วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยุทธศาสตร์ปราบโคเคน

สำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมของสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอดีซี) จัดอันดับให้ “โคลอมเบีย” เป็นหนึ่งในชาติที่ปลูกพืชสำหรับผลิตยาเสพติดมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะต้น “โคคา” วัตถุดิบผลิต “โคเคน” ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของโคลอมเบียย่ำแย่ จนถูกเรียกว่า “ถิ่นโคเคน” มายาวนาน

สัปดาห์ก่อน รัฐบาลโคลอมเบียลงนามข้อตกลงมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 9,900 ล้านบาท) กับยูเอ็นโอดีซี มีเป้าหมายลดการปลูกโคคา สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชทดแทน เช่น “กาแฟ” และคาเคาหรือ “โกโก้” โดยเกษตรกรที่หันไปปลูกพืชทดแทนจะได้รับเงินชดเชยอย่างงาม

โครงการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของไทยทรงริเริ่มใช้จนได้ผลเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลกมานานแล้ว และมีหลายประเทศทำตาม รวมทั้ง “อัฟกานิสถาน” ผู้ปลูกฝิ่นอันดับ 1 ของโลก

แม้รัฐบาลโคลอมเบียได้ลงนามข้อตกลงสันติภาพกับ “กองกำลังปฏิวัติโคลอมเบีย” (ฟาร์ก) กบฏกลุ่มใหญ่ที่สุด ทำให้กบฏฟาร์กยอมส่งมอบพื้นที่ปลูกต้นโคคาให้รัฐบาลและช่วยผลักดันให้เกษตรกรปลูกพืชทดแทน แต่ในปีหลังๆ พื้นที่ปลูกโคคากลับเพิ่มพรวดๆ โดยยูเอ็นโอดีซีระบุว่า เมื่อเดือน ก.ค.ปีนี้ เพิ่มขึ้นถึง 50%

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ข้อตกลงสันติภาพกับกบฏฟาร์กเป็น “ดาบ 2 คม” มีส่วนสำคัญทำให้พื้นที่ปลูกโคคาเพิ่มขึ้น เพราะหลังกบฏฟาร์กทิ้งพื้นที่ ก็มีกลุ่มติดอาวุธและแก๊งอาชญากรอื่นๆ ฉวยโอกาสเข้าไปยึดครองพื้นที่แทน รวมทั้งพื้นที่ปลูกโคคา ซึ่งทำรายได้มหาศาล และเดินหน้าปลูกโคคามากขึ้น

นอกจากนี้ เกษตรกรผู้ปลูกโคคาเจ้าเล่ห์หัวใสจำนวนมากก็ฉวยโอกาสที่มี “ช่องว่างแห่งอำนาจ” หลังกบฏฟาร์กถอนตัว เร่งปลูกโคคาให้มากที่สุด เพราะรู้ว่ารัฐบาลจะมีโครงการปลูกพืชทดแทน และพวกตนจะได้รับเงินชดเชยสูงเมื่อทำลายไร่โคคา เรียกว่าใครมีไร่โคคามากยิ่งได้เงินมาก

ปัจจุบัน เกษตรกรผู้ปลูกโคคามีรายได้เฉลี่ยถึง 300 ดอลลาร์ (ราว 9,900 บาท) ต่อ 1 เฮกแตร์ต่อเดือน ซึ่งเมื่อมีการปลูกพืชทดแทน ก็จะได้รับเงินชดเชยในอัตรานี้เป็นอย่างน้อย

หวังว่าโครงการนี้จะสำเร็จ เมื่อเกษตรกรรับเงินชดเชยอิ่มแปล้แล้วจะเลิกปลูกโคคาอย่างถาวร!

บวร โทศรีแก้ว