วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สลายสรีรธาตุ ท่านปัญญา ‘พระเทพ’พระราชทานเพลิง

คนแน่นขนัดวัดชลประทาน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯพระราชทานเพลิงศพ “หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ” อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ขณะที่ศิษยานุศิษย์-พุทธศาสนิกชนทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเข้าร่วมงาน สลายสรีรธาตุ “หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ” แน่นวัด

หลังจากพระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญา นันทมหาเถระ) หรือหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2550 ด้วยอายุ 97 ปี และทางวัดได้เก็บสรีระของหลวงพ่อไว้ให้ญาติโยม ศิษยานุศิษย์ และผู้มีจิตเลื่อมใสศรัทธาได้สักการะเป็นเวลาถึง 10 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีการจัดงานพระราชทานเพลิงศพพระพรหมมังคลาจารย์ โดยยึดตามธรรมเนียมพุทธกาล ซึ่งบรรยากาศในช่วงเช้า ตั้งแต่เวลา 08.00 น. มีประชาชนและศิษยานุศิษย์จากทั่วสารทิศ ทยอยเดินทางมาร่วมงานพระราชทานเพลิงพระพรหมมังคลาจารย์จนเนืองแน่นเต็มพื้นที่ ภายในลานด้านหน้าของโรงเรียนพุทธธรรม พร้อมกันนี้ ยังได้นั่งสมาธิสงบนิ่งแสดงความอาลัยต่อหลวงพ่อปัญญาด้วย

จากนั้นเข้าสู่พิธีในเวลา 09.00 น. พนักงานพระราชพิธีเชิญโกศแปดเหลี่ยมฉัตรเบญจา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานตั้งประดับบนเมรุ จากนั้นเป็นพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานในการออกเมรุ แล้วพระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมงฺกโร) เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรรมการมหาเถรสมาคม แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ เรื่อง “หลวงพ่อปัญญากับการพัฒนาการศาสนา”

จนกระทั่ง เวลา 13.30 น. พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดชลประทานฯ เป็นผู้นำพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์พระเถรานุเถระ พระธรรมทายาท พร้อมศิษยานุศิษย์เคลื่อนหีบศพหลวงพ่อปัญญา ซึ่งมีจารึกคำว่า “ร่างกายตายได้แต่งานอย่าให้ตาย” จากบนจิตกาธาน หน้าโรงเรียนพุทธธรรม เพื่อนำขึ้นตั้ง ณ เมรุวัดชลประทานฯ ซึ่งตลอดสองข้างมีพุทธศาสนิกชนนั่งเรียงแถวยาวรอรับขบวนและเมื่อสรีรร่างของหลวงพ่อปัญญาเคลื่อนผ่านตรงหน้าต่างก้มกราบ พร้อมทั้งเปล่งคำ “สาธุ” อย่างไม่ขาดสาย

ขณะที่บรรยากาศโดยรอบ ตลอดทั้งวันก่อนมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ มีท้องฟ้ามืดครึ้ม มีลมเย็นพัดผ่านตลอดเวลา ทั้งมีละอองฝนโปรยปรายลงมา สร้างความอัศจรรย์ใจให้กับผู้ร่วมงาน ขณะเดียวกัน มีวงดนตรีจากโรงเรียนชลประทานวิทยาและชลประทานสงเคราะห์ ร่วมบรรเลงดนตรีบทเพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้ฟังด้วย

ต่อมาเวลา 17.00 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จถึงวัดชลประทานฯ จากนั้น เวลา 17.30 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินถึงศาลาขจรประศาสน์ วัดชลประทานฯ โดยมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จังหวัดนนทบุรี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 พร้อมผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี และพุทธศาสนิกชนเฝ้ารอรับเสด็จ จากนั้นเสด็จฯขึ้นเมรุ ทรงทอดผ้าไตรและพระราชทานเพลิงศพพระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทมหาเถระ) เมื่อแล้วเสร็จ สมเด็จพระสังฆราชฯทรงเป็นประธานสงฆ์ในการวางดอกไม้จันทน์ ตามด้วยพระภิกษุสงฆ์ ข้าราชการและประชาชนขึ้นวางดอกไม้จันทน์ตามลำดับ

ทั้งนี้ หลังจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินกลับแล้ว ได้มีการเชิญหีบศพหลวงพ่อปัญญาจากเมรุกลับมายังจิตกาธาน บริเวณหน้าโรงเรียนพุทธธรรม เพื่อรอเผาจริงในเวลา 22.00 น. ซึ่งตลอดสองข้างทางที่ขบวนเคลื่อนผ่านมีพระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา พุทธศาสนิกชน และศิษยานุศิษย์ สวดเจริญมรณานุสติ แสดงความอาลัย ต่อมานายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ได้อ่านบทกวี “กราบหลวงพ่อปัญญา” โดยมีนายธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง บรรเลงขลุ่ยประกอบ

กระทั่งเวลา 22.00 น. ซึ่งเป็นเวลาสลายสรีรธาตุหลวงพ่อปัญญา พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดชลประทานฯ จุดประทีปประกาศสัจธรรม และร่วมกันเจริญจิตภาวนาและสวดมรณานุสติคาถา ทั้งนี้ การอัญเชิญอัฐิธาตุไปสถิต ณ มหาเจดีย์ อาคารปัญญานันทานุสรณ์จะมีขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 6 พ.ย. โดยพระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมงฺกโร) เจ้าอาวาสวัดยานนาวา เป็นประธานในพิธีบรรจุอัฐิธาตุ

สำหรับประวัติพระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทมหาเถระ) เป็นที่รู้จักในนามหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะพระนักเทศน์ และเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการปาฐกถาธรรม ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา เคยร่วมเผยแผ่พระพุทธศาสนากับพระโลกนาถ ชาวอิตาลีไปถึงประเทศพม่า และได้ศึกษาปฏิบัติธรรมร่วมกับท่านพุทธทาสที่วัดสวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี จนกลายเป็นสหายธรรมร่วมเผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้รับนิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดชลประทานรังสฤษดิ์ เมื่อ พ.ศ.2503 ทำให้วัดมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ธรรมที่สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ จนได้รับการเรียกขานว่า “แม่ทัพธรรม แม่ทัพโลก” ผู้วางรากฐานวิธีคิดและวิธีปฏิบัติให้แก่ศาสนาทายาท ทั้งการปฏิรูปพิธีกรรมให้ห่างจากความงมงาย เหลือเพียงแก่นธรรมที่แท้จริงพระพุทธศาสนา หลวงพ่อปัญญาเป็นผู้ปฏิรูปการเทศน์จากการนั่งมายืนปาฐกถาธรรมบนโพเดียม เป็นผู้ริเริ่มพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ หลักการใหญ่ที่ท่านสอนชาวพุทธอยู่บนพื้นฐานแนวคิด “คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี ไปสู่สถานที่ดี” และท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะครั้งแรกในพระราชทินนามว่า พระปัญญานันทมุนี เมื่อปี พ.ศ.2499 และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ ตามลำดับจนเป็น พระพรหมมังคลาจารย์ ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย จำนวน 9 แห่ง และได้รับรางวัลต่างๆอีกมากมาย