วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฆ่าโหดสาวไทย สยองเกาหลี

หนุ่มกิมจิ-รับสิ้น! รักคุดลวงหมกศพ

สาวโคราชสุดรันทด หนีความแร้นแค้นไปทำงานเกาหลีใต้พร้อมสามี จู่ๆผัวขอหย่าไปมีเมียใหม่ ต้องอยู่สู้ชีวิตเพียงลำพังหาเงินส่งลูกสาวและพ่อแม่ โชคร้ายมีหนุ่มโสมขาวมาหลงรักขอเป็นแฟน แต่เจ้าตัวไม่เล่นด้วยเพราะรู้อีกฝ่ายมีครอบครัวแล้ว หนุ่มกิมจิคลั่งหนักลวงไปฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม ก่อนสำนึกผิดมาแจ้งนายจ้างและเข้ามอบตัวกับตำรวจ สถานทูตไทยเตรียมประสานส่งศพกลับมาบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด ขณะที่ครอบครัวหัวใจแตกสลาย

ม่ายสาวไทยลูกหนึ่ง ข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานที่เกาหลีใต้ เจอหนุ่มกิมจิมาหลงรัก พอฝ่ายหญิงปฏิเสธเลยโมโหลวงไปสังหารทิ้งรายนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรับแจ้งว่าที่บ้านเลขที่ 63 หมู่ 3 บ้านสระครก ต.หนองบัวสะอาด อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ได้เตรียมจัดงานศพนางชุติมา หรือเปิ้ล อุทัยคำ อายุ 29 ปี ซึ่งเดินทางไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ และถูกคนเกาหลีทำร้ายร่างกายเสียชีวิตเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโซล อยู่ระหว่างประสานส่งศพกลับมาบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด จึงเดินทางไป ตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อไปถึงพบนายสัมฤทธิ์ เพลินกิจเจริญ อายุ 56 ปี และนางจำนงค์ ชิดซ้าย อายุ 55 ปี 2 สามีภรรยาเจ้าของบ้าน เป็นพ่อแม่นางชุติมา พร้อมด้วย ด.ญ.อริสา มูลเทพ อายุ 13 ปี ลูกสาวผู้ตาย เรียนอยู่ชั้น ม.2 ร.ร.บัวใหญ่ รวมทั้งญาติพี่น้องต่างอยู่ในอาการโศกเศร้า ช่วยกันเก็บกวาดบ้านเรือนจัดเตรียมสถานที่จัดงานศพ

นายสัมฤทธิ์ พ่อของผู้ตายให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า นางชุติมาลูกสาว แต่งงานกับนายชัยวัฒน์ มูลเทพ อายุ 31 ปี ชาวบ้านบ้านบึงพะไล อ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน คือ ด.ญ.อริสา ต่อมาเมื่อปี 2550 ลูกสาวลูกเขยได้ไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้ เพื่อหาเงินส่งมาเลี้ยงลูกและพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย ผ่านไป 5 ปี นายชัยวัฒน์ลูกเขย ไปได้เมียใหม่เป็นคนไทย ทำงานที่เกาหลีใต้เช่นกัน จากนั้นขอหย่ากับนางชุติมา และพาเมียใหม่กลับเมืองไทย เปิดร้านค้าขายเล็กๆที่บ้านลูกเขย หลังหย่ากับสามี ลูกสาวยังทนลำบากอยู่ที่เกาหลีเพียงลำพัง เพราะมีหนี้สินจำนวนมาก โดยทำงานหล่อเฟืองเกียร์รถยนต์อยู่บริษัท จองซิน ตั้งอยู่เขตฮันยอง ประเทศเกาหลีใต้ ทำงานมาถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 10 ปีแล้ว

นายสัมฤทธิ์เล่าต่อว่า วันเกิดเหตุ ลูกสาวนั่งรถบัสของบริษัทเพื่อมาเข้าทำงานตามปกติ ระหว่างนั้นได้พบกับคนขับรถบัสชาวเกาหลีที่ทำงานบริษัทเดียวกันและหลงรักนางชุติมาพยายามตื๊อขอเป็นแฟน แต่ลูกสาวตอบปฏิเสธเพราะทราบว่าหนุ่มเกาหลีคนนี้มีลูกเมียแล้ว ไม่อยากทำร้ายครอบครัวเขา เพราะเข้าใจหัวอกลูกผู้หญิงด้วยกันและตัวเองก็เคยถูกแย่งสามีเช่นกัน เมื่อไม่สมหวังปรากฏว่าโชเฟอร์หนุ่มเกาหลีที่อยู่ในอาการคลั่งรัก ได้ล่อลวงนางชุติมาไปทำร้ายร่างกายและลงมือฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ก่อนทิ้งศพไว้ข้างทางห่างจากที่ทำงานของลูกสาวกว่า 200 กิโลเมตร ต่อมาฆาตกรหนุ่มชาวเกาหลีเกิดสำนึกผิด ได้ไปสารภาพกับเจ้าของบริษัทว่าเป็นคนฆ่านางชุติมา นายจ้างรีบแจ้งให้ตำรวจจับกุมตามกฎหมาย พร้อมคุมตัวไปชี้จุดเกิดเหตุและได้เคลื่อนย้ายศพลูกสาวมาเก็บไว้ที่โรงพยาบาล

พ่อผู้สูญเสียเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังอีกว่า ปกติทุกเช้าก่อนเข้าทำงานและตอนเย็นหลังเลิกงาน นางชุติมาจะโทรศัพท์ทางไกลมาพูดคุยกับพ่อแม่และ ด.ญ.อริสา มูลเทพ ลูกสาว เพื่อสอบถามสารทุกข์สุกดิบ ครั้งล่าสุดนางชุติมาโทร.มาหาตอนบ่ายโมงวันที่ 31 ต.ค. พูดคุยกับตนสักพักจู่ๆสายได้หลุดไป จากนั้นขาดการติดต่อกันหลายวัน กระทั่งวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย. เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศโทร. มาแจ้งว่า นางชุติมาถูกฆ่าตายแล้ว ขอให้เตรียมเอกสารไว้เพื่อรับศพลูกสาวที่จะส่งกลับมาประเทศไทย เครื่องบินจะถึงสนามบินสุวรรณภูมิในเวลาตี 1 คืนวันที่ 9 พ.ย. ขณะนี้เตรียมหลักฐานเอกสารพร้อมแล้ว โดยได้เซ็นมอบอำนาจให้กับสถานทูตไทยในเกาหลีใต้ ดำเนินการทั้งเรื่องการส่งศพ การดำเนินคดี และการรับผลประโยชน์ อาทิ เงินค่าจ้าง เงินประกัน ชีวิต และเงินอื่นๆตามสิทธิ์ที่ลูกสาวพึงได้รับ ทั้งนี้ จะนำศพลูกสาวกลับมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่บ้านสระครก ต.หนองบัวสะอาด อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา

“ยอมรับว่าทุกคนในครอบครัวตกใจ เสียใจ และยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียครั้งนี้ เหมือนหัวใจแตกสลายแล้ว เพราะนางชุติมาเป็นเสาหลักของครอบครัว ก่อนหน้านี้ลูกสาวพยายามทุกอย่างเพื่อให้ได้ไปทำงานต่างประเทศเพราะอยู่เมืองไทยไม่มี อาชีพ ต้องกู้หนี้ยืมสินเป็นค่านายหน้าและตั๋วเครื่องบิน ต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของญาติเพื่อความสะดวกในการเดินทาง กระทั่งได้ไปทำงานอยู่ที่นั่นนานถึง 10 ปีจนพอจะมีเงินเก็บ ก่อนเสียชีวิตลูกสาวเพิ่งส่งเงินมาให้ดาวน์รถไถกับรถกระบะไว้ใช้รับจ้างทำมาหากิน ตอนนี้ยังค้างค่างวดรถอีกหลายงวดยังไม่รู้จะแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างไร รู้สึกหมดอาลัย ตายอยากกับชีวิตที่ต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้” นายสัมฤทธิ์กล่าว

เย็นวันเดียวกัน น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีหญิงไทยถูกชายเกาหลีใต้ฆาตกรรมในเกาหลีใต้ว่า ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ว่าเมื่อวันที่ 5 พ.ย. สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้รับการประสานงานจากสถานีตำรวจเมืองคยองซังบุกโดว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ย. นางพรสวรรค์ คิม ญาติของสามีผู้เสียชีวิต ได้แจ้งความต่อสถานีตำรวจฯ ทางโทรศัพท์ว่า น.ส.ชุติมา อุทัยคำ หายตัวไปจากที่พัก จากนั้นสถานีตำรวจอันซอง เริ่มติดตามหาตัว น.ส.ชุติมา ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พ.ย. เวลา 02.55 น. ตำรวจพบศพ น.ส.ชุติมาบริเวณภูเขาแห่งหนึ่งในเมืองคยองซังบุกโด และแจ้งว่า น.ส.ชุติมาถูกฆาตกรรมโดยชายเกาหลี อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ผู้ต้องสงสัยคนดังกล่าวถูกจับกุมแล้ว และให้การรับสารภาพแล้ว

น.ส.บุษฎีกล่าวว่า สำหรับศพของ น.ส.ชุติมา ขณะนี้ยังอยู่ที่ รพ.ยองยาง เมืองคยองซังบุกโด เพื่อรอตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวเนื่องกับคดี ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯได้ติดต่อครอบครัวของ น.ส.ชุติมา ให้รับทราบแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการประสานให้ครอบครัวคือบิดาและมารดาของ น.ส.ชุติมา เดินทางมารับศพ ขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตฯจะเชิญผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้มาพบด้วย