วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โอปอ-ประพุทธ์ ซบบ้านใหม่ ใช้ชีวิตคนดนตรีนับสิบปี งัดตัวตนจากข้างใน สุขใจมีพื้นที่ถ่ายทอดเพลง

ได้ก้าวมาเป็นน้องใหม่สังกัดค่าย “ไวท์ มิวสิค” เหมือนเปิดพื้นที่ให้นักร้องนักแต่งเพลงหนุ่ม “โอปอ-ประพุทธ์ พิมพามา” ได้ดึงตัวตนถ่ายทอดออกมาใน เพลง ทั้งซิงเกิ้ลเพลง “ต้องห้าม” และเพลง “เวลา” แม้อยู่ใน “บ้านใหม่” แต่กลับไม่ใช่เรื่อง “ใหม่” สำหรับชีวิตคนดนตรีของ “โอปอ” ที่คลุกคลีเล่นดนตรีเป็นอาชีพเป็นสิบปีก่อนจะเปิดก้าวแรก ด้วยการมาประกวดเวทีค้นหาเสียง “เดอะวอยซ์” และโชคชะตานำพามาในวงการผ่านการปรับตัวหลายครั้งจนมาถึงวันนี้ โอปอ เล่าว่า

“ตอนคอนเสิร์ตใหญ่ของค่าย ตื่นเต้นมากผมก็ไม่ได้คาดหวังกับตัวเอง คิดว่าเล่นให้ดี อยากให้คนดูมีความสุข แต่พอขึ้นไปก็เกินคาด เป็นเวทีที่คนดูเยอะที่สุดแล้ว แฟนคลับศิลปินอื่นก็ต้อนรับผมดีมาก ก็ทำให้มีคนมาตามในโซเชียลเยอะขึ้น พอปล่อยเพลง ก็ได้รับคอมเมนต์อะไรเยอะขึ้น เราไม่ได้ปล่อยเพลงที่เขียนเองทำเองนานแล้ว พอกลับมามีคนที่เคยตามอยู่ก็ยังอยู่ อย่างซิงเกิ้ลแรกที่ปล่อยในไวท์ มิวสิค เพลง “ต้องห้าม” ต่อมาด้วยเพลง “เวลา” เพลงของผมเป็นเพลงป๊อป เราชอบเล่นกีตาร์ เราชอบเพลงบลูส์ บลูส์เลยเป็นรากของเพลง แตกไปเป็นอาร์แอนด์บี โซล ไม่ถึงกับร็อก”

กับบ้านหลังใหม่ศิลปินแต่ละคนดูมีของ ทำให้เรากดดันมั้ย?

“ตอนแรกผมก็กดดัน ทุกคนเป็นเบอร์ค่อนข้างมีชื่อเสียงประสบความสำเร็จ เราเป็นศิลปินใหม่ นอกจากคาดหวังตัวเองที่ทำให้ดี ก็ยังมีความกดดันในเรื่องว่าเค้าลงทุนกับเราแล้ว เราจะทำได้ดีมั้ย ก็กดดันอยู่บ้าง อย่างในคอนเสิร์ตใหญ่ของค่าย การได้เจอศิลปินรุ่นพี่ก็ได้พูดคุยกันเหมือนเรียนรู้ไปในตัวได้ทำงานด้วยกัน ในโชว์กับพี่เป๊ก-ผลิตโชค กับอะตอม ก็ต้องเต้น เป็นประสบการณ์ใหม่เลย ขนาดถือกีตาร์ยังเหนียมๆ นี่ยืนไม่มีกีตาร์ เป็นอะไรที่ใหม่มาก” ก่อนหน้าขึ้นคอนเสิร์ตแบกอะไรในใจไว้? “เพลงเราก็ยังใหม่ ก็คิดว่าคนจะร้องเพลงเราได้มั้ย จะรู้จักมั้ย มันก็เกินคาดตรงที่แฟนๆ ของค่ายไวท์มิวสิคก็ยินดีต้อนรับเรา มีคนร้องเพลงได้แค่ได้ ยินก็ดีใจ”

รู้ว่าตัวเองชอบร้อง เพลงตั้งแต่เมื่อไหร่?

“มันไม่รู้ตัวนะ แต่ชอบฟังเพลงจากพ่อแม่ก่อน เลยซึมซับไปโดยปริยาย ชอบออกไปร้องเพลงหน้าชั้น ในบ้านในห้องน้ำ พอ ม.1 ม.2 เราเริ่มรู้จักเพื่อน เล่นดนตรี มีวง รวมเงินกันไปเช่าห้องซ้อม ฟังเพลงวงร็อกมากขึ้น มันก็อินไปเรื่อยๆ ฝึกร้องฝึกเล่นกีตาร์ ส่วนเรื่องแต่งเพลง ตอนแรกๆยากนะ ไม่รู้จะเขียนอะไร อาจจะด้วยว่าชีวิตเรายังไม่ได้เจออะไรมากพอที่จะถ่ายทอด ผมมีโอกาสใช้เพลงครั้งแรกในโปรเจกต์เดอะ สมอลดรีม ร้องโดยพี่โชคชัย เจริญสุข ตอนนั้นดีใจมาก”

ตอนนั้นยังไม่เป็นศิลปินแต่ได้แต่งเพลงให้ศิลปินทำให้มีฝันรึยัง?

“ใช่ครับ ผมฝันแต่ไม่รู้จะทำยังไง ด้วยความเป็นเด็กต่างจังหวัด ไม่ได้รู้จักใคร เล่นดนตรีก็มีความสุขแล้ว แทบจะแอนตี้กับการประกวดต่างๆด้วยซ้ำ คนรอบตัวก็ลุ้น ตอนนั้นแนวคิดเราไม่อินเรื่องประกวด แต่พอมีรายการเดอะวอยซ์ เป็นการร้องเพลงดูจริงจัง อยู่ในช่วงที่เราเล่นดนตรีอิ่มตัวจนมันตัน เลยลองดู กลายเป็นว่า เดอะวอยซ์เป็นประตูที่ทำให้เราได้ก้าวมาอีกโลกนึง เราก็เล่นดนตรีมาเป็น 10 ปี ตั้งแต่อายุ 18-19 ปี จากนั้นก็มีเพลงประกอบละครเพลงแรกในชีวิตของตัวเอง แล้วมาอยู่ค่ายวอท เดอะ ดัก และก็ทำเพลงละครมาเรื่อยๆ แต่การที่จะก้าวตามฝัน ตอนประกวดเดอะวอยซ์แล้วก็ยังเล่นสดกลางคืนอยู่ พอเป็นศิลปินต้องเจออะไรที่ไม่เคยเจอ ต้องเซ็นสัญญา ต้องสัมภาษณ์ ต้องเจอสื่อ ก่อนหน้านี้เรามองแค่ว่าเราเล่นดนตรีกลางคืนมา เราทำได้ทุกอย่างร้องเพลงแบบไหนก็ร้องได้ แต่พอเป็นศิลปินเราต้องโฟกัส ต้องทำให้มันออกมาจากข้างใน กว่าแอดติจูดของผมจะเปลี่ยนได้ กว่าผมจะคิดได้ ต้องใช้เวลา เราไม่รู้ว่าแก่นแท้ของการเขียนเพลงต้องใช้อะไร หัวใจของมันคืออะไร กลายเป็นห่วงเรื่องที่เราไม่ถนัด เรื่องลุคเรื่องอะไร กังวลไปหมด แก่นตัวตนของเราเลยไม่ออกมา กว่าจะปรับได้ก็ต้องใช้เวลาดูว่าศิลปินคนอื่นเค้าทำกันยังไง พูดอะไร เลยได้เรียนรู้จนเดี๋ยวนี้ว่าถ้ามีดนตรีเราก็โฟกัสดนตรี ไม่กังวลอย่างอื่น สื่อสารออกไปด้วยเสียงเพลง”

ลุ้นกับเพลงของตัวเองมั้ย?

“ลุ้นนะ ยุคนี้ศิลปินเยอะ ผู้บริโภคเปลี่ยน เราตัดสินสาธารณะไม่ได้ เรามีแรงทำต่อไป เราชอบก็ทำไปเรื่อยๆ เราโชคดีแล้วที่มีพื้นที่ได้ทำเพลง มีคนสนับสนุนเรา แค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว”

เส้นทางชีวิตคนดนตรีมีดราม่าบ้างมั้ย?

“ไม่มีนะ ผมเป็นคนไม่ค่อยคิดอะไรมาก มันจะมีดราม่าท้อแท้ก็คงเป็นช่วงก่อนหน้านี้บ้าง ที่เรามองว่าจะไปไหนต่อ แต่พอเราเข้าใจสังคมยุคนี้ว่าเราจะไม่คาดหวัง เราไม่รู้ว่าคนข้างนอกเค้าจะคิดยังไง เราแค่ถ่ายทอดออกไปทำให้มันดีที่สุด สั่งสมไปเรื่อยๆ”

อีกด้านหนึ่งนอกจากทำดนตรี คนก็มองลุคหนุ่มฮอต ดีกรีหนุ่มคลีโอ?

“มันทำให้คนมองว่าจะเป็นนักดนตรีเพียวๆก็ไม่ใช่ ผู้ใหญ่บอกว่าหน้าตาก็พอได้ก็มาทางนี้ ตอนแรกก็ทำให้กังวล เราก็ไม่ใช่ดารา มันเลยกลายเป็นทุกอย่างก้ำกึ่งไปหมด แต่ตอนนี้ผมเข้าใจว่าผมกำลังทำอะไร ถ้าความเป็นตัวเราชัด หรืองานชัดซะอย่าง เรื่องลุคก็เปลี่ยนได้ตลอด”

เป็นหนุ่มฮอตมีสาวๆเข้ามาชื่นชอบเยอะมั้ย?

“ก็มีแฟนเพลงที่ชอบผมและชอบ เพลงด้วยคู่ๆกันไป เวลามีแฟนเพลงผู้ชายมาชอบเราก็จะดีใจนะ เวลาน้องๆบอกว่าเพลงตรงนี้ดีอย่างนี้”

ชีวิตตอนนี้วางตัวยากขึ้นมั้ย?

“ไม่เลยครับ เรารู้สึกว่าเราเป็นเรา ก็ดีใจ ถ้ามีคนชื่นชมในมุมพลังบวกต่อกัน น่าจะดีครับ”

สาวในฝันของเราเป็นยังไง?

“จริงๆถ้าสวยก็ดีนะ ก็ชอบ ถ้าเอาเรื่องทัศนคติน่าจะต้องตรงกันประมาณนึง คุยกันรู้เรื่อง”.