วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กฎหมายของฮิตเลอร์ (1)

มีคนฝากผมค้นหานักกฎหมายที่เป็นมือเป็นเท้าให้เผด็จการออกกฎหมายกดขี่คน ว่าเคยมีอยู่ในประเทศไหนบ้าง? ค้นคว้าแล้วก็พบว่ามีอยู่ในหลายประเทศ

พรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติหรือพรรคนาซีของเยอรมันได้อำนาจเพียง 4 เดือน นายอาร์เทอร์ กืทท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ และนักกฎหมายหลายคนที่เชื่อว่ามนุษย์ไม่เท่ากัน ก็สุมหัวกันคิดที่จะกำจัดคนหูหนวก ตาบอด จิตหลอน ร่างกายไม่สมประกอบ ลมชัก ระบบประสาทผิดปกติ ร่างกายไม่แข็งแรง ฯลฯ ให้หมดไปจากแผ่นดินเยอรมนี

จึงไปปรึกษาอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นผู้ปกครองที่มีความเชื่อเรื่องมนุษย์ไม่เท่ากันอยู่แล้ว หลังจากนั้นคนพวกนี้ก็ช่วยกันคิด Sterilization Bill ร่าง พ.ร.บ.การทำหมัน

เพื่อให้มีความชอบธรรม ฮิตเลอร์ให้สมาชิกสภาไรค์ชตากซึ่งเป็นคนของตนผ่าน Sterilization Act หรือ พ.ร.บ.การทำหมันผ่านสภาเมื่อ 14 กรกฎาคม 1933 และมีผลบังคับใช้ เมื่อ 5 มกราคม 1934

พรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติใช้สื่อของรัฐปฏิบัติการกันซะจนคนคิดว่าฟือเรอร์ หรือท่านผู้นำเป็นความหวังของชาติ ทำอะไรก็ถูกหมด ส่วนผู้พิพากษาเยอรมันสมัยนั้นมีหลายพวก บางพวกอยากอิงเผด็จการเพื่ออำนาจของตัวเอง บางพวกก็ถูกล้างสมองจนเออออห่อหมกกับฮิตเลอร์ทุกเรื่อง

ผู้พิพากษาส่วนหนึ่งอ่าน พ.ร.บ.การทำหมัน แล้วก็ปิ๊งไอเดียที่จะให้พวกตนและจิตเวชเป็นคนตัดสินละว่าประชาชนคนไหนควรโดนทำหมัน ห้ามสืบพันธุ์ต่อไป และนี่คือที่มาของ Erbgesundheitsgerichte หรือ Hereditary Health Courts แปลเป็นไทยน่าจะได้ว่าศาลสุขภาพด้านพันธุกรรม ศาลนี้ประกอบด้วยผู้พิพากษาและแพทย์ด้านจิตเวช 2 คน ทำหน้าที่ร่วมกันพิจารณาว่า พลเมืองเยอรมันคนใดบ้างที่จะถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐจับไปทำหมัน ผลงานของศาลนี้ทำให้คนเยอรมันโดนทำหมันไปมากกว่า 400,000 คน

จากนั้น คนพวกนี้ก็มาคิดถึงการกำจัดมนุษย์ ร่างกายและจิตใจสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่พวกเรา? ในที่สุด นักประชากรศาสตร์และนักกฎหมายก็สุมหัวกับเผด็จการฮิตเลอร์คิดเรื่อง racial pollution หรือมลภาวะทางเชื้อชาติและคิดนโยบายคัดเลือกสายพันธุ์ประชากร

พรรคนาซีใช้สื่อรัฐล้างสมองคน ปลุกความคลั่งสายเลือดเผ่าพันธุ์อารยัน กระทั่งคนเป็นจำนวนมากรวมตัวกันเป็นขบวนการเคลื่อนไหวสนับสนุน 1. พ.ร.บ.การทำหมัน เพื่อประเทศที่บริสุทธิ์ปลอดเชื้อทางโรคพันธุกรรม และ 2. พ.ร.บ. ที่จะนำไปสู่ความบริสุทธิ์ทางเชื้อชาติ

สมัยนั้น หากมีคนเยอรมันสักคนที่มีพฤติกรรมไม่สนับสนุนกฎหมายการทำแท้งและกฎหมายความบริสุทธิ์ทางเชื้อชาติ คนนั้นจะโดนเพื่อนบ้านประณามหยามหมิ่น และโดนด่าจากสังคมส่วนใหญ่ว่าไม่รักชาติ

ฮิตเลอร์สั่งให้ทำแบบสอบถามด้านภูมิหลังและมีคำสั่งให้ข้าราชการทุกคนต้องตอบ และขู่ว่าจะมีการใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐไปตรวจสอบย้อนหลังว่าสิ่งที่ตอบไปนั้นตรงความเป็นจริงหรือไม่ ข้าราชการเป็นคนเยอรมันกลุ่มแรกที่ถูกตรวจสอบว่ามีเชื้อชาติอารยันของแท้หรือไม่? หลังจากนั้น ฮิตเลอร์และคณะก็ออกกฎหมายมากีดกันพวกที่ไม่ใช่อารยัน มีการกำหนดสถานะความเป็นพลเมืองด้วยเชื้อชาติอารยัน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจากพรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติก็ปลุกเร้าความเกลียดชังทางเชื้อชาติด้วยการสร้างวาทกรรม มีข้อความสั้นๆว่ายิวคือภัยสังคม ยิวคือผู้ทำลายอารยธรรม

เมื่อประชาชนเชื่อว่ายิวเป็นคนไม่ดี ฮิตเลอร์ก็เริ่มใช้สภาไรค์ชตากออกกฎหมายกำจัดคนยิว ระหว่างเดือนเมษายน-ตุลาคม 1933 มี พ.ร.บ.ห้ามคนเยอรมันที่มีเชื้อสายยิวทำอาชีพแพทย์ ครู ทนายความ นักหนังสือพิมพ์ นักดนตรี นักแสดง

มีการผ่าน พ.ร.บ.บางฉบับที่ห้ามโรงเรียนและสถาบันการศึกษามีผู้เข้าเรียนชาวเยอรมันเชื้อสายยิวเกินร้อยละ 1.5 ของผู้เข้าเรียนทั้งหมด

ปัจจุบัน ค.ศ.2017 ผ่านมาแล้ว 80 ปี แต่ก็ยังมีผู้ปกครองของบางประเทศใช้วิธีการสร้างวาทกรรมย้ำเน้นว่าคนบางกลุ่มไม่ดีต้องกำจัด โดยใช้นักกฎหมายร่างพระราชบัญญัติและใช้สภาจอมปลอมของตนเองผ่านร่างพวกนั้นเพื่อสร้างความชอบธรรม

พรุ่งนี้ มาดูความเลวทรามของฮิตเลอร์ นักกฎหมายและสมาชิกสภาไรค์ชตากจอมปลอมกันต่อครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย

songlok1997@gmail.com