วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทำบัญชีอยู่ในคุก! ชีวิตล่าสุดแสนหดหู่ นักข่าวช่องดังหายตัว 5 เดือน ปมบงการฆ่า

น้องชายคนเล็ก เผยชีวิตล่าสุดแสนหดหู่ของพี่สาว นักข่าวดัง หลังหายตัว 5 เดือน ปมบงการฆ่า ชี้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่ในเรือนจำ พยายามแสดงออกว่า เข้มแข็ง ทั้งๆ ที่ภายในสุดเจ็บช้ำ...

จากกรณี น.ส.ณัฐชา ทองย้อย (รัตติ้ว) อายุ 35 ปี อดีตผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวี และสปริงนิวส์ หลังถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 6 ปี 8 เดือน ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่า ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค. 2560 เนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2556 นายสุชาติ ทองย้อย อายุ 34 ปี น้องชายคนกลางของ น.ส.ณัชชา ได้ทะเลาะวิวาทกับคู่กรณี ซึ่งเป็นเครือญาติกันเรื่องที่ดิน ประกอบกับคู่กรณีใช้คำพูดไม่สุภาพ และก่อนหน้านี้เคยมีปัญหากันมาแล้วหลายครั้ง นายสุชาติ จึงเกิดบันดาลโทสะ ใช้อาวุธปืนยิงคู่กรณีเฉียดเข้าบริเวณน่องขา 1 นัด ขณะเกิดเหตุ น.ส.ณัชชากับนายสุรไกร (น้องชายคนเล็กของรัตติ้ว) อยู่ภายในบ้าน และได้วิ่งมาดูหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว แต่ทางผู้เสียหายกลับมีพยานยืนยันว่า น.ส.ณัชชาเป็นคนสั่งให้ยิง

โดย นายสุรไกร ทองย้อย อายุ 26 ปี น้องชายคนเล็กของ น.ส.ณัชชา ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เปิดใจกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า ตลอดระยะเวลาที่พี่สาว (น.ส.ณัชชา) ของตน ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั้น พี่สาวมีอาการซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตนและมารดาได้เดินทางไปเยี่ยมที่เรือนจำเรื่อยมาทุกสัปดาห์ไม่เคยหายหน้า เพื่อเป็นการแสดงออกให้พี่สาวเห็นว่า ครอบครัวของเราจะไม่ทอดทิ้งกันอย่างแน่นอน

“ผมกับแม่ไปเยี่ยมพี่รัตทุกอาทิตย์ เราพูดคุยกันผ่านกระจกกั้น และโทรศัพท์ โดยมีเวลาเพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น ผมมองออกเลยว่า ต่อหน้าผมและแม่พี่รัตพยายามร่าเริง พยายามเข้มแข็ง และบอกกับแม่ตลอดว่า อยู่ได้ๆ ไม่ต้องห่วง สบายมาก แต่นัยน์ตาของพี่รัตคือปกปิดความรู้สึกไม่ได้ เพราะพี่รัตแกร้องไห้ทุกวันตั้งแต่เข้าไปที่นั่น และในรอยยิ้มนั้น ไม่ได้ซ่อนความเศร้าของพี่รัตได้เลย รอยยิ้มของพี่มันปิดไม่มิดครับ” นายสุรไกร บอกเล่าตามสิ่งที่เห็นและรู้สึก

ชีวิตพี่รัตล่าสุด รับหน้าที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่ในร้านค้าของเรือนจำครับ พี่รัตบอกว่าไม่ได้ลำบากยากเข็ญอะไรมาก และยังบอกให้เราสบายใจอีกว่า พี่รัตมีระเบียบมากขึ้น เพราะต้องตื่นแต่เช้ามืด เรียกแถว สวดมนต์ นอนเป็นเวลา และกินเป็นเวลาครบทั้ง 3 มื้อ” สุรไกร บอกเล่าถึงความมองโลกในแง่บวกของพี่สาว

น้องชายคนเล็กของ รัตติ้ว ยังกล่าวอีกว่า เหตุผลที่ในช่วงแรกนั้น พี่สาวของตนไม่ยอมบอกผู้หลักผู้ใหญ่ หรือเพื่อนพ้องเพื่อขอความช่วยเหลือนั้น เป็นเพราะพี่สาวมีความมั่นใจอย่างมากว่า ตนเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น คดีความดังกล่าว จะสามารถผ่านพ้นและลุล่วงไปได้ โดยมีทนายความของทางฝ่ายพี่สาว ให้คำยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า “ไม่น่าจะมีอะไรแน่นอน เพราะพี่รัตเป็นผู้บริสุทธิ์” จึงทำให้พี่สาวไม่ได้เตรียมแผนสอง หรือเตรียมตัวเตรียมใจใดๆ มาก่อนเลย ซึ่งทางครอบครัวได้เสียค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างทนายความเป็นจำนวนเงินกว่าแสนบาท ซึ่งพี่รัตและมารดาเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ทั้งหมด

“วันที่ไปศาลฎีกา เพื่อฟังคำตัดสิน เรามีญาติพี่น้องหลายคนเดินทางไปให้กำลังใจและร่วมฟังคำตัดสินด้วย หลังจากที่คำตัดสินออกมา ญาติพี่น้องเราทุกคนเงียบสนิท ส่วนพี่รัตก็โดนคุมตัวขึ้นรถไปยังเรือนจำ พี่น้องญาติมิตรเราร้องไห้ทุกคน รวมถึงตัวพี่รัตเองด้วย เพราะตลอดทั้งชีวิตของพี่รัต พี่รัตเป็นคนร่าเริง พูดเก่ง ไม่ว่าใครที่ได้ใกล้ชิดต้องรักพี่รัตทุกคน” สุรไกร ย้อนเล่าไปถึงวินาทีอันแสนเลวร้ายของครอบครัว

ส่วนสาเหตุที่รัตติ้วให้มารดาแจ้งว่า ตนเองเดินทางไปทำธุรกิจกับน้องชายที่ประเทศพม่านั้น น้องชายคนเล็กของ รัตติ้ว อธิบายว่า เป็นเพราะว่า สิ่งนี้คือความประสงค์แรกของพี่รัต ในช่วงที่เข้าเรือนจำไปใหม่ๆ 

“ท้ายที่สุด ผมขอความเมตตาจากภาคฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวเราด้วยเถิดครับ ในวันเกิดเหตุ ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ ผมยืนยันได้เลยครับว่า พี่รัตไม่ได้พูดและไม่ได้บงการให้ใครยิงใครทั้งสิ้น ซึ่งเราก็มีพยานอยู่ในที่เกิดเหตุ 2 คน ซึ่งทั้งสองคนนี้ ก็ไม่ได้เป็นญาติมิตรอะไรกับเราด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ผมขอยืนยันว่า พี่สาวของผมเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแน่นอนครับ สุรไกร น้องชายคนเล็กของ รัตติ้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ.

ขอบคุณภาพจาก FB รัตติ้ว