วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คลังล้วงเงินฝากสกัดเสือนอนกิน

จากกรณีที่กระทรวงการคลังจุดพลุ โยกเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวเกิน 10 ปีมาอยู่ภายใต้การดูแล โดยยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจัดการเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงิน พ.ศ. ...

พร้อมเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนทั่วไป จนก่อให้เกิดการวิจารณ์อย่างหนักว่า กระทรวงการคลังจะฮุบเงินฝากแก้ปัญหาถังแตกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนเป็นอันมาก

แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากอ่านร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน จะพบว่า เนื้อหาสาระที่สำคัญของกฎหมายไม่มีมาตราใดที่ระบุว่ากระทรวงการคลังจะยึดเงินฝากของประชาชนแม้แต่บาทเดียว

ดังนั้น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ คอลัมน์ the issues จึงขอนำสาระของกฎหมายดังกล่าว เสนอต่อผู้อ่านเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เกิดจากการนำประสบการณ์ของนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง อดีตนายแบงก์ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการธนาคารไม่น้อยกว่า 30 ปี มองเห็นการทำธุรกิจของสถาบันการเงินที่อาศัยช่องโหว่ของกฎหมายมาหากิน เพื่อสร้างผลกำไรอย่างมหาศาลไม่ต่างกับ “เสือนอนกิน”

โดยประเด็นล่าสุดก็คือ บัญชีเงินฝากของประชาชนที่ไม่มีความเคลื่อนไหว (Dotmant Account) เกินกว่า 10 ปี กระทรวงการคลังกำลังเสนอเป็นกฎหมายฉบับใหม่ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อเพิ่มอำนาจให้กระทรวงการคลังในการนำบัญชีเงินฝากของประชาชนเข้ามาเก็บอยู่ในบัญชีเงินคงคลังของรัฐบาลได้

เนื่องจากในปัจจุบันมีประชาชนส่วนหนึ่งที่มีบัญชีเงินฝาก แต่ได้ทิ้งบัญชีเงินฝากดังกล่าว เอาไว้ที่สถาบันการเงิน ซึ่งอาจจะเกิดความผิดพลาดจากเจ้าของบัญชี “ลืม” หรือ “เจ้าของบัญชีได้เสียชีวิตลง”

โดยทายาทไม่รู้ว่าผู้เสียชีวิตมีบัญชีเงินฝากอยู่กับธนาคาร จึงเกิดปัญหาว่า “เงินฝากที่นอนนิ่งๆอยู่กับธนาคารนั้น ไม่มีเจ้าของ”

กระทรวงการคลังจึงเข้าไปตรวจสอบและพบว่าเงินฝากอยู่นิ่งๆ ไม่มีการเคลื่อนไหวเกิน 10 ปี มียอดเงินคงเหลืออยู่ในบัญชี 10,000-12,000 ล้านบาท ที่ถูกธนาคารพาณิชย์บวกคิดค่าธรรมเนียมในการดูแลบัญชีเงินฝากทุกๆเดือน กรณียอดเงินคงเหลือต่ำกว่า 2,000 บาท และไม่มีความเคลื่อนไหวเป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป จะถูกคิดค่าบริการในอัตรา 50 บาทต่อเดือน โดยอ้างว่า จะนำเงินก้อนนี้ไปใช้ลงทุนทางด้านระบบสารสนเทศ หรือไอที

ทั้งนี้ หากคำนวณยอดเงินฝากจำนวนเงิน 2,000 บาทที่ถูกทิ้งไว้ โดยไม่มีการเคลื่อนไหว หากจะถูกธนาคารพาณิชย์หักไปละ 50 บาททุกๆเดือน ภายในระยะเวลา 40 เดือน หรือประมาณ 3 ปีเศษ บัญชีเงินฝากก็เหลือศูนย์บาท

โดย รมว.คลัง อธิบายเรื่องนี้อย่างน่าฟังว่า “ธนาคารที่ดีก็จะแยกบัญชีเงินฝากก้อนนี้ออกจากธนาคาร เพื่อนำไปพัก เพราะสามารถลดภาระต้นทุนในเรื่องการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 0.46% และอีก 0.1% สมทบสถาบันคุ้มครองเงินฝาก นอกจากนี้ ยังนำไปเป็นสินเชื่อกินส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0.50-1% ต่อปี แต่นำไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ย 6-8% ต่อปี กำไร 5-6% ก็ถือว่าสูงมากพอสมควรแล้ว แต่ยังมีธนาคารที่ไม่ดี ยึดเงินของประชาชนไปลงบัญชีเป็นกำไรของธนาคารทันที อย่างนี้ก็เท่ากับเอารัดเอาเปรียบประชาชน”

ดังนั้น กฎหมายใหม่ที่กระทรวงการคลังเสนอนั้น คือ การดึงเงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากกระแสรายวันที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเกินกว่า 10 ปี เข้ามาอยู่ในเงินคงคลัง โดยกรมบัญชีกลางเป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งจากการสำรวจในเบื้องต้น คาดว่ามีเงินฝากของประชาชนที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเกิน 10 ปีมีอยู่ประมาณ 10,000-12,000 ล้านบาท ทำให้ประชาชนที่ลืมไปว่าเคยมีเงินฝากอยู่กับธนาคารพาณิชย์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการดูแลบัญชีเงินฝากอีกต่อไป

สำหรับการเสนอร่าง พ.ร.บ. Dormant Account ของกระทรวงการคลังในครั้งนี้

กระทรวงการคลังยืนยันว่า มีประโยชน์ถึง 3 อย่างคือ 1.ได้สร้างเกราะป้องกันที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชนเพราะเงินที่โอนมาอยู่ที่กระทรวงการคลังจะอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์ 2.เพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ประเทศ เพราะเงินฝากที่กระทรวงการคลังนำเก็บรักษาไว้ จะช่วยลดการกู้เงินให้แก่รัฐบาลได้

และ 3.ก่อให้เกิดความยุติธรรม และเป็นมาตรฐานสากล เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อังกฤษ ออสเตรเลีย และมาเลเซีย ที่มีกฎหมายออกมาควบคุมเงิน Dormant Account ไม่ใช่เฉพาะเงินฝากที่อยู่กับธนาคารพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังได้เปิดกว้าง และรวมไปถึงเงินที่มาจากการปันผลผู้ถือหุ้น และเงินหรือสิ่งของจากการชิงโชคของบริษัทต่างๆที่ไม่มีผู้มารับ ก็จะถูกโอนมาเป็นเงินคงคลังของรัฐบาลทั้งหมด.


วรรณกิจ ตันติฉันทะวงศ์