วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไตรประชาธิปไตย ทำไทยหายวิกฤติ

“ไตรประชาธิปไตย ทางออกของไทย” เป็นประเด็นล่าสุดที่อาจารย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส อยากจะเปิดมุมมองให้ได้รับรู้เป็นสาธารณะ เพราะเกี่ยวโยงไปทั้ง...ประชาธิปไตยทางการเมือง...ประชาธิปไตยทางสังคม...ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ

สิ่งที่ต้องเน้นย้ำ...แน่นอนว่า “ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ ไม่หายวิกฤติ”

“เราพยายามพัฒนาประชาธิปไตยกันมาเกือบ 100 ปี ไม่สำเร็จ เพราะเราสนใจแต่ประชาธิปไตยทางการเมืองเท่านั้น ประชาธิปไตยทางการเมืองที่ปราศจากประชาธิปไตยทางสังคมและประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจจะไม่มีคุณภาพที่จะอำนวยประโยชน์สุขให้คนส่วนใหญ่”

ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ควรจะมี 3 หรือเป็นประชาธิปไตย คือ (1) ประชาธิปไตยทางการเมือง (Political democracy)...(2) ประชาธิปไตยทางสังคม (Social democracy)...(3) ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Economic democracy)

อาจารย์ประเวศ บอกว่า ประชาธิปไตยทางการเมืองเท่านั้นค่อนข้างเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่าคือการเลือกตั้ง ที่เรียกว่าหนึ่งคนหนึ่งเสียง หรือ one man one vote

ในที่นี้จะยกตัวอย่างของการขาดประชาธิปไตยทางสังคม และประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ที่มีผลกระทบต่อประชาธิปไตยทางการเมือง หรือที่เราเรียกว่าประชาธิปไตยเฉยๆ ทำให้ไม่มีคุณภาพที่จะก่ออัตถประโยชน์ให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ

ประชาธิปไตยทางสังคม...ทำให้ประชาธิปไตยทางการเมืองมีคุณภาพ

ที่ประเทศอิตาลีประเทศเดียว ใช้รัฐธรรมนูญเดียวกันทั้งประเทศ แต่เป็นประดุจ 2 ประเทศ คือ ทางตอนเหนือ เช่น มิลาน ทอเรโน เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี แต่ทางตอนใต้ เช่น ซิซิลี ซาร์ดิเนีย เศรษฐกิจไม่ดี การเมืองไม่ดี และศีลธรรมไม่ดี คำว่ามาเฟียก็มาจากภาคใต้ของอิตาลี

Robert Putnam จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ไปวิจัยว่าทำไมภาคเหนือกับภาคใต้ของอิตาลีถึงต่างกัน พบว่า โครงสร้างทางสังคม แตกต่างกันมาก ภาคเหนือผู้คนมีความเสมอภาค มีการรวมตัวร่วมคิดทำในรูปต่างๆ ซึ่งเราอาจเรียกว่ามีความเป็นพลเมืองสูง หรือมีประชาธิปไตยทางสังคม

ส่วนทางภาคใต้มีความสัมพันธ์ทางดิ่งระหว่างคนมีอำนาจข้างบนกับคนไม่มีอำนาจข้างล่าง เป็นสังคมที่มีสัมพันธภาพเชิงอำนาจ ไม่มีประชาธิปไตยทางสังคม

“การขาดประชาธิปไตยทางสังคมทำให้เศรษฐกิจไม่ดี การเมืองไม่ดี และศีลธรรมไม่ดี การมีประชาธิปไตยทางการเมืองคือ มีรัฐธรรมนูญเดียวกันไม่เพียงพอที่จะทำให้การเมืองดี แต่ประชาธิปไตยทางสังคมจะทำให้การเมืองดี เศรษฐกิจดี และศีลธรรมดี”

ประเทศไทยขาดประชาธิปไตยทางสังคมคล้ายอิตาลีตอนใต้ จึงพัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง และศีลธรรมไม่สำเร็จ

ฉายภาพ...การขาดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจกระทบคุณภาพของประชาธิปไตยทางการเมือง อาจารย์ประเวศชี้ให้ดูสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่าง อเมริกาชูสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยและการค้าเสรี ประสบความเจริญรุ่งเรือง และเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก แต่บัดนี้เกิดความเหลื่อมล้ำสุดๆ

Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ใช้คำว่าเกิดปรากฏการณ์ 99 : 1 คือ การพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อคน 1 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 99 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ประโยชน์หรือกลับจนลง

ความเหลื่อมล้ำสุดๆนำไปสู่ปัญหาต่างๆตามมาเป็นพรวน เช่น อาชญากรรม ความขัดแย้งและความรุนแรง เมื่อเกิดพายุถล่มแต่ละครั้งก็เกิดการจลาจลปล้นสะดม จนต้องส่งกำลังติดอาวุธเข้าควบคุมหรือประกาศเคอร์ฟิว หนังสือ TIME ฉบับ 27 สิงหาคม 2560 มีเรื่องขึ้นปกว่า HATE in America หรือความเกลียดชังกันในอเมริกา ได้กล่าวถึงกลุ่มสุดโต่งต่างๆ เช่น White Supremacist, White Nationalist, Ku Klux Klan, Neonazies ที่ชุมชนใหญ่ที่เมืองชาลอตส์วิลล์ และเกิดการปะทะกัน การได้ Donald Trump มาเป็นประธานาธิบดีก็สะท้อนปัญหาสังคม เศรษฐกิจ จิตใจของคนอเมริกัน

คำถามสำคัญมีว่า...เหตุใดอเมริกาซึ่งมีประชาธิปไตยแบบ one man one vote แล้ว คนส่วนใหญ่จึงไม่โหวตให้เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ปล่อยให้การเมืองทำเพื่อคน 1 เปอร์เซ็นต์

คำตอบน่าจะเป็นว่า เงินใหญ่ หรือ Big Money สามารถควบคุมกลไกทางการเมือง ในวอชิงตันมีล็อบบี้ยิสต์ซึ่งเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ใหญ่ๆมากกว่านักการเมือง

“ถ้าดูไปคนอเมริกันก็น่าสงสารมาก ทั้งๆที่มีแผ่นดินกว้างใหญ่แต่คนเกือบทั้งหมดถูกต้อนมาเป็นลูกจ้างในเมือง ไม่สามารถควบคุมอนาคตของตนเองได้ สุดแต่เขาจะจ้างหรือไม่จ้าง และจ้างด้วยราคาเท่าใด

จึงมีการตกงาน ได้ค่าแรงต่ำ บริษัทย้ายการจ้างงานไปต่างประเทศเอาเครื่องยนต์กลไก หุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนคนมากขึ้นเรื่อยๆ...การไม่มีงานทำ การถูกลอยแพออกจากงานเป็นสภาวะที่น่าสงสารมาก

ประชาชนที่เป็นลูกจ้างไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย เมื่อก่อนเคยรวมตัวเป็นสหภาพกรรมกรที่เข้มแข็ง บัดนี้ก็ถูกทำลาย เงินขนาดใหญ่มีอำนาจที่จะฝ่าฝืนกฎหมาย แก้ไขกฎหมาย และล็อบบี้นักการเมือง ประชาชนคนเล็กคนน้อยจึงไม่มีอำนาจที่จะกำหนดอนาคตของตนเอง”

อาจสรุปว่า “อเมริกา” ที่ว่ามี “ประชาธิปไตยทางการเมือง” นั้น ไม่มีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Economic democracy) คือประชาชนไม่มีอำนาจกำหนดอนาคตทางเศรษฐกิจของตนเอง

การขาดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจกระทบประชาธิปไตยทางการเมือง ทำให้ one man one vote ไม่สามารถรักษาประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ได้

และ...จะเห็นได้ว่าทั้งๆที่มีแผ่นดินกว้างใหญ่ แต่ก็ไม่เป็น พลังแผ่นดิน เพื่อคนส่วนใหญ่ ทำให้ต้องไปมีชีวิตที่ถูกกระทำในเมือง เพราะขาดระบบเศรษฐกิจเพื่อความเป็นไทของประชาชน

เอาล่ะ มองเทศแล้วก็ให้ย้อนกลับมามองไทย...ทางออกของประเทศไทยคือการพัฒนาไตรประชาธิปไตย

“เราจะพัฒนาเฉพาะประชาธิปไตยทางการเมืองอย่างที่เคยทำ ก็จะประสบความล้มเหลวอีกต่อไป จำเป็นต้องพัฒนาประชาธิปไตยทางสังคมและประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจอย่างเชื่อมโยงกันด้วย”

กล่าวคือ...ต้องเดินหน้าไปให้พร้อมๆกันทั้ง...ประชาธิปไตยทางการเมือง...ประชาธิปไตยทางสังคม...ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ

เริ่มจากประชาธิปไตยทางการเมือง...พรรคการเมืองจะต้องพัฒนาไปสู่ความเป็นสถาบัน เป็นเครื่องมือทางการเมืองของประชาชน มีความรู้ มีความดี...ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง

“นักการเมืองควรทำความเข้าใจประชาธิปไตยทางสังคมและประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจเสียแต่บัดนี้ และเมื่อได้รับการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ต้องพัฒนาประชาธิปไตยทางสังคม และประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ประชาธิปไตยทางการเมืองมีคุณภาพและความมั่นคง...ไม่มีรัฐประหารอีกต่อไป”

อาจารย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวทิ้งท้าย.