วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รหัสลับประชาธิปไตย ไข! วิกฤติประเทศไทย

“ไตรประชาธิปไตย”...ประชาธิปไตยทางการเมือง...ประชาธิปไตยทางสังคม...ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ทำให้ “ประเทศไทย” หายวิกฤติได้?

ทุกอย่างต้องเดินหน้าไปพร้อมๆกันอย่างสมดุล นอกจาก “ประชาธิปไตยทางการเมือง” แล้ว ก็มาถึง “ประชาธิปไตยทางสังคม” อาจารย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส บอกว่า ประเทศไทยพยายามพัฒนาประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง แต่โครงสร้างทางสังคมเป็นการรวมศูนย์อำนาจ หรือสัมพันธภาพทางดิ่ง

การบริหารทุกประเภทล้วนเป็นระบบอำนาจจากบนลงล่าง

ความเดิมที่กล่าวไปในตอนที่แล้ว กรณีของประเทศอิตาลี ในสังคมที่มีสัมพันธภาพทางดิ่งเช่นนี้ เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดี และศีลธรรมจะไม่ดี นี่เป็นเหตุว่า ทำอย่างไรๆก็พัฒนาประชาธิปไตยไม่สำเร็จ

และที่สำคัญ...ความพยายามพัฒนาศีลธรรมล้มเหลวทั้งๆที่เป็นเมืองพุทธ สังคมที่มีสัมพันธภาพทางดิ่ง ต่อให้เคร่งศาสนา ศีลธรรมในสังคมก็ไม่เกิด

เพราะฉะนั้นต้องพัฒนาประชาธิปไตยทางสังคมควบคู่ไปด้วย ประชาธิปไตยทางสังคมมีฐานอยู่ในศีลธรรมอันลึกซึ้ง นั่นคือการเคารพศักดิ์ศรีและศักยภาพในความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

“...ต้องกระจายอำนาจไปให้ประชาชนปกครองตนเองมากที่สุด ในรูปของชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง องค์กรจัดการตนเอง และประชาชนสามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในรูปและเรื่องต่างๆอย่างหลากหลายเต็มประเทศ เกิดความเป็นประชาสังคม (Civil society) หรือ...สังคมที่มีสัมพันธภาพทางราบ”

พลังพลเมือง ที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนความถูกต้องของประเทศ

“การที่ประชาชนมีศักดิ์ศรี มีความเสมอภาค...สามารถรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในกิจการสาธารณะต่างๆ จึงเรียกว่ามีประชาธิปไตยทางสังคม อันจะเป็นปัจจัยให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี ศีลธรรมดี”

ทุกฝ่ายในสังคม ทั้งการเมือง ราชการ วิชาการ ธุรกิจ ศาสนา สื่อมวลชน ชุมชนท้องถิ่น และประชาสังคม ควรทำความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยทางสังคม...ช่วยกันขับเคลื่อนประชาธิปไตยทางสังคมจะทำให้ประชาธิปไตยทางการเมือง...ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจเข้มแข็ง

สามารถอำนวยประโยชน์สุขให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ

หมายเหตุ...จะเข้าใจว่าทำไม? ประชาธิปไตยทางสังคมจึงมีผลต่อคุณภาพประชาธิปไตยทางการเมือง โดยดูตัวอย่างระบบการเล่นฟุตบอล ดังต่อไปนี้

นักฟุตบอลจากประเทศที่ขาดประชาธิปไตยสามารถไปเล่นฟุตบอลได้ทั่วโลก เพราะการเล่นฟุตบอล มีกรอบ กติกา และกลไกที่ชัดเจน “กรอบ” คือ ขอบเขตของสนาม กติกาคือกติกาต่างๆ เช่น ไม่ใช้มือจับ ไม่เตะคน ฯลฯ

“กลไก” คือ มีผู้กำกับเส้น และกรรมการ...กลไกคือ ผู้กำกับเส้นและกรรมการ อาจโกงได้เสมอเพราะถูกซื้อตัว แต่ทำไม่ได้เพราะมีคนดูที่รู้กติกาเป็นผู้กำกับ

“การร่างรัฐธรรมนูญของเรา พยายามเน้นกติกาและกลไก แต่ไม่เคยป้องกันการโกงได้ เพราะกรรมการถูกซื้อตัวได้เสมอด้วยเงินขนาดใหญ่...เพราะเราไม่เคยสร้างผู้ดูให้แข็งแรงพอที่จะกำกับไม่ให้กรรมการถูกซื้อตัว...นั่นคือพลังพลเมือง หรืออย่างที่เรียกกันว่าการเมืองของพลเมือง”

ประชาธิปไตยทางสังคมคือ การสร้างพลังพลเมือง ที่จะเข้ามากำกับให้กรอบ กติกา และกลไกทางการเมืองมีความถูกต้อง ประดุจคนดูฟุตบอลที่กำกับไม่ให้กรรมการโกง และสามารถเล่นฟุตบอลกันได้ทั่วโลก

ถัดมา...“ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ” ได้กล่าวถึงการขาดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา ที่ประชาชนส่วนใหญ่ตกอยู่ในฐานะลูกจ้าง สุดแต่จะมีการจ้างงาน หรือถูกปลดออกจากงานหรือไม่ หรือจ่ายค่าแรงให้เท่าใด โดยไม่มีอำนาจต่อรอง หรือตัดสินอนาคตของตนเองได้

ตกเป็นพวก 99% ที่ยากจน...ตกอยู่ใต้อำนาจของคน 1% ที่ร่ำรวยมหาศาล แม้มีสิทธิโหวตแบบ One man one vote ก็ไม่สามารถทำให้การเลือกตั้งอำนวยประโยชน์สุขให้แก่ชีวิตของตนได้

เรียกว่า....ประชาธิปไตยไม่ทำงาน (ให้คนส่วนใหญ่) “ประเทศไทยจึงต้องระวังให้ดีๆ ไม่ให้ตกไปอยู่ในสภาพที่ขาดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจเช่นนั้น”

อาจารย์หมอประเวศ ย้ำว่า ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจคือ การที่คนส่วนใหญ่ของประเทศมีที่ดินเป็นที่อยู่อาศัย และผลิตอาหารกินเอง

การมีความมั่นคงในเรื่องแผ่นดินที่อยู่อาศัย และความมั่นคงทางอาหาร ทำให้มีภูมิคุ้มกัน...มีอิสระที่จะเลือกอาชีพเสริมอื่นๆตามความถนัด

“อาชีพอื่นแม้จะมีความเสี่ยงเพราะความผันแปรทางการตลาด หรือเทคโนโลยี หรือนโยบาย ก็ไม่เป็นไร เพราะมีความมั่นคงเรื่องที่อยู่อาศัยและความมั่นคงทางอาหารอันเป็นพื้นฐานของชีวิต ซึ่งจะต่างจากคนอเมริกันที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้...เมื่อถูกปลดจากงานแล้วชีวิตย่ำแย่ไม่มีทางไป ชีวิตที่ตีบตันจึงมีการฆ่าตัวตายและฆ่าผู้อื่นตายมาก”

“ประเทศไทย” มีที่ดินมากพอที่จะจัดให้ทุกครอบครัวมีที่อยู่ และที่ทำกินในชุมชนได้ การรวมกันอยู่ในชุมชนที่สามารถผลิตอาหารกินเองได้ เป็นชีวิตที่มีความสุข ความอบอุ่น มีอิสรภาพ มีศักดิ์ศรี สามารถดูแลผู้สูงอายุได้ทั้งหมดและทำเรื่องดีๆอื่นๆ ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจแบบเมืองไม่สามารถทำได้

“ประเทศไทยโชคดีที่มีปราชญ์ชาวบ้านได้ค้นพบวิถีชีวิตเช่นนี้ที่เรียกว่าเกษตรผสมผสานบ้าง พุทธเกษตรกรรมบ้าง เกษตรธรรมชาติบ้าง และมีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงชี้นำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือศาสตร์พระราชาซึ่งกำลังมีความเคลื่อนไหวขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ”

อีกทั้งการ “ปฏิรูปที่ดิน” กับยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล กระบวนการเหล่านี้จะนำไปสู่ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจได้ เราต้องช่วยกันทำความเข้าใจประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจให้สมบูรณ์ขึ้น เพราะเป็นฐานของประชาธิปไตยทางสังคมและประชาธิปไตยทางการเมือง

อะไรที่ขาดฐานที่มั่นคง ยอดก็จะไม่แข็งแรง การพัฒนาประชาธิปไตยทางการเมืองโดยปราศจากฐานรองรับจึงไม่สำเร็จ หรือเมื่อฐานอ่อนแอลงดังในกรณีของสหรัฐอเมริกาก็ทำให้ประชาธิปไตยทางการเมืองมีปัญหา...ระบบเศรษฐกิจที่เป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจอาจตั้งชื่อเรียกว่าเป็น...

“ระบบเศรษฐกิจชุมชนบนฐานเกษตรกรรมพึ่งตนเอง+”

โลกที่กำลังปั่นป่วนรุนแรงและวิกฤติอยู่ในปัจจุบัน เพราะฐานคิดเรื่องเสรีแบบตะวันตกอันคับแคบ เสรีภาพส่วนบุคคลที่ปราศจากจิตสำนึก “องค์รวม” นำไปสู่ความโลภอย่างเสรี และความรุนแรง (โทสะ) อย่างเสรี ดังที่มีการเอาเปรียบแย่งชิง ทำลายสิ่งแวดล้อม และเข่นฆ่ากันทั่วโลกด้วยอาวุธอย่างทันสมัย รวมทั้งการคุกคามกันด้วยอาวุธนิวเคลียร์...ในทางพุทธนั้นมองว่า มนุษย์ไม่มีเสรีภาพเพราะถูกครอบงำด้วยอำนาจของ โลภะ โทสะ โมหะ ก่อทุกข์ให้ตนเองและผู้อื่น ฉะนั้นมนุษย์ควรเรียนรู้และฝึกตนให้เป็นอิสระจากการครอบงำของอกุศลมูล

“มนุษย์สามารถบรรลุอิสรภาพ มีความสุขอย่างยิ่ง ทำการสิ่งใดโดยมีสำนึกแห่งองค์รวม อันได้แก่ การดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติทั้งระหว่างคนกับคน และ...คนกับสิ่งแวดล้อม”

คนไทยทุกๆคนคงต้องตั้งหวังให้ “ไตรประชาธิปไตย”...เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์ในเร็ววัน.