วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปูด!! ระบบไบโอดาต้า ตรวจต่างด้าว ใช้งบเกือบ 500 ล้าน แต่ไม่ได้ใช้งาน

ปูดอีก ระบบไบโอดาต้าตรวจต่างด้าว ใช้งบเกือบ 500 ล้าน แต่ไม่ได้ใช้งาน ปลัดแรงงาน อ้างต่างด้าวทำงานหนัก ลายมือหาย จำเป็นต้องสแกนม่านตา...

เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ภายหลัง คสช.มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลการพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าว มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ส่วนอธิบดีกรมการจัดหางาน กรมเจ้าท่า กรมประมง เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า ได้ทำให้มีความชัดเจน ต่างจากก่อนหน้านี้ที่โยนมาให้กระทรวงแรงงาน โดยเมื่อปี 2554 กระทรวงการคลังเคยอนุมัติงบประมาณ 423 ล้านบาท ให้กรมการจัดหางานไปดำเนินการจัดทำระบบฐานข้อมูลไบโอดาต้า (Bio Data) ของแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีการขึ้นทะเบียนขณะนั้นกว่า 1 ล้านคน เพื่อบันทึกข้อมูลจัดเก็บไบโอดาต้า เช่น เก็บลายนิ้วมือ และโครงใบหน้าของแรงงานต่างด้าว แต่การใช้งานไม่ค่อยได้ผล มีปัญหามาก ตรวจสอบชื่อซ้ำได้ยาก

แหล่งข่าวยังระบุว่า ทุกวันนี้จึงไม่ได้ใช้งาน แต่ต้องเสียเงินบำรุงรักษา ซึ่งเรื่องนี้ถูก  ป.ป.ช.ตรวจสอบ และยังคาราคาซังอยู่ ขณะที่ของเก่ายังมีปัญหา ยังจะจัดหาเครื่องสแกนม่านตามาใช้ แม้จะแม่นยำกว่า แต่ระบบดูแลรักษามีค่าใช้จ่ายสูง มีความจำเป็นหรือไม่ แค่ลายนิ้วมือกับบันทึกโครงใบหน้าก็น่าจะพอแล้ว เพราะแรงงานกลุ่มนี้อยู่ไทยไม่นาน  
   
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้กำชับให้ทุกกระทรวงสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) และปัญหาการค้ามนุษย์ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะถือเป็นวาระแห่งชาติ และได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงานทำการเก็บข้อมูลด้านอัตลักษณ์ โดยการสแกนใบหน้าและม่านตา (Face and Iris Scan) แรงงานต่างด้าวในกิจการประมงและแปรรูปสัตว์น้ำ ต่อจากกรมเจ้าท่าที่ดำเนินการมาแล้วระยะหนึ่ง

ทั้งนี้กระทรวงแรงงานได้รับเครื่องมือสแกนใบหน้าและม่านตา (Face and Iris Scan) จากกรมเจ้าท่า มาดำเนินการจัดเก็บข้อมูลแรงงานในกิจการประมง ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 60 โดยให้เร่งรัดทำการเก็บข้อมูลด้วยการสแกนใบหน้าและม่านตาแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงและแปรรูปสัตว์น้ำที่คงเหลืออยู่ในระบบอีกกว่า 200,000 คน ให้จบในวันที่ 1 พ.ย. แต่การดำเนินการไม่คืบหน้ามากนัก และในระยะต่อไปจะดำเนินการกับแรงงานต่างด้าวทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทยกว่า 3.5 ล้านคน

ขณะที่ นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการตรวจพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว ว่า กลุ่มบัตรสีชมพู 1.3 ล้านคน จะต้องจบภายในวันที่ 31 มี.ค.61 ส่วนกลุ่มที่ผ่านการคัดกรองความสัมพันธ์กว่า 7 แสนคน ซึ่งจะครบกำหนดชะลอโทษ 180 วัน ในวันที่ 31 ธ.ค. 60 หากไม่ทันก็ต้องดูนโยบายว่าจะให้ส่งกลับ หรือจะลงทะเบียนและพิสูจน์ตัวบุคคลไว้ก่อน แล้วค่อยไปพิสูจน์สัญชาติและปรับสถานภาพทีหลัง แต่ก็ต้องไม่เกิน 31 มี.ค.61 เท่ากับกลุ่มบัตรสีชมพู เรื่องนี้ต้องคุยกับประเทศต้นทางทั้งลาว กัมพูชา เมียนมา หากอยากให้แรงงานทำงานในประเทศไทย มีเงินส่งกลับประเทศ ต้องอำนวยความสะดวกให้การรับรองสถานะบุคคลให้การพิสูจน์สัญชาติมีความรวดเร็วขึ้น

นายจรินทร์ กล่าวว่า การพิสูจน์ตัวบุคคล มีคณะกรรมการที่ตั้งตามมาตรา 44 ขณะเดียวกันก็มีองค์การปกครองซึ่งมีฐานข้อมูลใหญ่อยู่แล้ว สามารถทำงานร่วมกัน ทั้งลายนิ้วมือ ภาพใบหน้าต่างๆ น่าจะพิสูจน์ตัวตนเบื้องต้นได้ ส่วนเรื่องสแกนม่านตาในเบื้องตนได้ทำในกลุ่มประมงก่อน เพราะเป็นแรงงานกลุ่มเสี่ยงที่ทำงานหนัก มือด้านแล้วลายนิ้วมือหายหมด จึงต้องใช้การสแกนม่านตา

เมื่อถามว่า กระทรวงแรงงานมีความจำเป็นในการจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตาหรือไม่ นายจรินทร์ ตอบว่ายังไม่มี แต่ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการที่ คสช.ตั้งขึ้นมาดูแลจะพิจารณาอย่างไร และราคาเครื่องแค่แสนเดียว

"เดิมทีเรื่องสแกนม่านตาเป็นของกรมเจ้าท่า เพราะแรงงานประมงไม่มีลายนนิ้วมือพิสูจน์ไม่ได้ ม่านตาเป็นการแสดงอัตลักษณ์คนได้ เมื่อสแกนม่านตาแล้ว ต้องมาออกใบอนุญาตทำงาน ซึ่งกรมการจัดหางานเป็นคนทำ เขาจึงให้มาทำที่เดียวเลย มันก็มีหลัก มีเหตุผล การดำเนินการต่างๆ ถูกตรวจสอบอย่างรอบคอบ ไม่มีทุจริต การย้ายนายวรานนท์ ปีติวรรณ อดีตอธิบดีกรมการจัดหางาน ไปเป็นรองปลัดกระทรวง ไม่ใช่เรื่องไม่สนองนโยบาย หรือไม่ชงเรื่องซื้อเครื่องสแกนม่านตา แต่เป็นเรื่องของประสิทธิภาพของการทำงาน ส่วนระบบไบโอดาต้า เก็บข้อมูลต่างด้าว ที่กรมการจัดหางานเคยนำมาใช้ด้วยงบประมาณเกือบ 500 ล้านบาท ผมยังไม่ทราบว่าจัดซื้อมาสมัยไหน แต่ตอนที่ผมเข้ามาก็ไม่เห็นใช้แล้ว" นายจรินทร์ กล่าว.