปแล้ว เป็นข่าวลือ คิดกันไปเอง ไปอุปโลกน์ใครขึ้นมา พลตรีอะไรนั่นเขาก็ปฏิเสธแล้ว ส่วนการตั้งพรรคการเมือง สำหรับคนที่เป็นรัฐมนตรีตอนนี้สามารถทำได้ ไม่มีอะไรห้าม แต่ถ้าจะลง ส.ส.นั้น ตามรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาลกำหนดให้คนที่ดำรงตำแหน่งใน คสช. ครม. และ สนช. ต้องลาออกภายใน 90 วัน นับจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ตอนนี้เลยกำหนดมาแล้ว ส่วน กรธ.ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2 ปี ที่มองว่าหลังรัฐประหารต้องตั้งพรรคการเมือง เพื่อระวังเมื่อลงจากหลังเสือเป็นเพียงความคิดเห็น จะให้บอกว่าควรหรือไม่ควรคงตอบไม่ได้ เพราะไม่เคยทำ ซึ่งก็ไม่จำเป็น เมื่อทำงานเสร็จก็กลับบ้านได้

ส่ง ก.ม.ลูก 2 ฉบับสุดท้าย 28 พ.ย.

นายมีชัยกล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น เบื้องต้นกฎหมาย ส.ว.เสร็จแล้ว กำลังดูกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.อยู่ เห็นว่าจะปล่อยกฎหมาย ส.ว.ไปก่อนไม่ได้ เพราะหลายส่วนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน เช่น กลไกจัดการเลือกตั้ง บทลงโทษสำหรับคนทำผิด ที่แม้ ส.ว.จะให้เลือกไขว้ และ ส.ส.ให้เลือกตรง แต่กลโกงอาจมีความใกล้เคียงทับซ้อนกัน จึงคาดว่าจะส่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาพร้อมกันในวันที่ 28 พ.ย.นี้ เผื่อมีการแก้ไขจะได้ไม่ขัดแย้งกัน พร้อมทั้งมีแนวคิดจะหารือกับ สนช.ถึงความเป็นไปได้ในการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ชุดเดียวกัน เพื่อพิจารณากฎหมายทั้ง 2 ฉบับ แล้วใช้การตั้งอนุ กมธ.ช่วยดูจะได้คุยกันง่ายขึ้น

“นิพิฏฐ์” ชี้เรื่องธรรมดาทหารตั้งพรรค

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุถ้ามีความจำเป็น คสช.อาจตั้งพรรคการเมืองว่า อย่าตื่นเต้นเลย หากทหารจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา เพราะมันเป็นปรากฏการณ์ “แสนธรรมดา” สำหรับการเมืองไทย ไม่มีครั้งไหนที่หลังการยึดอำนาจแล้วทหารจะไม่ตั้งพรรค โดยจะมีคนกลุ่มหนึ่งตื่นเต้น ดีใจ เอาใจช่วยจนออกหน้าออกตาทุกครั้ง อย่างไรก็ตามมองว่าเป็นเรื่องดีหากทหารจะตั้งพรรค หรือคนที่จะตั้งพรรคเพื่อสนับสนุนทหาร ขอให้มาลงแข่งขันทำความดีต่อประชาชน ต่อประเทศชาติ ขอให้เปิดเผย เพราะพรรคการเมืองไม่ใช่ซ่องโจรที่ต้องแอบทำ ประกาศให้ชัดเจนไปเลยอย่าลับๆ ล่อๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคือ สังคมไทยไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ พรรคเหล่านี้ไม่เคยอยู่ยาว ถ้าเรามีพื้นฐาน มีภูมิความรู้ทางประวัติศาสตร์ก็จะมองออก จึงเตือนประชาชนว่าอย่าตื่นเต้น เพราะไม่กล้าเตือนรัฐบาล เรากำลังเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์เป็นวงกลม ไม่เดินไปข้างหน้า ถ้าเรียนรู้และจดจำเราจะเดินไปไกลกว่านี้มากแล้ว

แฉพลังชาติไทยทำพื้นที่เป็นปีแล้ว

นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า ส่วนที่ พล.อ.ประวิตรปฏิเสธว่า คสช.ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคพลังชาติไทย ที่มีข่าวว่า พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ เป็นหัวหน้าพรรคนั้น พรรคนี้ได้ลงพื้นที่ภาคใต้มานานร่วมปีแล้ว ตั้งทีมประสานงานอยู่ที่ จ.พัทลุง และคัดเลือกคนที่จะลงสมัคร ส.ส.พัทลุง ครบทั้ง 3 เขต เช่นเดียวกับจังหวัดอื่นในภาคใต้ เพื่อนอดีต ส.ส.หลายคนบอกตรงกันว่าเป็นพรรคพลังชาติไทย ตนเข้าใจว่าเป็นพรรคที่สนับสนุนทหารเดินหาเสียง มีการเปิดตัวอย่างเปิดเผย แม้แต่ในภาคอีสานก็เช่นกัน โดยผู้สมัครส่วนใหญ่เป็นอดีตนักการเมืองท้องถิ่น และข้าราชการเกษียณอายุราชการ ตรงกับข้อเท็จจริงที่ตนเคยให้ข่าวไปก่อนหน้านี้ เราจึงไม่แปลกใจ เพราะรู้ว่าทหารตั้งพรรคแน่

“บิ๊กตู่” ยังไม่ปลดล็อก–รอ ก.ม.ลูก

ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้นั้นเมื่อเวลา 14.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม คสช.ได้พิจารณา และประเมินสถานการณ์จัดทำเอกสารแจกสื่อ โดยตนเน้นให้พิจารณาประเมินสถานการณ์เป็นระยะๆ วันนี้ คสช.ก็ได้ประเมินสถานการณ์ให้เห็น ยังมีปัญหาหลายประการด้วยกัน เรื่องนี้ทุกคนต้องช่วยกัน เพราะการเดินหน้าตามโรดแม็ปสำคัญที่สุด คำว่าโรดแม็ปของตนคือ กฎหมายต่างๆต้องสมบูรณ์ เรียบร้อย โดยเฉพาะกฎหมายลูก ตนไปบังคับไม่ได้ เป็นเรื่องของ กรธ. สนช.ที่จะพิจารณา ถ้าสั่งได้ คงไม่เป็นแบบนี้ คงไม่มีปัญหาทักท้วงอะไรมากมาย ส่วนที่เกรงว่าถ้าปลดล็อกการเมืองช้า พรรคการเมืองจะเตรียมการจัดตั้งพรรคไม่ทันภายในเวลาที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดนั้น บอกแล้วว่าปัญหาอยู่ที่กฎหมายลูก เรื่องใดก็ตามที่เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต้องทำ คงไม่ปล่อยให้ทำไม่ทัน ตนมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการขยายระยะเวลาอะไรต่างๆให้ทำให้ทัน มีอำนาจอยู่ตรงนี้ อย่าลืม วันนี้เป็นการทำงานร่วมกัน ทั้ง คสช.-ครม.-สนช.-กรธ. และ กกต. ซึ่ง กกต.ก็ยังไม่เรียบร้อย นั่นคือประเด็น

หวั่นไม่สงบความขัดแย้งหวนคืน

“ในที่ประชุมมีหลายเรื่องที่สั่งการไป ก็ขอให้ ทุกคนพยายามรักษาสถานการณ์ความสงบเรียบร้อยในช่วง 1 ปีที่เหลืออยู่นี้ ถ้าเราทำตรงนี้ให้สงบไม่ได้ มันต้องมีการคาดการณ์ในอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก่อนการเลือกตั้ง หลังการเลือกตั้ง มีรัฐบาลแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ลองคิดแบบนี้กันดู มันจะกลับมาอีกหรือไม่ ความขัดแย้งอะไรต่างๆให้ท่านกังวลกับผมด้วย ไม่ใช่ว่าทุกคนสุมไฟกันไปมา สุมให้มันลุก ไปเรื่อยๆ แล้วมาให้ผมทำให้สงบ ผมจะมีอะไรทำล่ะ นอกจากบังคับใช้กฎหมาย คงไม่มีอะไรทำได้ ที่ผ่านมา บางทีกฎหมายก็ทำไม่ได้ นั่นคือปัญหาของประเทศไทย ขอร้องเถอะอย่าให้สิ่งที่เราพยายามทำกันมา 3 ปี ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง นั่นคือสิ่งที่ผมเป็นห่วง” นายกฯกล่าว

คสช.ชี้สถานการณ์ยังไม่เรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้เจ้าหน้าที่นำเอกสารสรุปการหารือของ คสช.แจกให้ ผู้สื่อข่าว เนื้อหาระบุว่า คสช.ได้พิจารณาประเมินสถานการณ์มาเป็นระยะ ความเห็นในขณะนี้สถานการณ์ยังไม่เรียบร้อย บ้านเมืองยังอยู่ระหว่างห้วงเวลาที่ยังไม่ควรมีความขัดแย้งทางการเมืองหรือทางอื่นใด กฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้ายที่จำเป็นต่อการเลือกตั้งก็ยังไม่เรียบร้อย ยังไม่เข้าสภา กกต.ชุดใหม่ 7 คน ยังอยู่ระหว่างการสรรหา ไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ นายทะเบียนพรรคการเมืองซึ่งเป็นบุคคลสำคัญทางกฎหมาย พรรคการเมืองก็ยังไม่มี มีแต่ผู้รักษาการแทน จึงขอให้การปลดล็อกที่พูดกันรอไปอีกระยะ อย่าตื่นเต้นกังวล

แก้ ก.ม.ขยายเวลาให้พรรคการเมือง

คสช.ขอให้คำยืนยันว่า 1.ทุกอย่างยังเดินต่อไป ตามโรดแม็ป คือ จัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 150 วัน นับจากเมื่อกฎหมายสำคัญที่จำเป็นต่อการเลือกตั้งมีผลใช้บังคับ ส่วนจะเสร็จได้เมื่อใด ขอให้ถามประธาน กรธ. และประธาน สนช. 2.ส่วนที่เกรงว่า พรรคการเมืองจะทำไม่ทันภายใน 90 วัน หรือ 180 วันตามที่กฎหมายกำหนด และจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งนั้น คสช.ทราบเรื่องนี้ดี เพราะได้หารือ กับฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด ขออย่าได้กังวล ระยะเวลาดังกล่าวเป็นเรื่องที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดขึ้น ไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมได้ในกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 141 นายทะเบียนพรรคการเมืองเพียงคนเดียวก็สามารถอนุญาตให้ขยายเวลาดังกล่าว ได้เป็นกรณีๆไป คสช.จะไม่ทำให้เสียหายหรือกระทบต่อพรรคการเมืองใดๆ ไม่ว่าพรรคเก่าหรือพรรคตั้งใหม่เป็นอันขาด โดยจะใช้มาตรการพิเศษที่ คสช.มีหรืออาจใช้มาตรการอื่นๆทางกฎหมายตามวิถีทาง รัฐธรรมนูญ โดยจะปรึกษากับ กกต. และไม่ให้ประกาศ คสช.ที่ 57/2559 หรือคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 เป็นอุปสรรค หากแต่จะให้ทุกอย่างสอดคล้องและเดินหน้าไปด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง หรือความสามัคคีปรองดอง เพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคมภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

“บิ๊กป๊อก” แจงเหตุผลย้ายผู้ว่าฯ

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีปรับย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีและนนทบุรี ที่ประชาชนแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้นำผลการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวมาแจ้งให้ตนทราบ ซึ่งได้แจ้งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ทราบแล้วโดยเห็นว่าจะต้องดำเนิน การคลี่คลายปัญหาดังกล่าวไม่ให้เรื่องบานปลาย เราคำนึงถึงความรู้สึกและความคิดของประชาชนในพื้นที่ จึงมีแนวทางสับเปลี่ยนตัวผู้ว่าราชการจังหวัดและนำเข้าที่ประชุม ครม.ในวันนี้ ยืนยันไม่มีเรื่องการทุจริต เพราะงบประมาณดำเนินการทั้งหมดเป็นงบส่วนกลาง ในส่วนของจังหวัดใช้งบประมาณด้านธุรการ เพียงเล็กน้อย

โยก ผวจ.ชลบุรี–นนทบุรี เข้ากรุ

ต่อมาเวลา 14.45 น. ภายหลังประชุม ครม. พล.อ.อนุพงษ์ให้สัมภาษณ์ถึงบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีไปดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯสมุทรปราการ และผู้ว่าฯนนทบุรีไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯนครสวรรค์ ที่เสนอเข้า ครม.ว่า ตนขอเรื่องคืนมาและ ได้ขออำนาจนายกฯให้ผู้ว่าฯชลบุรีและผู้ว่าฯนนทบุรีมาปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่ขาดจากตำแหน่งเดิม ดังนั้น รองผู้ว่าฯของทั้ง 2 จังหวัด ที่มีลำดับอาวุโสสูงสุด ต้องปฏิบัติราชการแทน เมื่อถามว่า การโยกย้ายติดปัญหาอะไรหรือไม่ รมว.มหาดไทยตอบว่า น่าจะเป็นเรื่องของความเหมาะสม และยังไม่มีกำหนดเวลาว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ไปถึงเมื่อไหร่ เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าหากมีมาตรการแบบนี้แล้วจะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า “ไม่มีอะไรที่จะเป็น อย่างนั้น สังคมต้องอยู่ด้วยความเป็นจริง เรารับฟัง เสียงของประชาชน หน้าที่ของข้าราชการก็คือปฏิบัติหน้าที่ให้ประชาชน จากการสอบสวนผู้ว่าฯทั้ง 2 ไม่มีความผิด แต่เพื่อให้การทำงานเดินไปอย่างราบรื่น วิธีนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด”

“อุตตม” ยื่นทรัพย์สินรวยขึ้น 3 ล้าน

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี มีการเปิดเผยบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายอุตตม สาวนายน อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กรณีพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2560 โดยนายอุตตมแจ้งว่ามีทรัพย์สินทั้งหมด 215,978,667 บาท หนี้สิน 5,381,493 บาท รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 210,597,173 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนกว่า 90 ล้านบาท และมีโฉนดที่ดินริมถนนหลานหลวง กทม.มูลค่า 30,000,000 บาท เมื่อเทียบกับการยื่นรายการบัญชีทรัพย์เมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่ง รมว.ไอซีที เมื่อวันที่ 12 ก.ย.59 พบว่า รวยขึ้นประมาณ 3.5 ล้านบาท

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดไฟประดับ กทม.

นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนทุจริตโครงการทุจริตการประดับไฟตกแต่งลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร วงเงิน 39.5 ล้านบาท ที่มีนายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าราชการ กทม.และพวกรวม 18 คนเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่า จากการไต่สวนข้อเท็จจริงพบว่า การจัดทำโครงการดังกล่าวมีการว่าจ้างบริษัท คิวริโอ ทัวร์ แอนด์ แทรเวิล จำกัด วงเงิน 39.5 ล้านบาท ให้ประดับไฟตกแต่งบริเวณลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค.58-30 ม.ค.59 ระยะเวลา 31 วัน โดยเมื่อวันที่ 9 พ.ย.58 นายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าฯ กทม. ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ว่าฯ กทม. ได้เห็นชอบโครงการดังกล่าวเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว อนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายทั่วไป กรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แต่ปรากฏว่าในการจัดซื้อจัดจ้าง คณะกรรมการกำหนดรายละเอียดขอบเขตงาน (ทีโออาร์) ไม่ได้ทำการสืบราคาและจัดทำรายละเอียดขอบเขตงานตามอำนาจหน้าที่ แต่นำข้อมูลรายละเอียดโครงการและราคาบริษัท คิวริโอฯที่นายธวัชชัย จันทร์งาม ผอ.กองการท่องเที่ยว เป็นผู้ประสานงานกับบริษัท มาใช้เป็นข้อมูลกำหนดทีโออาร์ โดยทำเอกสารเท็จว่ามีการสืบราคา

พบพิรุธอื้อเอื้อประโยชน์เอกชน

นายวรวิทย์กล่าวว่า ขณะที่ น.ส.ปราณี สัตยประกอบ ผอ.สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว สั่งการให้ย่นระยะเวลาเสนอราคาให้เร็วขึ้น เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัท คิวริโอฯที่ได้นำเข้าสินค้าชุดโคมไฟฟ้าแอลอีดีจากประเทศจีนเพื่อใช้จัดทำโครงการดังกล่าวล่วงหน้าก่อนที่จะทราบผลการประมูล นอกจากนี้ยังปรากฏว่าบริษัท คิวริโอฯ และ บริษัท สรรสร้าง จำกัด ที่เป็นผู้ยื่นเอกสารเสนอราคา เพิ่งไปจดทะเบียนเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจำหน่ายปลีก-ส่งไฟฟ้าประดับ ตกแต่งไฟฟ้าก่อนวันยื่นเอกสารเสนอราคาเพียง 3 เดือน และ 6 วันตามลำดับ ทั้งนี้นายธวัชชัยได้แจ้งให้บริษัท คิวริโอฯที่เป็นผู้ชนะการประมูลเข้าไปดำเนินการในพื้นที่จัดงาน อีกทั้งสัญญาไม่ได้กำหนดให้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆตกเป็นของ กทม. ทั้งที่วงเงินในการจัดจ้างสูงถึง 39.5 ล้านบาท หรือไม่ก็ต้องกำหนดให้ราคาต่ำลง เพราะเป็นการติดตั้งชั่วคราวแค่ 31 วัน

4 ขรก.ผิดวินัย–อาญา รองผู้ว่าฯรอด

นายวรวิทย์กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติชี้มูลความผิด น.ส.ปราณี สัตยประกอบ ผอ.สำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว นายธวัชชัย จันทร์งาม ผอ.กองการท่องเที่ยว นายมรกต ภูมิพานิช นายสิทธิโชค อภิบาล นักพัฒนาการท่องเที่ยวปฏิบัติการ ในฐานะคณะกรรมการทีโออาร์ มีความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และความผิดวินัยร้ายแรง ส่วนบริษัทเอกชนและผู้เกี่ยวข้องมีความผิดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำผิดอาญา ส่วนข้อกล่าวหานายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าฯ กทม. ที่ประชุมมีมติยกคำร้อง ให้ข้อกล่าวหาตกไป ขณะเดียวกันยังมีมติสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เกี่ยวข้อง กรณีการจัดทำเอกสารเท็จ 16 ราย รวมทั้งให้แสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน กรณี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ระงับยับยั้งหรือตรวจสอบการทุจริตในโครงการดังกล่าว

เจ้าตัวยันทำถูกต้องจ่อยื่นอุทธรณ์

ด้านนายภัทรุฒม์ ทรรทรานนท์ ปลัด กทม.เปิดเผยว่า ขณะนี้ กทม.อยู่ระหว่างการรอหนังสืออย่างเป็นทางการจาก ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบความผิด อย่างเป็นทางการ กรณีนี้จะเหมือนกับคดีรถดับเพลิงล่าสุด ที่มีการชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงกับ พ.ต.ท.พิชัย เกรียงวัฒนะศิริ อดีตรองปลัด กทม. เมื่อได้รับหนังสือแล้วก็จะพิจารณาโทษตามความผิดที่ ป.ป.ช.ชี้ จากนั้นจะส่งให้คณะกรรมการข้าราชการ กทม. (ก.ก.) พิจารณาโทษตามความผิด ก่อนส่งให้ผู้ว่าฯ กทม.พิจารณาตามมติ ก.ก. หลังจากนั้นจึงออกคำสั่งอนุมัติโทษ ทั้งนี้ผู้ถูกพิจารณาสามารถอุทธรณ์คำสั่งได้ตามระเบียบ แต่จะมีผลอย่างไรก็แล้วแต่ความผิด คาดว่าภายใน 1 สัปดาห์ น่าจะออกคำสั่งแล้วเสร็จ

ขณะที่นายธวัชชัย จันทร์งาม รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬาและท่องเที่ยว กล่าวว่า ขณะนี้ หนังสือยังไม่ส่งมายัง กทม. จึงต้องปฏิบัติราชการตามปกติก่อน เมื่อ ป.ป.ช.ส่งเอกสารมายัง กทม.แล้ว จะต้องมาดูรายละเอียด ยอมรับว่ารู้สึกกังวล แต่ยืนยันว่าขั้นตอนต่างๆทำถูกต้องตามระเบียบทั้งหมด จากนี้จะไปยื่นอุทธรณ์ เพราะเชื่อว่าเอกสารที่มีอยู่สามารถเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าทำถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง

โต้มีสัมพันธ์ลับสตรีจนมีลูก

อีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน กล่าวหาว่ามีเมียน้อยและมีลูกเล็กว่า เห็นข่าวดังกล่าวที่ออกมากล่าวหาว่าสุภาพสตรีท่านหนึ่งมีความสัมพันธ์ลับกับตนจนมีบุตร ขอชี้แจงว่าตนไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับสุภาพสตรีคนดังกล่าว ไม่มีความสัมพันธ์อะไรกัน เรื่องนี้จำเป็นต้องชี้แจง ไม่เช่นนั้นทั้งตนและสุภาพสตรีจะเสียหาย และไม่ทราบว่าสุภาพสตรีท่านนั้นเป็นภรรยาใคร เขาจะเสียหายไปด้วย ที่ว่าเขามีบุตรหรือไม่มีบุตรตนก็ไม่ทราบ

“ผมทำหมันมา 20 ปีแล้ว จะบอกว่ามีลูก 3-4 ขวบคงเป็นไปไม่ได้ ผมยืนยันว่าไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยว ผมไม่อยากจะมองว่าเป็นกระบวนการอะไรขอให้สังคมว่ากันเอง ผมเพียงแต่ชี้แจงความเป็นจริงให้ฟัง น่าสงสารเด็ก หากเขาโตมาไม่รู้จะยังไง หากเป็นญาติท่านแล้วโดนกล่าวหาว่าเป็นลูกใคร เมียใคร มันก็ไม่แฟร์กับสุภาพสตรี เด็กก็ต้องโต แล้วบอกว่าเป็นลูกคนโน้นคนนี้มันไม่น่าจะแฟร์” พล.อ.อนุพงษ์กล่าว

“บิ๊กตู่” แจงข้อดีเครื่องสแกนม่านตา

เมื่อเวลา 14.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าวถึงกระแสข่าวที่ปรึกษานายกฯ ชื่อย่อ “ดร.อ” กดดันเร่งให้กระทรวงแรงงานจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตาแรงงานต่างด้าวจนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ลาออกจาก รมว.แรงงาน ว่า ดร.อ.อะไร ถ้าจะมีก็คงเป็นทีมที่ปรึกษาของคณะทำงานนายกฯ ที่เสนอคำปรึกษาเข้ามา จากนั้นตนเสนอความเห็นไปให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ขับเคลื่อน ที่ปรึกษาฯไม่ได้ยุ่งเกี่ยวว่าจะต้องมาจัดซื้อจัดจ้าง หรือบังคับให้มีโน่นมีนี่ ขณะนี้รัฐบาลเร่งรัดในเรื่องการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) การค้ามนุษย์ต้องเร่งตรวจสอบทั้งแรงงานบนเรือและบนบก แต่ที่ผ่านมาพบว่าการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคล โดยลายนิ้วมือและภาพถ่ายนั้นมีปัญหาคลาดเคลื่อน เมื่อแรงงานทำงาน ได้สักระยะ ลายนิ้วมืออาจไม่ชัดเจนเนื่องจากใช้มือทำงานมาก ดังนั้น การมีเครื่องสแกนม่านตาจะสามารถพิสูจน์ได้ดีขึ้น ป้องกันการบิดเบือน แก้ไขปัญหาการทุจริตในระบบการจ้างแรงงาน การย้ายงาน เนื่องจากเครื่องเหล่านี้มีความผิดพลาดน้อยมาก

ราคาไม่แพงเหมาะใช้ระยะยาว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในห้วงที่ผ่านมาในรัฐบาลก่อนมีการใช้งบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์ในวงเงิน 4 ร้อยกว่าล้านบาท ตั้งแต่สมัยนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ เป็น รมว.แรงงาน โดยไม่ได้ใช้งาน ประเด็นนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. วันนี้เราต้องกลับมาดูว่าเรื่องที่ทำไม่ได้ จะต้องทำอย่างไรถึงจะทำได้ จึงต้องนำไปสู่การเร่งดำเนินการพิสูจน์อัตลักษณ์แรงงานต่างด้าวในขณะนี้ โดยใช้เครื่องมือของกรมเจ้าท่า เมื่อไม่พอก็ต้องมีการจัดหา แล้วใครจะจัดหา ต้องดูว่าตรงตามระเบียบของใคร ขณะเดียวกัน ราคาก็ไม่ได้มากมายอะไรขนาดนั้น เพราะระบบใหม่นี้ไม่ได้ใช้เอกชนทำ แต่ใช้ราชการทำ ซึ่งบางระบบก็จะเสียแค่ค่าเช่า ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายโดยคูณตัวเลขเป็นพันเป็นหมื่น วันนี้เราควบคุมเฉพาะแรงงานบนบกและทะเล แล้ววันหน้าจะไม่คุมแรงงานส่วนอื่นๆ บ้างหรือ ทุกคนก็เป็นห่วง เนื่องจากมีแรงงานจำนวนมากเข้ามาในประเทศไทย แต่ถ้าไม่สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์ได้ หรือข้อมูลต่างๆ ไม่สมบูรณ์จะมีปัญหาทางคดีความต่างๆอีกมากมาย การทุจริตก็จะเกิดขึ้น เกิดปัญหาการเปลี่ยนโอนย้ายงานอีกมาก

วอนจบได้แล้วปม “บิ๊กบี้” ไขก๊อก

“ไม่เกี่ยวกับการจัดหางานอะไรทั้งสิ้น รัฐมนตรีแรงงานลาออก ท่านก็พูดกับผมบอกว่าขอไปพักผ่อน ใบลาออกก็ระบุว่าขอไปประกอบธุรกิจส่วนตัว แล้วจะให้ผมตอบอย่างอื่นได้อย่างไร เนื่องจากท่านก็ไม่ได้อธิบายอย่างอื่นให้ผมทราบ แต่ไม่เป็นไร ใครจะลาออก ก็ออกได้ อย่าเอาเรื่องนี้มาพันกัน จบได้แล้ว เพราะขณะนี้ได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมไปรักษาการตามระเบียบแล้ว อย่ากังวล อย่าไปขยายความกันอีกเลย” นายกฯกล่าว

สั่งแล้วจัดซื้อสแกนม่านตาต่างด้าว

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า นายกฯแจ้งให้ที่ประชุม ครม.รับทราบถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 49/2560 เรื่องพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าว ที่แม้ดำเนินการแล้วแต่ยังไม่ชัดเจนเต็มรูปแบบ ทั้งยังมีข้อเสนอจากสหภาพยุโรปว่า ต้องใช้วิธีสแกนม่านตาแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะในภาคประมง เพราะการเก็บลายนิ้วมือมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูง จึงให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นนี้ หาหน่วยงานจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตา ส่วนข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริตโครงการนี้ ผู้เกี่ยวข้องยืนยันว่าไม่ได้ใช้งบ-ประมาณเป็นหมื่นล้านบาท แต่ใช้เพียง 120 ล้านบาท และไม่ได้เรียกเก็บครั้งละ 45 บาทในการขอข้อมูลการอ่านม่านตา รวมถึงการย้ายอธิบดีกรมการจัดหางานเพราะขัดขวางการจัดซื้ออุปกรณ์ว่าไม่เป็นความจริง

“บิ๊กตู่” ยก ครม.ลงใต้สัญจรสงขลา

พล.ท.สรรเสริญแถลงว่า ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. จะมีการประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจรที่ จ.สงขลา โดยวันที่ 27 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. รัฐมนตรี จะลงพื้นที่ จ.ปัตตานี เพื่อติดตามการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงาน ทั้งเรื่องการพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้โครงการสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มาตรการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากนั้นช่วงเย็นจะประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ และภาคเอกชน ที่ จ.สงขลา ส่วนวันที่ 28 พ.ย. จะประชุม ครม.ตามวาระ และช่วงเย็นนายกฯจะลงพื้นที่พบปะประชาชน จ.สงขลา ทั้งนี้ ในส่วนของรัฐมนตรีจะมีการแบ่งงานลงพื้นที่ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ให้ชดเชย 2 ม.ค. หยุดรวด 4 วัน

พล.ท.สรรเสริญแถลงว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบให้วันที่ 2 ม.ค.2561 เป็นวันหยุดเพิ่มอีก 1 วัน เพื่อชดเชยวันที่ 31 ธ.ค.2560 ซึ่งเป็นวันหยุดประจำปีซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ ดังนั้นปลายปี 2560 จะมีวันหยุดรวม 4 วัน คือวันที่ 30-31 ธ.ค.2560 และ 1-2 ม.ค.2561 ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์อธิบายต่อ ครม.ว่า ไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นข่าวดีหรือไม่ ถ้าข่าวดีก็คงต้องหยุด 5 วัน แต่ก็มีหลายส่วน คนที่ประกอบกิจการก็มองว่าหยุดมากไปก็ไม่ดี เศรษฐกิจไม่ขับเคลื่อน เพราะวันหยุดเดือน ธ.ค. มีหลายวัน

“บิ๊กตู่” เตรียมบินร่วมประชุมเอเปก

พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะเข้าร่วมประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปกครั้งที่ 25 และการประชุมรัฐมนตรีเอเปก ครั้งที่ 29 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 พ.ย. ที่นครดานัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งจะรับรองเอกสารที่เกี่ยวข้อง อาทิ ร่างปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 25 (ปฏิญญาดานัง) ร่างถ้อยแถลงร่วมของรัฐมนตรีเอเปก ครั้งที่ 29 นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะเข้าร่วมประชุมผู้นำสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 31 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 13-14 พ.ย.นี้ ที่กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ด้วย

ชมตลาดแนะพัฒนาสินค้าเกษตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าก่อนการประชุม ครม. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ตลอดจน ครม. ได้เข้าเยี่ยมชมงานตลาดเกษตรเกรดพรีเมียม คลองผดุงกรุงเกษม ที่นำตัวอย่างนวัตกรรมสินค้าเกษตรจากกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ กลุ่มสมาร์ทฟาร์มเมอร์ กว่า 20 รายการมาแสดง อาทิ ข้าวพันธุ์ กข 43 โลว์ ซูการ์ ทองม้วน และคุกกี้ที่ทำจากข้าวทับทิมชุมแพ เครื่องสำอางสกัดจากหอมหัวใหญ่ โดยระหว่างเยี่ยมชมได้รับมอบข้าวสารพันธุ์ กข 43 โลว์ ซูการ์ ทั้งยังทดลองใช้มาร์สหน้า ไนท์ครีม แอคโน 5 ที่สกัดจากเปลือกมังคุด หอมหัวใหญ่และใบบัวบก พร้อมกล่าวแนะนำว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพรไทยมีประโยชน์ทุกอย่าง ขอให้เรียนรู้และต่อยอด ขอเป็นกำลังใจให้ ถ้าเรามองแบบเดิมๆ ไปได้ไม่หมด ต้องพัฒนาเพิ่มมูลค่าสู่การเกษตรอินทรีย์ แต่อย่าให้เป็นประเด็นบิดเบือน นี่คือการปฏิรูป ไม่ใช่ราคาตกแล้วไม่ทำอะไร รัฐบาลหน้า พรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่จะเข้ามา บอกด้วยว่าจะทำอย่างไรให้ราคาสูงขึ้น

เผยมีผู้มาสมัครชิง กกต. แล้ว 7 คน

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ตามที่คณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน เปิดรับสมัครบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้ง ระหว่างวันที่ 19 ต.ค.-10 พ.ย.นั้น ขณะนี้มีผู้มาสมัครแล้ว รวม 7 คน ประกอบด้วย นายเรืองวิทย์ เกษสุวรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ อายุ 61 ปี พล.อ.อ.มานะ ประสพศรี อดีตเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ และอดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ อายุ 61 ปี นายสมศักดิ์ ศิริสุนทร นักกฎหมายอิสระ อายุ 60 ปี พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ กสทช. อายุ 62 ปี นายศรีสุรินทร์ จำปา ตำแหน่งนายอำเภอ อายุ 64 ปี น.ส.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) รองประธานมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย หรือพี-เน็ต อายุ 60 ปี และนายทองสุข ดวงบุปผา ประธานภาคประชาสังคม อายุ 65 ปี