วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยึดมั่นวิถีทางรัฐธรรมนูญ

หลายคนอาจจะแปลกใจเมื่อรู้ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนจากตัวอย่างทั่วประเทศของศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พบว่าคนส่วนใหญ่ 61% เห็นด้วยกับการปลดล็อกพรรคการเมือง เพื่อให้ทำกิจกรรมการเมือง มีเพียง 29.8% ที่ไม่เห็นด้วย แม้ว่าจะมีถึง 53.0% ที่เชื่อมั่นค่อนข้างน้อย ว่าการปลดล็อกจะทำให้ทิศทางการเมืองดีขึ้น

ผลการสำรวจพบว่ามีคน 54.3% มีความกังวลว่าเมื่อปลดล็อกแล้วอาจมีนักการเมืองที่เห็นต่างออกมาปลุกระดม แต่คนส่วนใหญ่ 63.5% กังวลว่าประเทศจะยังไม่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ 39.3% กังวลว่าการเลือกตั้งจะล่าช้าออกไป 42.8% เชื่อว่าถ้าไม่ปลดล็อกจะได้เห็นนักการเมืองหน้าใหม่ๆ มีเพียง 21.8% ให้ คสช.บริหารประเทศต่อไป

เห็นได้ชัดว่าแม้คนส่วนใหญ่จะยังไม่เชื่อมั่นว่าการปลดล็อกจะทำให้ทิศทางการเมืองของประเทศดีขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ยังอยากเลือกตั้งตามสัญญา และยังศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย แม้ฝ่ายอำนาจนิยมจะสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ให้กลัวการกลับมาของนักการเมือง ซึ่งถูกมองเป็นเสือสิงห์กระทิงแรด กลัวความวุ่นวายและการทุจริตโกงกิน

ผลของโพลแสดงว่าคนส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในประชาธิปไตย แม้จะล้มลุกคลุกคลานและล้มเหลวซ้ำซาก แต่เชื่อว่าแม้ประชาธิปไตยจะไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายที่สุด เมื่อเปรียบ เทียบกับระบอบเผด็จการทรราชย์ เพราะอย่างน้อยประชาชนยังมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกผู้นำ รวมทั้งเสรีภาพในการพูด และการแสดงความคิดเห็นต่างๆ

ระชาชนและองค์กรอิสระต่างๆ มีสิทธิตรวจสอบ ร้องเรียน กล่าวหานักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. รวมทั้งองค์กรอิสระต่างๆ เมื่อพบว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม มีสิทธิติดคุกหรือถูกถอดถอน

แม้แต่พรรคการเมืองที่คุมเสียงข้างมากเด็ดขาด และคิดจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อลบล้างความผิดให้ตนเองหรือพวกพ้อง ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะจะถูกต่อต้านทั้งในและนอกสภา ดังที่เคยมีตัวอย่างมาแล้ว และถ้าเกิดวิกฤติทางการเมือง หาทางออกไม่ได้ ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยสันติ โดยไม่ต้องยึดอำนาจหรือโดยวิธีการนอกรัฐธรรมนูญอื่นๆ

รัฐธรรมนูญทุกฉบับบัญญัติไว้ ตรงกันว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ บังคับใช้แก่กรณีใด ให้กระทำการหรือวินิจฉัยกรณีนั้น ไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ที่ผ่านๆมา มักจะไม่แก้ปัญหาตามประเพณีประชาธิปไตย แต่ใช้วิธีปลุก ระดมมวลชน และนำไปสู่ความขัดแย้ง ความรุนแรง และการโค่นล้มประชาธิปไตย.