วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เศรษฐกิจฐานรากดีขึ้น ความเชื่อมั่นการจ่ายหนี้-หารายได้สูงขึ้น

เปิดผลสำรวจประชาชนระดับฐานราก พบดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากดีขึ้น ขณะที่ผลสำรวจพฤติกรรมการออมพบมีการออมมากขึ้น

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยฯ ได้ทำการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก (GSI) ประจำไตรมาส 3 ปี 60 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท ทั่วประเทศ 1,941 ตัวอย่าง พบดัชนี GSI อยู่ที่ระดับ 46.9 สูงขึ้นจากไตรมาสก่อนที่อยู่ระดับ 46.3 และคาดการณ์ว่า ไตรมาส4 จะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยประชาชนระดับฐานรากรู้สึกว่าเศรษฐกิจภาพรวมดีขึ้น แต่ราคาสินค้าเกษตรที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย สำหรับ GSI ในอนาคตอีก 6 เดือนข้างหน้า ประชาชนระดับฐานรากมีมุมมองที่ดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 48.8 เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐที่เป็นรูปธรรม เช่น โครงการประชารัฐสวัสดิการที่เริ่มใช้เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นด้านต่างๆ เทียบกับไตรมาสก่อน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นด้านความสามารถในการชำระหนี้ การหารายได้ และภาวะเศรษฐกิจปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย การออมและโอกาสในการหางานทำปรับตัวลดลง

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยฯคาดการณ์ว่าดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานรากจะสูงขึ้นช่วงปลายปี มีปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวจากภาคการส่งออก การใช้จ่ายภาครัฐ และการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยวปลายปี รวมถึงมาตรการภาครัฐในโครงการประชารัฐสวัสดิการที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและสภาพคล่องให้ประชาชนฐานราก

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยฯยังได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมการออมของประชาชนระดับฐานรากทั่วประเทศ 1,941 ตัวอย่าง พบว่า 55.4%มีเงินออม โดยส่วนใหญ่ 59.8% ของผู้ที่มีเงินออมมีการออมแบบรายเดือน จำนวนเงินออมเฉลี่ยที่ 2,000 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบปีก่อนพบว่าสัดส่วนผู้ที่มีเงินออมเพิ่มขึ้น สำหรับวิธีการออมส่วนใหญ่ 63.7% เมื่อมีรายได้จะหักเงินออมไว้ก่อนส่วนที่เหลือจึงนำไปจับจ่ายใช้สอย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ดีที่จะทำให้ออมเงินได้ ขณะที่36.3% นำเงินไปจับจ่ายใช้สอยก่อน ถ้ามีเงินเหลือจึงออม ทำให้ออมได้ไม่สม่ำเสมอ

ส่วนวัตถุประสงค์การออมเงิน 3 อันดับแรก เก็บไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน/ เจ็บป่วย 79.8% รองลงมาเพื่อไว้ใช้ในยามชรา/วัยเกษียณ 45.6% และเก็บไว้เป็นทุนประกอบอาชีพ 30.5% ส่วนการออมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยยังมีสัดส่วนน้อยเนื่องจากยังมีรายได้ไม่มากพอ ขณะที่ลักษณะการออมและการลงทุนพบว่าฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์ 79.8% เก็บไว้ที่บ้าน/ครัวเรือน 57.0% และฝากกับองค์กร35.5% เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ/กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กองทุนประกันสังคม.