วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนามพระ 05/11/60

พระสมเด็จจิตรลดา องค์เล็ก ของอิทธิ ชวลิตธำรง.

ธรรมะสนามพระวิภาวดี ประจำวันนี้ มาจาก หลวงปู่มั่น วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร มีว่า “น้ำไม่ไหลขังไว้ ย่อมเน่าฉันใด จิตที่รู้เรื่องอะไรแล้ว ไม่ยอมปล่อย ย่อมทุกข์ฉันนั้น” เป็นการเปรียบเทียบ ที่เห็นภาพอย่างชัดเจน ทำให้คิดได้ว่า แล้วจะยึดติดทำไม ให้ทุกข์เล่า.....

เปิดสนามพระอาทิตย์แรกของเดือน 11 กันด้วย พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ฐานแซม ของ เสี่ยเช็ง สุพรรณ.....

พิมพ์นี้มี ๒ แบบหลักๆ คือ ๑.อกร่อง ๒.อกตัน แบบองค์นี้ ซึ่งเป็นองค์คุ้นตาสายพระสมเด็จ เพราะหมุนเวียนเปลี่ยนกุฏิมานานมาก ตามประสาพระสภาพสมบูรณ์ สวยแบบกำลังใช้กำลังโชว์ พอมีใบสั่ง องค์นี้จะโดนจดจ้องมองหาก่อนองค์อื่น เพราะแท้ดูง่ายซื้อขายไร้ปัญหา.....

ด้านหน้าผ่านการสัมผัสใช้ ได้เหงื่อมาพอประมาณ ผิวบริเวณหน้าอก เข่า เส้นซุ้ม และฐานชั้นล่างสุด ซึ่งมีผิวสัมผัสสูงกว่าจุดอื่น ทำให้เปลือกผิวมีรอยฉ่ำเหงื่อ.....

แต่ด้านหลังสวยเต็มร้อย ไม่มีร่องรอยสัมผัสใช้เนื้อแห้งสนิท เปลือกผิวอยู่ครบสมบูรณ์ ประการสำคัญ เป็นลักษณะ ด้านหลัง อย่างที่เรียกว่า “สังขยา” ๑ ใน ๔ แบบ หลังมาตรฐานพระสมเด็จวัดระฆังฯ คือ ๑.หลังกาบหมาก ๒.หลังกระดาน ๓.เรียบ ๔.สังขยา .....

องค์สอง คือ พระสมเด็จจิตรลดา พิมพ์เล็ก พ.ศ. ๒๕๐๙ ในพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๙.....

ระยะนี้ แฟนคลับสนามพระฯ ได้ดูพระ เครื่ององค์เด็ดๆ จากกรุของ เสี่ยเพชร–อิทธิ ชวลิตธำรง กันทุกอาทิตย์ และจะได้ดูอีกนาน เพราะเป็นกรุใหญ่มาก.....

แต่บรรดาพระทั้งคอลเลกชั่น เสี่ยเพชร บอกว่า องค์นี้สำคัญที่สุด มีคุณค่าทางใจอย่างสูงสุด เพราะคุณแม่ได้เข้ารับพระราชทานจากพระหัตถ์ในหลวง ร.๙ พร้อมคุณตา ซึ่งได้รับ พิมพ์ใหญ่.....

จึงเป็นพระประจำตระกูลที่เป็นมรดกถึงลูกหลาน โดยพี่ชายได้ พิมพ์ใหญ่ ของคุณตา พร้อมใบพระราชทานลำดับที่ ๑๔.....

สำหรับ เสี่ยเพชร ได้ พิมพ์เล็ก องค์นี้ พร้อมใบประกาศ มีพระปรมาภิไธย ลายเซ็นสด บอกวันพระราชทาน ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๙ ลำดับที่ ๑๙.....

พระพิมพ์เล็ก มีบันทึกการสร้างว่ามีจำนวนเพียงหลักสิบ พระราชทานเฉพาะบุตร-ธิดาข้าราชบริพาร ผู้ถวายงานชั้นผู้ใหญ่ จากใบพระราชทาน (พระพิมพ์เล็ก) ที่มีแพร่หลายน้อยมาก ได้เห็นว่าภาพองค์พระเหนือสุด ในใบประกาศ เป็นพระพิมพ์เล็ก ต่างจากใบพระราชทานพระพิมพ์ใหญ่ ที่มีภาพประกอบเป็นพระพิมพ์ใหญ่ เป็นจุดสังเกตที่ควรจดจำ.....

องค์ที่สาม คือ พระรูปจำลองหล่อโบราณ พิมพ์นิยม หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร เป็นพระสวยสภาพเดิมๆ จุดสำคัญมีครบเครื่องทั้ง พิมพ์ทรงพิมพ์พระ ผิวเนื้อ คราบขี้เบ้า จุดตำหนิเนื้อพระที่ขาดหาย ซึ่งเป็นธรรมชาติของพระที่สร้างด้วยวิธีขึ้นหุ่นเข้าช่อเทหล่อแบบโบราณ ที่มักมีให้เห็น ไม่จุดใดก็จุดหนึ่ง ในองค์พระ--ซึ่งถ้าไม่มี ยุ่งแน่ .....

ยังมีอีกจุดคือ รอย ตะไบ ตกแต่งอย่างหยาบๆ แบบมีมิติ ที่ใต้ฐาน เป็นอีกจุดสำคัญที่ห้ามมองข้าม องค์นี้ กำนันมานะ คงวุฒิปัญญา บอกอย่างภูมิใจว่า สวยมาก--ส่วนราคาถามกันเอง ว่าจะสวยแค่ไหน.....

อีกสำนักมาจากเหนือ คือ พระเปิม เนื้อเขียว กรุวัดมหาวัน ลำพูน องค์นี้ก็ของ เสี่ยเพชร–อิทธิ ที่กำลังมัน กับการเลิกเล่นสีกา กลับมาเล่นพระ.....

ที่มา พระเปิม องค์นี้เก๊าะไม่ธรรมดา น่าภูมิใจ เพราะเป็น พระฝากกรุ มีจำนวนน้อย เพราะตามประเพณี ต้องคัดเฉพาะองค์ที่มีความสมบูรณ์งดงามพิเศษ มาร่วมบรรจุในพิธี ซึ่งพิจารณาจากภาพ ก็ต้องยอมรับว่างามแต๊ๆเจ้า ที่สำคัญซึ่งเจ้าของเป็นปลื้มสุดๆคือเป็น พระเนื้อเขียว ซึ่งขนาดเล็กกว่า พระเปิม ทั่วไปเหมาะกับการพกติดตัว.....

อีกองค์คือ พระขุนแผน พิมพ์เถาวัลย์เลื้อย กรุวัดบ้านกร่าง สุพรรณบุรี พิมพ์หายากสุดในสกุลพระกรุวัดบ้านกร่าง.....

ว่ากันถึง พุทธศิลป์ แล้ว ยกให้เป็นพิมพ์ที่มีความวิจิตร ที่แสดงถึงความตั้งใจรังสรรค์งานศิลป์ ที่มีจินตนาการในการสร้างพระพิมพ์นี้ได้อย่างมหัศจรรย์.....

กล่าวกันว่า เทียบ จำนวนกับพระพิมพ์อื่นแล้ว พิมพ์เถาวัลย์เลื้อย มีเพียง ๑ ใน ๑,๐๐๐ องค์เท่านั้น.....

จึงต้องยินดีกับ นพ.พิเชษฐ์ เกียรติเดชาวิทย์ เจ้าของพระมีน้อยหาเวรี่ยาก แล้วยังสวยเยี่ยม.....

ตามมาด้วย พระสมเด็จเกศไชโย พิมพ์ ๗ ชั้นอกวี (หูประบ่า) วัดไชโยวรวิหาร อ่างทอง อีกหนึ่งพระพิมพ์นิยม ที่แสวงหากันมาก เพราะราคาที่ถูกกว่าพิมพ์หลักพอสมควร องค์นี้ของ เสี่ยวชิรพงษ์ วีรารักษ์ เป็นพระสภาพผ่านใช้ มีริ้วรอยสึกหรอลบเลือนทั่วองค์ แต่ก็ยังคงสภาพพิมพ์พระไว้ให้พิจารณาอย่างครบสมบูรณ์ เนื้อมวลสารนุ่มแกร่งแห้งแกร็ก แน่นปึ๊ก ถึงอายุแบบนี้ มีแสงเงาจากเนื้อในเหมือนรัศมี จึงสัมผัสได้ถึงความเข้มขลัง.....

อีกองค์ เป็น พระปิดตา สี่เหลี่ยม หลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ ๑ ในพระพิมพ์ นิยมมาตรฐานแถวหน้าของตระกูล ซึ่งที่พบเห็นเจนตา จะเป็นแบบ ตัดกรอบเป็น สามเหลี่ยม .....

แต่องค์นี้ของ เสี่ยจักรพันธ์ ลิขิตเอกรา เป็นแบบ ตัดกรอบสี่เหลี่ยม ซึ่งที่เคยพบเจอ มักจะเป็นชนิดที่มี พิมพ์พระสองหน้า ด้านหนึ่งเป็นพิมพ์พระสมเด็จ อีกด้านเป็นพระปิดตา แต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะพิจารณาจาก พิมพ์พระ จุดตำหนิ เนื้อมวลสาร แล้ว ผู้รู้สรุปว่า ใช่แน่.....

สุดท้าย คือเหรียญรุ่น ๒ พ.ศ.๒๔๖๗ หลังยันต์ข้าว-หลามตัด ท่านเจ้าคุณ อุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาสฯ กรุงเทพฯ พระเถราจารย์ยุคเก่า ที่มีวัตรปฏิบัติเป็นพระแท้ผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ จึงได้รับความเคารพศรัทธา เป็นที่เลื่อมใสกล่าวถึงมากที่สุดรูปหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๕-๖-๗ ถึงปัจจุบัน ซึ่งนานทีปีหน จะมีภาพเหรียญท่านมา ให้ชม.....

ท่านเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายธรรมยุต มีชื่อเสียงมากด้านการศึกษา พัฒนา เป็นชาวอุบลราชธานี บรรพชา ถวายพระราชกุศล ร.๔ ในวันสิ้นพระชนม์.....

อุปสมบทเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๐ ที่วัดไชยมงคล อุบลราชธานี มีความมุ่งมั่นในการเรียนการศึกษาทั้งปริยัติปริธรรม เป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาฝ่ายธรรมยุตนิกาย จนได้เป็นเจ้าคณะใหญ่ในนครจำปาสัก เจ้าคณะมณฑลอีสาน มณฑลจันทบุรี มณฑลราชบุรี และกรุงเทพฯ....

ท่านยังเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่ ก่อนกลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาสราชวิหาร กรุงเทพฯ และเป็นพระอาจารย์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต--และมรณภาพเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ อายุ ๗๕ ปี พรรษา ๕๕ .....

ด้านวัตถุมงคล ท่านมีสร้างไว้ไม่มาก เพราะไม่ได้มุ่งศึกษาวิชาพุทธาคม แต่มีความนิยมในการออกธุดงค์ ทำให้มีสมาธิพลังจิตมั่นคง เป็นที่เลื่องลือ ว่าสวดมนต์ได้เข้มขลัง.....

ตลอดชีวิต ท่านสร้างวัตถุมงคลตามคำร้องขอคณะศิษย์เป็น เหรียญรูปเหมือน เพียง ๓-๔ รุ่น ที่มีชื่อเสียง มีเพียง เหรียญพญานาค (หัวอยู่บน) รุ่นแรก พ.ศ.๒๔๖๖.....

กับ เหรียญรูปท่านรุ่น ๒ พ.ศ.๒๔๖๗ ที่สร้างออกที่วัดบรมนิวาสฯ แบบเหรียญนี้ของเสี่ยออม ท่ามะกา เป็นทรงกลมรูปไข่ หูเชื่อม เนื้อทองแดง ด้านหน้าเป็นรูปจำลององค์ท่าน ห่มผ้าจีวรลดไหล่ พาดสังฆาฏิ นั่งทำสมาธิเต็มองค์ ด้านล่างใต้องค์มีอักษรไทยบอกฉายานาม สิริจันโท .....

ด้านหลังเป็น ยันต์ข้าวหลามตัด ล้อมอักขระ มะ อะ อุ ซึ่งเป็น ยันต์เดียวกับ เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ กาญจนบุรี ซึ่งเป็นพระเกจิผู้มีชื่อเสียงด้านวิชาพุทธาคมยุคเดียวกัน ทำให้เชื่อได้ว่าน่าจะมีความสัมพันธ์ แม้ไม่มีบันทึกยืนยัน แต่เหรียญมีประสบการณ์ด้านคุ้มครองป้องกันภัยสูง และเป็นเหรียญพระเกจิอาจารย์ยอดนิยมราคาหลักแสนเช่นเดียวกัน.....

วันนี้ ลากันด้วยเรื่องปิดท้ายของ เจ๊จิตรา เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือย่านพระประแดง ซึ่งเปิดร้านเมื่อปลายปีก่อน ลงทุนทำร้านใหญ่โต แต่ไม่ค่อยมีลูกค้า.....

ทนดูอยู่ ๓-๔ เดือน เห็นไม่ได้การ จึงคิดหาตัวช่วย เจ๊เลยไปหาพระเกจิอาจารย์ดังเมืองนครปฐม ขอของดีมาใช้บูชา.....

หลวงพ่อก็ให้ พระพิมพ์นางกวักเนื้อผง มาใช้บูชา พอกลับถึงร้าน เจ๊จิต ก็อยากลองของ ว่าศักดิ์สิทธิ์ไหม จึงเอา พระนางกวัก แช่ในขันน้ำ อธิษฐานขอให้เป็นน้ำมนต์ เอาไปใช้เป็นหัวเชื้อทำน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว เพื่อช่วยให้ค้าขายดี ก็ปรากฏว่ามีลูกค้ามากขึ้นจริงๆทันตาเห็น เจ๊จิต ดีใจมาก แต่นานวันเข้า องค์นางกวักก็ลบเลือนเกือบหมดองค์ เจ๊จึงไปหาหลวงพ่อขอใหม่ หลวงพ่อก็หาให้ แต่คราวนี้ให้เป็น เนื้อโลหะ แต่ เจ๊จิต อยากได้เนื้อผงแบบเดิม.....

หลวงพ่อจึงว่าแบบเดิมไม่มีแล้ว เอาแบบนี้ไปใช้ก็เหมือนกัน แต่ เจ๊จิต ไม่แน่ใจ ถามย้ำว่าดีเหมือนกันจริงๆนะหลวงพ่อ ท่านบอกว่า ดีเหมือนกัน เพราะข้าสร้างเอง และดักคอว่า ถ้าจะให้ขลังแน่ๆ ก็อย่านิมนต์ไปที่ไม่เหมาะสม.....

เพราะเนื้อผงองค์ก่อน เจ๊จิต ซึ่งขี้เกียจทำน้ำมนต์ แล้วเอาไปทำน้ำซุปอีกที เลยเอาไปแช่ในหม้อซุปซะเลย ทำให้ แม่นางกวัก ทนร้อนออนเซนไม่ไหว จึงละลายหนีไป เจ้าค่ะ อามิตตพุทธ.


สีกาอ่าง