วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยืนยันศิริชัย ไม่มีธุรกิจส่วนตัว

เผย‘ดร.อ.’ตัวชง! ‘เครื่องสแกนตา’ โพลให้ปลดล็อก

พท.-ปชป.รุมถล่ม ครม. “ประยุทธ์” ประสานเสียงขยี้รื้อทีมเศรษฐกิจ “วิรัตน์” บี้โละ รมว.เกษตรฯ-พาณิชย์-ทรัพยากรธรรมชาติฯ ก่อนไฟลามถึงตัวนายกฯ “ประมวล” ยุล้างบาง รมต.โลกลืม-หาประโยชน์เอื้อพวกพ้อง ขู่นายกฯ ต้องกล้าลงเชือดก่อนชาวบ้านลุกฮือไล่ “วัชระ” เย้ยลดโควตาบิ๊กสีเขียวไร้ค่า เปรียบทองชุบไม่ใช่ทองแท้ แค่นอมินีทหาร “ชัยเกษม” ท้าเขี่ย รมต.พันครหาทุจริตพ้นเรือแป๊ะ ยก “บิ๊กบี้” คนดีที่อยู่ไม่ได้ คนใน ก.แรงงานโต้ “ศิริชัย” นายทหารเต็มตัว ไม่มีธุรกิจส่งออก ลาออกเพราะโดนล้วงลูก “สมคิด” เตือนบริวารเป็นพิษ นายกฯ เชื่อ “ดร.อ.” ชงซื้อเครื่องสแกนม่านตาต่างด้าว “กิตติศักดิ์” คาดปรับใหญ่ 7-8 เก้าอี้ เชื่อมี สนช.ไขก๊อกรับตำแหน่ง พท.ฮึ่มไม่ปลดล็อก “บิ๊กตู่” ต้องรับผิดชอบ โพลชี้ชาวบ้านหนุนปล่อยผีพรรคการเมือง

กระทรวงด้านเศรษฐกิจตกเป็นเป้าใหญ่ ที่ฝ่ายการเมืองต่างพร้อมใจกันโจมตีและเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปรับใหญ่ ครม.ประยุทธ์ 5 เปลี่ยนตัวรัฐมนตรี เพื่อลบความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ

ปชป.จี้โละ รมต.ร่อแร่ก่อนลามถึงผู้นำ

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.สงขลา และหัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเสียงเรียกร้องให้ปรับคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล คสช.ว่า เรื่องด่วนที่ต้องโละทิ้งคือทีมเศรษฐกิจ ทั้งรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ ไม่สามารถแก้ปัญหาพืชผลให้กระเตื้องขึ้นได้ ไม่ว่าราคายาง ปาล์ม ข้าว อ้อย ดิ่งลงจนอยู่ในภาวะย่ำแย่ รัฐบาลมีเวลาอยู่ในหน้าที่อีกประมาณ 1 ปี หากช่วยพี่น้องเกษตรกรได้ จะเป็นคุณูปการต่อบ้านเมือง แต่ละภาคส่วนมีแนวทางที่รัฐบาลก่อนๆ เคยทำสำเร็จไว้ เช่น ยางพารา ให้ดูตัวอย่างของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนเรื่องปาล์มพี่น้องเกษตรกร เตือนแล้วว่าอย่านำเข้าปาล์มมาจากต่างประเทศ รัฐบาล คสช.ก็ไม่ฟัง เป็นเหตุให้ราคาดิ่งลงอย่างน่ากังวล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ต้องทบทวนอย่างจริงจัง ตัดสินใจโดยด่วน ยิ่งปล่อยช้า สถานการณ์จะยิ่งรุมเร้าตัวนายกฯ ที่ตอนนี้มีชื่อเสียงดีชาวบ้านยอมรับคือเหลือคนเดียว แปลว่ารัฐมนตรีคนอื่นๆอาการร่อแร่ ถ้านายกฯตัดสินใจได้ดี จะได้รับการสรรเสริญกลับมา เหมือนตอนขึ้นมาใหม่ๆ

ย้ำต้องปรับใหญ่สมราคายุคปฏิรูป

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.พูดเองว่า ยุคนี้เป็นยุคปฏิรูปทุกองคาพยพควรต้องปรับเปลี่ยน ปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต ครม.ก็เช่นเดียวกันที่ต้องมีการปฏิรูปปรับใช้คนให้เหมาะสมกับงาน ประเภทพวกใช้ปากทำงาน มากกว่าลงมือทำ หรือพวกที่ใช้อำนาจหมิ่นเหม่ในการหาผลประโยชน์ให้พวกพ้อง ใช้งบประมาณแผ่นดินผิดวินัยการเงิน การคลัง รวมถึง รมต.โลกลืมที่ไม่มีผลงาน สมควรปรับออกให้หมดตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหมย้ำว่าจะลด ครม.ที่เป็นทหารให้น้อยลง เพราะคงรู้ซึ้งแล้วว่า งานบริหารประเทศบางอย่าง บางครั้งก็ไม่เหมาะสมกับทหารทั้งหมด เนื่องจากทหารไม่ได้ร่ำเรียนมาเพื่อบริหารประเทศ

อัดทีม ศก.เหลวชาวบ้านจะฮือไล่

นายประมวลกล่าวต่อว่า ถึงเวลาที่นายกฯต้องกล้าใช้อำนาจใจการปรับ ครม.พวงใหญ่ โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ที่นายกฯเปิดโอกาสให้แสดงฝีมือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชาติ ก็ยังล้มเหลวเหมือนเดิม คุยโวว่าแก้ได้ในมหภาค คือดูแค่ตัวเลขการส่งออกสินค้าและยอดการซื้อขายหุ้น ที่เป็นรายได้เทียมไม่ใช่ของจริง เพราะได้แต่ค่าแรงงานและค่าวัตถุดิบราว 20% แต่ปัญหาค่าครองชีพระดับจุลภาค คือปากท้องชาวบ้านระดับครัวเรือน ทุกครอบครัวมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ สะท้อนผ่านปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน ซ้ำ สินค้าหมวดเกษตรยังตกต่ำต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์ อาทิ สับปะรด ขายส่งโรงงานเพื่อผลิตสับปะรดกระป๋องช่วงปลายปีปกติจะราคาดี 2-3 ปีก่อนเคย กก.ละ 10-14 บาท ปีนี้เหลือ 3.40 บาท ชาวไร่ สับปะรดน้ำตาร่วง ไม่คุ้มทุน ไม่ต้องพูดถึงพืชไร่อื่น ทั้งข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าวและปาล์มน้ำมันรวมถึงสัตว์เลี้ยงน้ำจืด ราคาตกจนโงหัวไม่ขึ้นมา 3 ปีแล้ว ทั้งคอลัมนิสต์ นักวิชาการต่างเห็นเป็นโอกาสดีที่นายกฯจะปรับใหญ่ ครม. อย่าต้องให้ชาวไร่ ชาวสวนต้องเดินเท้าเรียกร้องให้ช่วยเหลือโดยเท่าเทียมและทั่วถึงด้วยการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด เพราะไม่อยากเห็นเหตุการณ์ซ้ำรอยที่ประชาชนชาวชลบุรีบางส่วน ออกมารวมตัวไล่ผู้ว่าฯชลบุรีเกิดขึ้นกับรัฐบาลชุดนี้

หั่นโควตาทหารก็ไร้ค่าแค่ทองชุบ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุจะปรับ ครม.ให้มีสัดส่วนของทหารน้อยลงกว่าเดิมนั้นว่า เป็นความตั้งใจที่ดีของ คสช.ที่จะสร้างภาพลักษณ์รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดูดีกว่าเดิมเท่านั้น แต่เปรียบเหมือนทองตลาดนัดที่ประชาชนซื้อไปใส่แล้วมันก็ลอกต้องนำไปชุบทองใหม่ให้ดูสดใสไฉไลกว่าเดิม ต้องกราบเรียนท่านด้วยความจริงใจ ตรงไปตรงมาตามประสามิตรที่ดีว่า คงไร้ประโยชน์เพราะคนเห็นกันทั้งประเทศและทั้งโลกแล้วว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เป็นรัฐบาลทองชุบ ไม่ใช่รัฐบาลทองแท้ เพราะแม้ว่าจะลดสัดส่วนทหารลงเท่าไรก็ตาม แต่ยังต้องทำตามคำสั่ง คสช.ทั้งหมด พลเรือนเข้าไป ก็ได้ครับนาย สบายครับท่าน เป็นเพียงนอมินีหุ่นเชิดของทหาร ใครอยากได้หน้า มีอำนาจปลอมๆระยะสั้นๆ ให้เข้าไปเป็นกัน แต่ประชาชนทั้งประเทศจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยแม้แต่น้อย

จี้ใจดำใช้เด็กเก่าทักษิณ–เอื้อทุนใหญ่

“อันที่จริงถ้า คสช.ทำตามโมเดลรัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ตั้งแต่ต้นดึงมือเศรษฐกิจเพื่อชาติ เข้าไปควบคุมกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหมด 3 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยคงเจริญรุ่งเรืองกว่านี้แน่ เพราะมีอำนาจเบ็ดเสร็จ มาตรา 44 อยู่ในมือเพียงคนเดียว แต่นี่กลับได้มือเศรษฐกิจและมือกฎหมายของอดีตนายทักษิณ ชินวัตร ซ้ำยังทำเพื่อกลุ่มนายทุนใหญ่ในประเทศเท่านั้น กวาดล้างอาชีพของคนจน หาบเร่แผงลอยอย่างไม่ปรานี ออกกฎหมายเอื้อนายทุนเป็นว่าเล่น พล.อ.ประยุทธ์อ้างศาสตร์พระราชา แต่กลับบังคับเกษตรกรให้ทำเกษตรแปลงใหญ่ ละเลยความหลากหลายทางชีวภาพ จะเก็บค่าน้ำทำนา จะออกกฎหมายห้ามเกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์เดิม บีบหาบเร่แผงลอยให้ไปเช่าที่ห้างสรรพสินค้า เป็นทฤษฎีพอเพียงตามศาสตร์พระราชาตรงไหน ระบบสหกรณ์ที่ในหลวง ร.9 ทรงพระราชทานทำไมไม่ส่งเสริม กลับไปเอื้ออำนวยร้านค้าสะดวกซื้อของกลุ่มทุน รัฐบาลทักษิณแจกบัตรทองเอาใจประชาชน รัฐบาลประยุทธ์ทำประชานิยมยิ่งกว่า แจกบัตรคนจนเติมเงินใส่ให้ทุกเดือนแล้วซื้อสินค้าของนายทุนทั้งสิ้น จะซื้อหมากซื้อพลูผักหญ้าข้างบ้านยังไม่ได้” นายวัชระกล่าว

พท.ยุเขี่ย รมต.พันโกงพ้นเรือแป๊ะ

ด้านนายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการปรับ ครม.ประยุทธ์ 5 ว่า ไหนๆแล้วต้องตั้งคนใหม่ขึ้นมาแทนคนที่ลาออก ควรถือโอกาสปรับ ครม.ไปด้วยเลย แต่ต้องปรับโดยฟังเสียงสื่อและประชาชน ปรับคนที่มีครหา คนที่ประชาชนร้องเรียนว่ามีความไม่ชอบมาพากล มีการทุจริตออกไป เพราะมีที่ถูกครหาเยอะแยะ ถึงจะเป็นการปรับที่ได้เสียงประชาชน แต่ถ้าคนที่ควรได้รับการปรับเปลี่ยน แต่ไม่ปรับออก ประชาชนจะยี้รัฐบาลเสียหายเอง ส่วนจะเป็นการปรับเพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งหรือไม่คงผสมกันไป เพราะทุกครั้งเมื่อมีการปฏิวัติและเมื่อมีการเลือกตั้ง ไม่มีใครไม่อยากอยู่ต่อต้องปูทาง ถ้าวางปูทางถูกได้เสียง แต่ ถ้าวางไม่ถูกจะเสียเสียง และประเทศเสียประโยชน์ด้วย ต้องคิดให้หนักๆหน่อย

เปรียบ “บิ๊กบี้” คนดีที่อยู่ไม่ได้

นายชัยเกษมกล่าวอีกว่า ส่วนการลาออกของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน และการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ให้นายวรานนท์ ปีติวรรณ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางานว่า ถ้าฟังจากเสียงทั่วๆไป และเท่าที่รู้จักนายวรานนท์ เป็นคนตั้งใจทำงาน ซื่อสัตย์ พูดง่ายๆเป็นคนดี แต่อาจเป็นคนดีที่คนอื่นไม่ต้องการ เพราะไม่สามารถทำอะไรที่บางคนต้องการ เพราะเห็นว่าไม่สมควรทำ จึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น รวมถึงตัว พล.อ.ศิริชัยก็ไม่เคยถูกใครวิพากษ์วิจาณ์ในทางเสียหายเลย กลายเป็นเรื่องของคนดีอยู่ไม่ได้ และคนอะไรไม่รู้ที่อยู่ได้ ได้รับการสนับสนุนอยู่ต่อไป และการลาออกของรัฐมนตรีที่มาจากทหารสะท้อนได้ว่า คงเหลืออดจริงๆ ถ้าบกพร่องต้องบอกให้ชัดเจน แต่กลับมีข่าวในทางไม่เป็นมงคล คล้ายมีการบีบบังคับให้ชงซื้อเครื่องสแกนม่านตา แต่อดีตอธิบดีและอดีตรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย และถ้ายังมีการเดินหน้าทำเรื่องนี้ จะกลายเป็นความจริงว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ถูกเด้งและลาออก เพราะไม่ยอมยุ่งกับโครงการที่ทำชาติเสียผลประโยชน์ แต่บางคนได้ประโยชน์ ต้องรอดูกันต่อไป

ยั่ว ปว.มาเขย่า ครม.ก็ไม่ช่วยอะไร

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ อ้างว่าธนาคารโลกจัดอันดับความสะดวกในการลงทุนของไทยดีขึ้น 20 อันดับ จาก 46 ขึ้นมาที่ 26 เป็นความสำเร็จในการบริหารงานของรัฐบาลนั้น อาจเป็นความจริงแค่บางส่วน เพราะก่อนการรัฐประหารอยู่อันดับ 12-19 มาโดยตลอด แต่ตกอย่างหนักหลังการปฏิวัติ อยากให้นายสมคิดเปิดเผยยอดการลงทุนที่แท้จริง เทียบกับก่อนการปฏิวัติแล้วลดลงเท่าไหร่ ที่เชิญกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นมาโปรโมตเขตอีอีซี 500-600 คน มียอดการลงทุนเท่าไหร่ ไม่อยากให้ใช้เป็นเพียงแค่เครื่องมือเพื่อการตลาดเท่านั้น แต่การลงทุนไม่เกิดขึ้นจริง ไม่เช่นนั้นรัฐบาลคงไม่ต้องออกมาตรา 44 เร่งการลงทุน ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอันดับต่ำกว่าไทยมากแต่กลับมีการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าไทย รัฐบาลต้องกลับมามองตัวเองว่าเพราะสาเหตุใด ถ้าเกิดจากการไม่ยอมรับระบอบการปกครองต้องเร่งแก้ปัญหาให้ตรงจุด และการปรับ ครม.คงจะไม่ช่วยอะไรนัก หาก พล.อ.ประยุทธ์มั่นใจว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนให้กลับมาเป็นนายกฯหลังการเลือกตั้งได้ จากกลไกรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้แล้ว ไม่ควรถ่วงเวลา

ภาพลักษณ์ รบ.ไม่เปลี่ยนจากเดิม

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ระบุว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้อาจเป็นไปได้ที่จะมีทหารน้อยลงว่า หากเป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นเรื่องดี เพราะรัฐมนตรีที่มาจากทหารจะมีความเชี่ยวชาญในงานด้านความมั่นคงเป็นพิเศษ แต่ถ้าเป็นด้านอื่นอาจมีความสามารถไม่เท่ากับพลเรือนที่มีความรู้ ความสามารถด้านนั้นโดยเฉพาะ ถ้าให้คนเหล่านั้นมาทำหน้าที่อาจบริหารกระทรวงเหล่านั้นได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนจะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดีขึ้นและเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนได้มากขึ้นหรือไม่นั้น การให้พลเรือนเข้ามามากขึ้นคงไม่ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะรัฐบาลนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งประชาชนและนักลงทุนเขาอาจจะยังจดจำภาพลักษณ์เดิมๆของรัฐบาลอยู่ว่ามีที่มาอย่างไร

ใครจะกล้าเสี่ยงเข้าช่วยท้ายวาระ

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการนำผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญมาทำงานใน ครม.เป็นเรื่องดี แต่จะโน้มน้าวคนนอกเข้ามาทำหน้าที่ช่วงปลายรัฐบาลจะเข้ามาหรือไม่ การปรับ ครม.ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการเรียกความเชื่อมั่น ทั้งนักลงทุนและประชาชนเขาดูการทำงานช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาล และ คสช.ว่ามีประสิทธิภาพการบริหารประเทศเป็นอย่างไร ปัญหาของประเทศขณะนี้คือเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ที่รัฐบาลระบุตัวเลขชี้วัดต่างๆดีขึ้นนั้น ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ส่งผลทำให้ปากท้องของประชาชนดีขึ้น ประชาชนยังคงรอการแก้ปัญหาปากท้อง วันนี้ข้าว ยางพาราราคาตกต่ำ คนจึงไม่มีเงินออกมาใช้หมุนระบบเศรษฐกิจ นายกฯรู้ดีอยู่แล้วว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน ประสิทธิภาพการทำงานของเจ้ากระทรวงต่างๆเป็นอย่างไร คงไม่กล้าไปแนะนำอะไร

เตือนนายกฯระวังบริวารเป็นพิษ

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการโยกย้ายนายวรานนท์ ปีติวรรณ อดีตอธิบดีกรมการจัดหางานไปเป็นรองปลัดกระทรวงแรงงาน เนื่องจาก “ดร. อ.” บุคคลที่นายกฯ ไว้ใจเป็นคนเสนอให้กระทรวงแรงงานไปทำเรื่องของบกลางจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตาเป็นของตัวเอง แต่เรื่องไม่คืบอาจไม่พอใจในความล่าช้าว่า รัฐบาลอ้างเสมอว่าโปร่งใส แต่การจัดซื้อจัดจ้างแต่ละเรื่อง สร้างความข้องใจให้กับประ-ชาชนมาตลอด กรณีของ “ดร.อ.” เป็นข่าวดังในกระทรวงแรงงาน แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ทำไมถึงได้ยิ่งใหญ่ สั่งทั้งอธิบดีและปลัดกระทรวงได้เลยหรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ไม่รู้จริงๆ หรือว่าเขาเป็นใคร พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพราะเราเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์โปร่งใส แต่บริวารรอบข้างท่านอาจจะเป็นพิษภัยให้กับท่านได้ นายวรานนท์ทำอะไรผิดถึงต้องใช้คำสั่ง มาตรา 44 เขาฟ้องร้องไม่ได้ รังแกเขาหรือไม่ อย่าให้ผลประโยชน์ของคนกลุ่มตัวเองมาทำร้ายคนที่เขาตั้งใจทำงานเลย

“ตือ” รอผู้นำเคาะเองเพราะรู้ดีที่สุด

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การปรับ ครม.เป็นอำนาจของนายกฯ เพราะรู้ข้อมูลดีว่าจะแต่งตั้งใครหรือใครเหมาะสมกับตำแหน่งไหน ที่ผ่านมานายกฯก็ทราบว่ารัฐมนตรีทำงานเต็มที่และมีผลงานมากน้อยแค่ไหน อยู่ในสายตานายกฯมาตลอด อยู่ที่นายกฯว่าถึงเวลาจะปรับ ครม.แล้วหรือยัง ส่วนที่อาจจะลดโควตาทหารน้อยลงนั้น อย่าไปมองที่ตัวบุคคลว่าเป็นทหารหรือพลเรือน อยากให้ดูศักยภาพของคนที่จะเข้ามาทำงานมากกว่า ถ้าพลเรือนเข้ามาแล้วทำงานไม่ได้เลยก็ไม่มีประโยชน์อะไร เชื่อว่านายกฯมีฐานข้อมูล รู้จักประวัติของคนที่จะนำเข้ามาช่วยทำงานมากกว่าคนอื่น อย่าไปก้าวก่ายแทรกแซงการตัดสินใจของนายกฯ เพราะท้ายที่สุดคนที่รับผิดชอบคือตัวนายกฯ เมื่อถามว่ามีการเรียกร้องให้ปรับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น นายสมศักดิ์กล่าวว่า คนที่มองดูภายนอกจำนวนหนึ่งร้อยคน หรือหนึ่งพันคนไม่เหมือนกับที่ ครม.มอง เพราะคนที่รับผิดชอบจะมีข้อมูลว่าภาพรวมเศรษฐกิจ ข้อมูลการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร หรือดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ที่อันดับไหน นายกฯรู้ดี ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนายกฯ ตัดสินใจปรับ ครม.ว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้การบริหารประเทศของรัฐบาลมีเสถียรภาพมั่นคงต่อไป

สนช.คาดขยับรื้อใหญ่ 7-8 เก้าอี้

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการเตรียมปรับ ครม.ของรัฐบาลว่า ขณะนี้เหมาะสมที่สุดที่จะปรับ ครม. เพื่อให้ ครม.ชุดใหม่มีเวลาแสดงฝีมือ 1 ปี เป็นช่วงที่มีผลงานออกมาให้เห็นทันเวลา หากไปปรับหลังจากนี้ก็จะเหลือเวลาทำงานไม่นาน อาจจะไม่ทันได้เห็นผลงาน เท่าที่แล้วเชื่อว่าจะเป็นการปรับ ครม.ครั้งใหญ่ไม่ต่ำกว่า 7-8 เก้าอี้ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน รมต.ประจำสำนักนายกฯ รวมถึงพวก รมต.โลกลืม ขณะที่กระทรวงที่เกี่ยวกับความมั่นคงอาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย หากจะปรับคงเป็นการปรับในส่วน รมช.เท่านั้น

ถอด รมต.สีเขียวลดโทนรัฐบาลทหาร

นายกิตติศักดิ์กล่าวอีกว่า ส่วนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ยอมรับมีความเป็นไปได้ในการปรับลดโควตา ครม.ทหารลงนั้นเห็นด้วย เป็นความจำเป็นเพื่อลดภาพความเป็นทหารลง แล้วควรดึงภาคเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาเสริมทัพด้านเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ จะต้องกระตุ้นกันเต็มที่ เพราะปัญหาปากท้องเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ส่วนจะมีสมาชิก สนช.ลาออกเพื่อไปเป็น ครม.หรือไม่ ขณะนี้ยังนิ่งๆอยู่ แต่มั่นใจว่าจะมี สนช. ลาออกไปเป็น ครม.แน่

ยันจำเป็นพิสูจน์อัตลักษณ์ต่างด้าว

วันเดียวกัน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) ซึ่งมาแทนนายวรานนท์ ปีติวรรณ ที่ถูกมาตรา 44 ย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การดำเนินงานของ กกจ.จะไม่เน้นเฉพาะเรื่องแรงงานต่างด้าว เพราะที่ผ่านมาเน้นแต่ต่างด้าวจนถูกมองว่าไม่สนใจคนไทย การใช้คนต่างด้าวจะต้องจำเป็นจริงๆ จะให้ใช้น้อยที่สุด ที่มีอยู่ในประเทศ 3 ล้านคน ต้องเข้าระบบให้ถูกต้อง ตรวจสอบได้ ตราบใดที่ยังมีการลักลอบเข้ามาสวมบัตร การป้องกันการพิสูจน์อัตลักษณ์มีความจำเป็น คนพวกนี้ไปทำอะไร อยู่ที่ไหน ต้องรู้ เพราะเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักดูแล กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานจะช่วยทำงาน ส่วนการส่งเสริมคนไทยให้มีงานทำ จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แนะแนวอาชีพ และจะสานฝันให้คนไทยไปทำงานต่างประเทศแล้วรวยกลับมาตามที่หวัง จะส่งเสริมการจัดส่งคนงาน ผ่านบริษัทจัดหางานมากขึ้น แต่จะต้องอยู่ในกรอบ โดยจะเป็นทีมไทยแลนด์ร่วมมือส่งคนไทยไปโกยเงินต่างประเทศ

อดีตปลัดแรงงานค้านซื้อเครื่องสแกน

นายวินัย ลู่วิโรจน์ อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า แนวคิดการซื้อเครื่องสแกนม่านตา ถ้าดูเหตุผลเป็นเรื่องความมั่นคง ต้องถามว่าตอนนี้จำเป็นหรือไม่ เพราะสแกนแล้วก็ไม่สามารถเปิดข้อมูลดูได้ ต้องส่งข้อมูลไปเก็บต่างประเทศ จะเปิดดูข้อมูลต้องเสียเงินคุ้มหรือไม่ ถามว่าจำเป็นไหม เรื่องแรงงานต่างด้าว สิ่งที่ต้องทำคืออยู่ในระบบรู้ว่าทำงานที่ไหนกับใคร จะเปลี่ยนงานหรือไปไหนต้องแจ้งอย่างเป็นระบบ การสแกนม่านตาเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์จำเป็นหรือไม่ สแกนวันนี้พรุ่งนี้เปลี่ยนงานเปลี่ยนนายจ้าง ข้อมูลนี้ตอบโจทย์หรือไม่ ประเทศญี่ปุ่น ยูเออี คูเวต ที่มีแรงงานไทยเข้าไปทำงานจำนวนมากยังไม่มีการเอามาตรการนี้มาใช้ ถ้าจำเป็นมากญี่ปุ่นซึ่งเทคโนโลยีก้าวหน้ามากกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำ น่าจะทำแล้ว

โต้ “บิ๊กบี้” ถูกล้วงลูก-ไม่มีธุรกิจส่วนตัว

รายงานข่าวจากกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ระบุถึงการลาออกของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล อดีต รมว.แรงงาน ขอลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวนั้น พล.อ.ศิริชัยเป็นนายทหารเต็มตัว ใช้เงินบำนาญจากเกษียณอายุราชการ และมีหุ้นเล็กๆน้อยๆ แต่ได้ขายไปแล้ว ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการลาออกไปทำธุรกิจอย่างแน่นอน เพราะอายุมากแล้ว และไม่มีธุรกิจส่งออกต่างประเทศ แบบที่มีคนนำไปพูดกัน การลาออกยกทีมมาจากเหตุผลเดียวกัน เพราะถูกล้วงลูกและนายกฯ เชื่อคนใกล้ตัวมากเกินไป

แฉ “ดร.อ.” ตัวป่วนชงจัดซื้อเกินจำเป็น

รายงานข่าวจากกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า การเสนอให้ใช้เครื่องสแกนม่านตาแรงงานต่างด้าวของ “ดร. อ.” คนใกล้ตัวนายกฯที่อายุและประสบการณ์น้อย แต่ได้รับความไว้วางใจ เข้าใจผิดคิดว่าเป็นทางเลือกที่ดีในการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ จึงเสนอในที่ประชุมไอยูยู แก้ปัญหาค้ามนุษย์ ให้กระทรวงแรงงานไปดำเนินการ ทั้งที่การเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ การสแกนม่านตาเป็นหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคง โดยบอกด้วยว่าการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวที่กระทรวงแรงงานทำอยู่ เป็นการดำเนินการของประเทศต้นทางของแรงงานแต่ละสัญชาติที่จะรับรองสถานะบุคคลว่าเป็นชาติไหน เพื่อทำงานให้ถูกต้อง เป็นคนละเรื่องกับการพิสูจน์อัตลักษณ์ ที่จะเก็บข้อมูลบุคคลเพื่อความมั่นคงของชาติ และยังเป็นคนเสนอให้ กกจ.ปรับเพิ่มโทษใช้ต่างด้าวผิดกฎหมายจนถูกมองว่าโทษสูงมากเกินไปและเกิดกระแสต่อต้าน

จ่อชง มท.ต่ออายุผ่อนผันแรงงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงแรงงานว่า การพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา กัมพูชา และลาว กลุ่มที่ผ่านการคัดกรองความสัมพันธ์นายจ้างและลูกจ้าง 727,473 คน จะสิ้นสุดการอนุญาต ตามมาตรการชะลอโทษ 180 วัน ในวันที่ 31 ธ.ค. จนถึงวันที่ 20 ต.ค. มียอดผ่านการพิสูจน์สัญชาติ 116,684 คน ยังเหลือรอดำเนินการ 522,997 คน แยกเป็นแรงงานเมียนมา 430,069 คน พิสูจน์สัญชาติแล้ว 116,415 คน ค้างอยู่อีก 313,654 คน แรงงานกัมพูชา 209,612 คน พิสูจน์สัญชาติเพียง 269 คนเท่านั้น ยังค้างอยู่ถึง 209,343 คน ส่วนแรงงานลาว 87,792 คน ต้องเดินทางกลับไปดำเนินการในประเทศต้นทางแล้วกลับเข้ามาทำงานตามเอ็มโอยู เนื่องจากลาวไม่เข้ามาพิสูจน์สัญชาติให้แรงงานกลุ่มนี้ โดยแรงงานกลุ่มผ่านการคัดกรอง ต้องพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จในวันที่ 31 ธ.ค. ซึ่งยังเหลือเวลาไม่ถึง 1 เดือน คาดว่าจะไม่ทันกำหนดแน่นอน กระทรวงแรงงานจึงมีแผน 2 ขอให้กระทรวงมหาดไทยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ให้อำนาจ รมว.มหาดไทย ผ่อนผันให้อยู่ได้อีก 1 ปี ส่วนแรงงานกลุ่มบัตรสีชมพูกว่า 1.3 ล้านคน ที่ได้รับการผ่อนผันและอยู่ระหว่างพิสูจน์สัญชาติ ยังมีเวลาดำเนินการถึง 31 มี.ค.61

ไม่ปลดล็อก “บิ๊กตู่” ต้องรับผิดชอบ

ส่วนข้อเรียกร้องจากฝ่ายการเมืองให้ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการ เมือง วันเดียวกัน นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงท่าทีรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมในระยะเวลาอันใกล้นี้ว่า ถ้าลงไปในรายละเอียดของกฎหมาย ทุกคนต่างออกมาพูดเหมือนกันหมด ปัญหาเรื่องระยะเวลา เพราะมีอะไรต้องทำเยอะมาก ควรปลดล็อกให้เร็วที่สุด ไม่ใช่เรื่องที่กดปุ่มแล้วจะทำเสร็จเลย และที่พูดกันว่าจะยื้อไปปลดล็อกปี 61 เลยเป็นไปได้ทั้งนั้น ขี้เกียจถามแล้วจะทำอะไรก็ทำไป ไม่เลือกตั้งก็ได้ ถ้าประชาชนทนได้ ตนก็ทนได้ การมาอ้างว่าบ้านเมืองยังไม่สงบ ยังพูดจาใส่ร้ายกัน ถ้าคิดอย่างนี้คงต้องรอชาติหน้าบ่ายๆ ถึงจะสงบเรียบร้อยหมด ต้องมองว่านั่นเป็นปกติทางการเมืองที่จะมีการแสดงความคิดเห็น เป็นเรื่องเสรีภาพประชาชน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ได้ วันนี้ทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่เหตุผลแล้ว อยู่ที่ความพอใจของคณะบุคคล แต่ถ้าทุกอย่างไม่ทัน เกิดอะไรขึ้นต้องรับผิดชอบด้วย

แนะกลับบ้านเลี้ยงหลานแก้รำคาญ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ระบุว่า อย่าถามเรื่องปลดล็อกพรรคการเมืองมาก เพราะรำคาญว่า ท่านต้องตระหนักว่าท่านคือนายกฯของประเทศ ไม่ใช่หัวหน้าคณะปฏิวัติเท่านั้น ถ้าเป็นนายกฯของประชาชน ไม่มีสิทธิเอ่ยให้ประชาชนเจ็บช้ำน้ำใจ ไม่ว่ากรณีใดเพราะเลือกเสียสละมาแล้วที่จะทำหน้าที่ดูแลประชาชนของพระราชาทั้งประเทศ จึงควรดู พล.อ.เปรม ติณ-สูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นตัวอย่างว่า ทหารที่เป็นนายกฯแล้วได้รับการยอมรับจาก พรรคการเมืองและประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศเขาทำตนอย่างไร เพราะอะไรชาวบ้านและพรรค การเมืองจึงยอมรับ แม้ว่าไม่ได้มีมาตรา 44 และไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ที่สำคัญคือ ไม่มีการทุจริตอย่างมโหฬารเหมือนรัฐบาลนี้ แค่ท่านเอ่ยคำว่า “รำคาญ” ผู้ฟังก็เสียความรู้สึกกันแล้ว และถ้าประชาชนตะโกนว่า รำคาญท่านบ้างจะรู้สึกอย่างไร นายกฯจึงมี 2 ทางเลือก คือ มุ่งมั่นทำงานต่อไป อย่าใส่ใจในคำวิพากษ์วิจารณ์ อย่ารำคาญใคร เพราะไม่มีใครพ้นคำติฉินนินทา แต่ถ้ายังคงรำคาญก็ขอแนะนำให้กลับบ้านไปเลี้ยงหลาน คงไม่มีใครไปถามท่านให้รำคาญอีกต่อไป

ซัด ปชช.เข้าพบยากไม่เหมือนเจ้าสัว

“ต้องขอขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ที่ตั้งใจไปเยี่ยมเยียนพี่น้องชาวนครศรีธรรมราช แม้ฝนตกหนักก็ไป ขออนุโมทนาสาธุ แต่เมื่อท่านไปภาคใต้ควรเปิดโอกาสให้พี่น้องเกษตรกรชาวยาง สวนปาล์มและพี่น้องประมงเข้าพบเพื่อยื่นหนังสือปัญหาราคายางตกต่ำ พืชผลการเกษตรตกต่ำและปัญหาจากการออกกฎหมายของรัฐบาล แต่จัดให้ผู้แทนเกษตรกรเข้าพบแค่ 5 นาที ทั้งที่ไปถึงบ้านเขาแล้ว ทำไมไม่แสดงความจริงใจรับปัญหาความเดือดร้อน ทำไมต้องให้เกษตรกรยกขบวนมาที่ทำเนียบรัฐบาลก่อนหรือ หนังสือถึงจะส่งถึงนายกฯ ของประเทศนี้ได้ ประชาชนบ่นว่าขอพบท่านนายกฯ ยากเย็นแสนเข็ญ ไม่เหมือนพวกเจ้าสัว กลุ่มทุนทั้งหลาย” นายวัชระกล่าว

“ตือ” โวยช้าไปเท่าไหร่ขอชดเชยเท่านั้น

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีรัฐบาลและ คสช.ยังไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองว่า เวลานี้เป็นช่วงที่ คสช.และรัฐบาล มีอำนาจพิเศษอยู่ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลจะยังไม่ปลดล็อกทางการเมือง คงดูจากภาพรวมสภาพสถานการณ์แล้วว่า ยังไม่ถึงเวลาให้พรรคการเมืองหรือนักการเมือง ทำกิจกรรมได้ตามปกติ เมื่อยังไม่ปลดล็อก ต้องชดเชยเวลาให้ตามห้วงเวลาที่สูญเสียไป เพื่อให้พรรคดำเนินการได้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง และไม่ผิดกฎหมาย เชื่อว่า คสช.และรัฐบาลจะเข้าใจเรื่องนี้ดี รวมถึงต้องพูดให้ชัดเจนเลยว่าหากเลยล่วงเวลาไปกี่วันจะชดเชยตามนั้น เพราะนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พูดแล้วว่า หาก คสช.ยังไม่ปลดล็อก ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง เปิดช่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อนุญาตขยายเวลาตามจำนวนวันที่หายไปเป็นการทั่วไปได้

ชาวบ้านหนุนปล่อยผีนักการเมือง

กรุงเทพโพลล์ เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ประชาชนกับการปลดล็อกพรรคการเมือง” โดยสอบถามประชาชนทั่วประเทศ 1,194 คน พบว่าเสียงส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.2 เห็นว่าควรปลดล็อกพรรคการเมือง ร้อยละ 29.8 เห็นว่าไม่ควร เมื่อถามว่า เชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่าจะทำให้ทิศทางการเมืองของประเทศไทยดีขึ้น ร้อยละ 53.0 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ร้อยละ 47 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด เมื่อถามว่าถ้าปลดล็อกแล้วกังวลเรื่องใด ร้อยละ 54.3 ระบุกังวลว่านักการเมืองเห็น ต่างกัน อาจมีการปลุกระดม ร้อยละ 52.3 กังวลเรื่องความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอีก ร้อยละ 51.5 กังวลว่าการเมืองไทยไม่มีการพัฒนา ได้นักการเมืองหน้าเดิม เมื่อถามว่า ถ้าไม่ปลดล็อกพรรคการเมืองแล้วกังวลเรื่องใด ร้อยละ 63.5 ตอบว่ากังวลเรื่องประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ร้อยละ 39.3 กังวลว่าการเลือกตั้งจะล่าช้าออกไป ร้อยละ 20.4 กังวลว่าพรรคการเมืองจะมีเวลาเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งน้อย อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการปลดล็อกพรรคการเมือง ร้อยละ 42.8 คิดว่าจะได้เห็นนักการเมืองหน้าใหม่ๆ พรรคการเมืองใหม่ๆ ร้อยละ 29.3 คิดว่าจะขยายเวลาเลือกตั้งออกไปจนกว่าจะพร้อม ร้อยละ 21.8 จะให้ คสช.บริหารประเทศต่อไป