วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตำนานสุริยุปราคา ในอารยธรรมโบราณ

ชาวอินคาทำทุกอย่างให้เกิดเสียงดังในขณะเกิดจันทรุปราคา

นับตั้งแต่อดีตกาล มนุษย์ในอารยธรรมโบราณทั่วทุกมุมโลกทราบดีว่า ในยามเช้าพระอาทิตย์จะปรากฏขึ้นทางขอบฟ้าฝั่งทิศตะวันออกแล้วนำแสงสว่างมาให้ทุกวันเป็นวัฏจักรที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้ แต่ก็มีอยู่ปรากฏการณ์หนึ่งที่สามารถทำให้ยามทิวากลับมืดมิดได้ดั่งราตรีกาล ซึ่งก็คือปรากฏการณ์ “สุริยุปราคา” นั่นเองครับ

ทุกวันนี้เราสามารถคำนวณได้ว่าสุริยุปราคาครั้งต่อไปจะเกิดขึ้น ณ ตำแหน่งใดของโลก และจะเกิดขึ้นเมื่อไร เวลาใด เราทราบว่าสาเหตุของ “ความมืด” ที่เกิดขึ้นในยามทิวานั้นเกิดจากเงาของดวงจันทร์ที่โคจรเข้าไปบังแสงจากดวงอาทิตย์ แต่สำหรับชนโบราณเมื่อหลายพันปีก่อนล่ะ สุริยุปราคาย่อมไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาอย่างแน่นอน วันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนจึงจะพาท่านไปดูตำนานเกี่ยวกับสุริยุปราคาในอารยธรรมโบราณกันครับ

สำหรับชนโบราณแล้ว ดวงดาวที่ปรากฏบนท้องฟ้าก็คือ “เทพเจ้า” ดีๆนี่เอง เกือบจะทุกอารยธรรมจึงมีความเชื่อที่คล้ายคลึงกันก็คือการเชื่อมโยงสุริยุปราคาเข้ากับสัญญาณเตือนของ “ลางร้าย” ซึ่งเป็นผลมาจาก “สัตว์ร้าย” กำลังกัดกินดวงอาทิตย์ เพราะระหว่างการเกิดสุริยุปราคานั้น ดวงอาทิตย์ที่มีรูปทรงเป็นวงกลมจะค่อยๆแหว่งออกไปเรื่อยๆประหนึ่งว่ากำลังถูก “กัด” และเมื่อดวงอาทิตย์หายไปมากขึ้น ความมืดก็ค่อยๆคืบคลานเพิ่มเข้ามาแทนที่ จนในที่สุดดวงอาทิตย์ก็ถูกกินหายไปทั้งดวง พร้อมด้วยความมืดมิดไม่ผิดกับราตรี ชนโบราณจึงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้สัตว์ร้ายตัวนั้นยอมคายดวงอาทิตย์ออกมา

ถึงแม้ว่าหลายๆวัฒนธรรมจะมีความเชื่อที่ใกล้เคียงกัน แต่ “สัตว์ร้าย” ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เขมือบดวงอาทิตย์กลับแตกต่างกันออกไปในแต่ละชนเผ่า ประเด็นนี้ อี.ซี. ครุปป์ (E.C. Krupp) ผู้อำนวยการหอดูดาวกริฟฟิธ (Griffith Observatory) ในลอสแอนเจลิส ได้ศึกษาและเสนอเอาไว้ว่า แต่ละวัฒนธรรมนั้นจะมีการเชื่อมโยงสัตว์ต่างๆว่าเป็นผู้เขมือบดวงอาทิตย์ในระหว่างที่เกิดสุริยุปราคา ในเอเชียของเรา ถ้าอย่างประเทศจีนก็มีความเชื่อว่าสัตว์ที่เขมือบดวงอาทิตย์นั้นคือ “มังกร” หรือบางตำนานก็บอกว่าเป็น “สุนัข” จากสวรรค์ นอกจากนั้นแล้ว คำว่า “สุริยุปราคา” ในภาษาจีนกลางยังเขียนโดยใช้อักษรคำว่า “วัน” ประกอบกับคำที่มีรากศัพท์เกี่ยวกับการ “กิน” สื่อว่าสุริยุปราคานั้นคือ การที่ดวงอาทิตย์กำลังจะถูกกลืนกินเข้าไปนั่นเองครับ สำหรับชาวเวียดนาม พวกเขาเชื่อว่าสัตว์ที่มาเขมือบดวงอาทิตย์คือ กบ ส่วนตำนานที่เราคุ้นเคยกันดีในประเทศไทยก็คือ “ราหู” นี่เองครับ ที่ “อม” ดวงอาทิตย์เข้าไปเต็มดวง พวกเราจึงต้องทำการตีเกราะเคาะไม้ ส่งเสียงดังก็เพื่อขับไล่ “ราหู” ให้ยอมคายดวงอาทิตย์ออกมานั่นเอง

ในทวีปอเมริกาใต้ แถบอารยธรรมเทือกเขาแอนดีส (Andes Civilization) ประเทศเปรู สัตว์ที่ถูกโยนความผิดให้เป็นผู้เขมือบดวงอาทิตย์คือ “เสือพูม่า” ซึ่งเป็นสัตว์อันสูงส่งในสังคมของพวกเขา ชาวนอร์ส (Norse) ในแถบสแกนดิเนเวีย เชื่อว่าสุริยุปราคาเกิดจากหมาป่าสองตัวที่มีชื่อว่า สโคลล์ (Sköll) กับฮาตี (Hati) ที่คอยวิ่งไล่จับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ข้ามท้องฟ้าในทุกๆวัน และถ้าวันหนึ่งวันใดหมาป่าสองตัวนี้สามารถจับเหยื่อของมันได้สำเร็จ วันนั้นก็คือวันที่เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา หรือจันทรุปราคาขึ้นมานั่นเองล่ะครับ ยิ่งไปกว่านั้น ชนโบราณยังเชื่ออีกด้วยว่าจันทรุปราคานั้นคือการที่ดวงจันทร์ “หลั่งเลือด” ออกมา ซึ่งเป็นคำอธิบายให้กับปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์มีสีแดงผิดปกติในช่วงที่เกิดจันทรุปราคานั่นเองครับ

บางชนเผ่ายังมี “พิธีกรรม” บางอย่างที่ต้องกระทำในช่วงที่เกิดสุริยุปราคา เพื่อให้ดวงอาทิตย์กลับมาส่องสว่างตามเดิมด้วย พิธีกรรมส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างจากที่เราคุ้นเคยกันดีในการไล่ “ราหู” ด้วยการหาถ้วยถังกะละมังหม้อมาทุบตี ส่งเสียงตะโกนหรอกครับ เพราะวัฒนธรรมอื่นๆตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีก่อนก็มีการส่งเสียงดังแบบนี้เพื่อขับไล่ “สัตว์ร้าย” ในจินตนาการให้คายดวงอาทิตย์ออกมาเช่นกัน บ้างก็มีการยิงธนูขึ้นฟ้าเพื่อฆ่าเจ้าสัตว์ร้ายนั้น บ้างก็ยิงธนูไฟเพื่อหวังที่จะจุดดวงอาทิตย์ให้กลับมาส่องสว่างได้อีกครั้ง หรืออย่างในเมโสโปเตเมียก็มีการเดินขบวนแห่โดยนักบวชที่จะส่งเสียงตะโกนขับไล่สัตว์ร้ายออกไปด้วยล่ะครับ

แม้แต่ในยุคปัจจุบัน หลายๆชนเผ่าก็ยังคงต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อหวังให้ดวงอาทิตย์กลับมาส่องสว่างได้ตามเดิม เช่น ชาวอินเดียนแดงเผ่าหนึ่งบนเกาะแวนคูเวอร์จะก่อกองไฟและเต้นรำรอบกองไฟพร้อมส่งเสียงดังเพื่อขับไล่สัตว์ร้ายบนท้องฟ้าให้คายดวงจันทร์ออกมาระหว่างที่กำลังเกิดจันทรุปราคา หรือในช่วงของการเกิดสุริยุปราคาช่วงปี ค.ศ.1878 นั้น กองทหารม้าของอเมริกาที่ได้มีโอกาสเข้าไปพบกับพิธีกรรมของชาวอินเดียน-แดงในรัฐมอนตานาและโอกลาโฮมาระหว่างเกิดสุริยุปราคา ได้บันทึกเหตุการณ์ที่ได้เห็นเอาไว้อย่างน่าสนใจทีเดียวครับว่า “ชาวอินเดียนแดงกลุ่มนี้ตื่นเต้นกันมากเมื่อสุริยุปราคาเกิดขึ้น พวกเขาเริ่มที่จะยิงปืนและส่งเสียงโห่ร้องทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้เพื่อขับไล่เจ้าสัตว์ร้ายที่กำลังทำลายดวงอาทิตย์ให้เตลิดไป”

ชนโบราณบางกลุ่มสามารถ “คำนวณ” และทำนายถึงการเกิดสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำ ชนเผ่าที่ปรากฏหลักฐานว่ามีความสามารถในการคำนวณทางดาราศาสตร์อันซับซ้อนนี้ก็เช่น ชาวบาบิโลเนียในเมโสโปเตเมีย ชาวมายาโบราณในอเมริกากลาง ชาวจีนโบราณ และแน่นอนครับว่า ชาวกรีกโบราณก็เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่สามารถคำนวณการเกิดขึ้นของสุริยุปราคาได้ด้วยเช่นกัน

ถึงแม้ว่าชนเผ่าเหล่านี้จะสามารถคำนวณการเกิดปรากฏการณ์นี้ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะเข้าใจถึงสาเหตุอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เหมือนกับที่พวกเราในทุกวันนี้เข้าใจกันหรอกนะครับ ตัวอย่างเช่น คัมภีร์ของชาวมายาโบราณที่เหลือรอดจากการเผาของชาวสเปนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่เรียกว่า คัมภีร์เดรสเดิน (Dresden Codex) นั้นก็มีการพูดถึงสุริยุปราคาเอาไว้ด้วย แต่ชาวมายาโบราณก็ไม่ได้มีความรู้ที่ลึกซึ้งว่า มันคือการที่ดวงจันทร์เข้ามาบดบังดวงอาทิตย์ เพราะในคัมภีร์ของพวกเขานั้นแสดงเอาไว้อย่างชัดเจนว่าปรากฏการณ์นี้เกิดจาก “สัตว์ร้าย” ที่เข้ามากัดกินดวงอาทิตย์ และสัตว์ร้ายนั้นก็คือ “อสรพิษยักษ์” ที่กำลังอ้าปากเตรียมจะเขมือบสัญลักษณ์ในภาษามายาโบราณที่สื่อถึงสุริยุปราคา แต่ชาวมายาโบราณก็เปรียบอสรพิษยักษ์นี้เข้ากับ “ดวงดาว” ที่พวกเขามองว่าเป็น “เทพเจ้า” เพียงแค่ดาวที่ถูกนำมาเชื่อมโยงนั้น ไม่ใช่ดวงจันทร์ แต่เป็นดาวศุกร์ หรือไม่ก็ดาวอังคารที่บังเอิญโผล่ออกมาให้เห็นขณะที่ท้องฟ้าในยามทิวากำลังมืดสนิท ในประเด็นนี้ อี.ซี. ครุปป์ได้เสนอเอาไว้ว่า มีความเป็นไปได้ว่า ในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาจนท้องฟ้ามืดมิดนั้น ดวงดาวที่ไม่เคยปรากฏบนท้องฟ้าในยามทิวามาก่อนได้เปิดเผยตัวตนออกมาชาวมายาโบราณก็เลยโยนความผิดให้กับดาวที่ปรากฏตัวอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์จนกลายเป็นแพะรับบาปในข้อหาเขมือบดวงสุริยาไปเสียเลย

และด้วยว่าชนโบราณทุกเผ่ามองว่า การเกิดสุริยุปราคาคือ “ลางร้าย” ดังนั้น การคาดการณ์ได้ว่า ลางร้ายจะเกิดขึ้นเมื่อไรจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการดำเนินชีวิตของพวกเขา และบางครั้งก็ร้ายแรงถึงชีวิตเลยล่ะครับ ตำนานจีนโบราณเล่าว่า นักโหราศาสตร์สองท่านในราชสำนักของจักรพรรดิจ้งคัง (Emperor Zhong Kang) ไม่ได้ใส่ใจกับการทำนายการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงสักเท่าไร ก็เลยทำให้องค์จักรพรรดิพลาดพิธีกรรมสำคัญที่ต้องกระทำในช่วงของการเกิดสุริยุปราคา พระองค์ก็เลยสั่งตัดหัวนักโหราศาสตร์สองท่านนั้นเสียเลย!!

ชาวเมโสโปเตเมียก็มีความเชื่อว่า สุริยุปราคาคือลางบอกเหตุถึงมรณกรรมของกษัตริย์ ดังนั้น ถ้าพวกเขาสามารถที่จะทำนายการเกิดสุริยุปราคาได้ ก็จะสามารถหาทางป้องกันไม่ให้กษัตริย์ของพวกเขาเป็นอันตรายได้ เมื่อพวกเขาทราบว่าจะเกิดสุริยุปราคาขึ้นเมื่อไร กษัตริย์ที่ครองราชย์ในขณะนั้นก็จะสละราชสมบัติทันที เพื่อมอบบังเหียนให้กับ “เหยื่อ” ที่จะเข้ามาครองบัลลังก์เพียงแค่ชั่วครู่ แล้วเขาก็จะถูก “สังหาร” เพื่อสังเวยชีวิตให้กับสุริยุปราคาไปในที่สุด นอกจากนั้นยังมีบันทึกปรากฏว่า พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) ก็เคยบูชายัญกษัตริย์ตัวแทนให้ตายแทนพระองค์ในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาด้วยครับ

ชาวบาบิโลเนียแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมียคือ ชนเผ่าแรกที่มีหลักฐานว่าสามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราคาได้ จารึกอักษรลิ่มที่ค้นพบจำนวนมาก โดยเฉพาะจากเมืองอูการิต (Ugarit) ริมชายฝั่งทะเลของประเทศซีเรีย แสดงให้เห็นถึงบันทึกเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของเทหวัตถุต่างๆบนท้องฟ้า เช่น บันทึกเกี่ยวกับดาวหางฮัลเลย์ที่ปรากฏเหนือน่านฟ้าของชาวบาบิโลเนีย ในช่วงประมาณ 164 ปีก่อนคริสตกาล จารึกเก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงสุริยุปราคาในหลักฐานของชาวบาบิโลเนีย สามารถย้อนกลับไปได้ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 1,375 ปีก่อนคริสตกาล และอีกครั้งหนึ่งในช่วงวันที่ 31 กรกฎาคม 1,063 ปีก่อนคริสตกาล นักโบราณคดีทราบว่า ชาวบาบิโลเนียต้องมีความรู้เกี่ยวกับ “แซรอส” (Saros) หรือวงรอบของการเกิดคราสซึ่งมีช่วงเวลาประมาณ 18 ปี กับ 11.3 วันเป็นอย่างดี จึงทำให้พวกเขาสามารถทำนายการเกิดสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำ

ปฏิกิริยาของผู้ที่รู้กับไม่รู้เกี่ยวกับการเกิดสุริยุปราคาก็มีเกร็ดเล็กๆ ที่น่าเล่าอยู่เหมือนกันนะครับ เช่น ในวันที่ 28 พฤษภาคม 585 ปีก่อนคริสตกาลนั้น ทหารของฝ่ายมีดีส (Medes) และลีเดียนส์ (Lydians) กำลังสู้รบห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตายในสงครามที่ประเทศตุรกี แต่พอสุริยุปราคาเกิดขึ้นเท่านั้นล่ะครับ ทั้งสองฝ่ายก็หยุดชะงักและเลิกรบราฆ่าฟันกันทันที เพราะต่างก็คิดว่าเทพเจ้ากำลังพิโรธ เนื่องจากไม่พอใจที่ทั้งคู่ต้องมาประหัตประหารกัน แต่จากอีกมุมหนึ่ง บิดาแห่งประวัติศาสตร์อย่างเฮโรโดตัส (Herodotus) ได้กล่าวเอาไว้ว่า สุริยุปราคาในครั้งนั้นถูกเธลีสแห่งมิเลทัส (Thales of Miletus) ทำนายเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น นั่นจึงทำให้เธลีสคนนี้ ได้ชื่อว่าเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่สามารถทำนายการเกิดสุริยุปราคาได้

อารยธรรมที่มีบันทึกและตำนานเกี่ยวข้องกับสุริยุปราคานั้นมีมากมาย แต่กลับไม่มีชาว “อียิปต์โบราณ” อยู่ในนั้นด้วย นั่นก็เพราะว่าพวกเขานับถือดวงอาทิตย์เป็นเทพเจ้าสูงสุด การอับแสงของดวงสุริยาจึงเปรียบเสมือนความอลหม่าน ที่พวกเขาไม่อยากให้เกิดขึ้นและไม่อยากพูดถึง หนึ่งในความเชื่อเกี่ยวกับสุริยุปราคาที่ชัดเจนที่สุดของชาวอียิปต์โบราณก็คือ พวกเขาเชื่อว่าสุริยุปราคาจะเกิดขึ้นเมื่องูยักษ์อโพฟิส (Apophis) เอาชนะเทพเจ้ารา (Ra) ได้ในการเดินทางหลังความตายยามราตรี นอกจากนั้นแล้ว เราก็ไม่ค่อยพบหลักฐานเกี่ยวกับสุริยุปราคาในอียิปต์โบราณสักเท่าใดนัก

แต่ถึงอย่างนั้นก็มีบางทฤษฎีที่เสนอว่าเคยเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงราว 6 นาที เหนือเมืองอมาร์นา (Amarna) อันเป็นเมืองหลวงของฟาโรห์นอกรีตอัคเคนาเตน (Akhenaten) ในวันที่ 14 พฤษภาคม 1,338 ปีก่อนคริสตกาล เป็นที่ทราบกันดีว่า อมาร์นาคือเมืองหลวง ที่ฟาโรห์อัคเคนาเตนสั่งให้นับถือเพียงแค่เทพเจ้าอเตน (Aten) ในรูปร่างของดวงสุริยาเพียงแค่องค์เดียวเท่านั้น จึงมีการเสนอกันว่า บางทีการเกิดสุริยุปราคาในครั้งนั้นซึ่งเปรียบประหนึ่งการท้าทายอำนาจสุริยเทพสูงสุดแห่งอียิปต์ อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับการล่มสลายของนครอมาร์นา และจุดจบแห่งการปฏิรูปศาสนาอันสุดโต่งของฟาโรห์อัคเคนาเตนด้วยก็เป็นได้

ทุกวันนี้ มุมมองต่อสุริยุปราคาของมนุษยชาติแตกต่างออกไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง พวกเราเฝ้ารอคอยที่จะชมปรากฏการณ์นี้ด้วยความตื่นเต้น ไม่ใช่ความกลัวอีกต่อไปแล้ว และสำหรับประเทศไทยของเรา สุริยุปราคาเต็มดวงจะเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2613 โน่น เลยล่ะครับ.

โดย :ณัฐพล เดชขจร
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน