วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แตกพ่ายแต่ไม่แตกดับ!

เหลือแต่ซาก–อาคารบ้านเรือนในเมืองรักกาในซีเรียพังพินาศย่อยยับ หลังกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (เอสดีเอฟ) พันธมิตรชาวเคิร์ดซึ่งมีสหรัฐฯสนับสนุน โจมตีขับไล่กลุ่มไอเอสและปลดปล่อยเมืองนี้สำเร็จ (เอเอฟพี)

พักหลังๆ “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส หรือไอซิส) ซึ่งเคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรถูกกองกำลังพันธมิตรโจมตีแตกพ่าย สูญเสียที่มั่นเมืองแล้วเมืองเล่า รวมทั้งเมืองโมซูล เมืองใหญ่อันดับ 2 ของอิรัก และเมืองรักกา หรืออัล-ร็อกเกาะห์ เมืองหลวงของไอเอสในซีเรีย แต่ใครที่คิดว่าไอเอสถึงจุดจบแล้ว ต้องบอกว่า “คิดผิด”!

ไอเอสภายใต้การนำของนายอาบู บัคร์ อัล-แบกดาดี เคยบุกยึดพื้นที่ในอิรักและซีเรียได้อย่างกว้างขวาง จนอัล-แบกดาดีอหังการ ประกาศตั้ง “รัฐอิสลาม” (คอลีฟะห์) ที่เมืองโมซูลในปี 2557 และมีนักรบญีฮัดชาวต่างชาติจากหลายสิบประเทศหลั่งไหลเข้าไปร่วมรบนับหมื่นคน

กองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯเผยว่า ตั้งแต่ฝ่ายพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯและรัสเซียเริ่มโจมตีทางอากาศถล่มกลุ่มไอเอสในอิรักและซีเรียในปี 2557 มีนักรบไอเอสเสียชีวิตแล้วกว่า 80,000 คน ไม่นับรวมเหยื่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์อีกมากมาย และปัจจุบันไอเอสเหลือพื้นที่แค่ราว 10 เปอร์เซ็นต์จากที่เคยยึดครองได้

แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แม้จะพ่ายแพ้ย่อยยับ แต่ไม่ได้หมายความว่าไอเอสจะแตกดับ เพราะนักรบไอเอสที่เหลืออีกหลายหมื่นคนถอยร่นหนีไปกบดานในเขตทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาล รอวันรวมกลุ่มกันขึ้นมาใหม่

เขตทะเลทรายดังกล่าวรู้จักกันในชื่อ “บาดิยัต อัล–ชาม” มีพื้นที่กว่า 500,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมบางส่วนในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของซีเรีย ภาคตะวันตกของอิรัก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจอร์แดน และภาคเหนือของซาอุดีอาระเบีย มีภูมิประเทศทุรกันดาร เต็มไปด้วยถ้ำและภูเขาอันสลับซับซ้อน

บาดิยัต อัล-ชาม ซึ่งมีจังหวัด “เดอีร์ เอล–ซูร์” ทางภาคตะวันออกซีเรีย เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ จึงเป็นที่หลบซ่อนตัวสุดวิเศษ และเปรียบเสมือนเป็น “บ้านหลังที่ 2” ของไอเอส ตั้งแต่ก่อนการตั้งรัฐอิสลามเสียด้วยซ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ถ้าจะใช้ยุทธการค้นหาไล่ล่าพวกไอเอสในทะเลทราย ต้องใช้ทหารหลายแสนนาย ยิ่งถ้าจะเข้าควบคุมเขตทะเลทรายให้ได้แบบถาวร ต้องใช้ทหารมากกว่านั้นหลายเท่า

คาดว่า เมื่อไอเอสทิ้งเมืองหลบเข้าไปในเขตทะเลทราย จะกลายเป็นกองกำลังใต้ดินและเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ หันมาเน้นโจมตีแบบ “กองโจร” คือลอบโจมตีแล้วหนี และโจมตีด้วย “ระเบิดพลีชีพ” ตามยุทธวิธีที่ถนัด

ขณะนี้เชื่อว่า เหล่าผู้นำของไอเอสได้จัดทำแผนฉุกเฉินเฉพาะกิจขึ้นแล้ว รวมทั้งเร่ง “รีกรุ๊ป” รวมตัวกันขึ้นมาใหม่ในทะเลทรายและเลือกเป้าหมายโจมตีที่แน่ชัด คล้ายกับกลุ่ม “อัล เคดาในอิรัก” ต้นกำเนิดของไอเอส เคยใช้ได้ผลเป็นเวลานานกว่า 10 ปี หลังกองทัพพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯบุกยึดอิรักในปี 2546

กลุ่มไอเอสยังพยายามขยายที่มั่นเข้าไปในลิเบีย เยเมน อัฟกานิสถาน แอฟริกาเหนือ และประเทศอื่นๆ ซึ่งมีปัจจัยเกื้อหนุน ซึ่งเท่าที่ผ่านมา กลุ่มไอเอสสามารถก่อเหตุโจมตีหรือเป็นแรงบันดาลใจให้แนวร่วมลงมือโจมตีในกว่า 30 ประเทศ เป็นสิ่งยืนยันว่าไอเอสมีเครือข่ายและแนวร่วมโยงใยอยู่ทั่วโลก

“ปัจจัยเอื้อ” สำคัญที่จะทำให้กลุ่มไอเอสสามารถรวมตัวกันขึ้นมาใหม่ได้ก็คือ ปัญหาทางการเมืองภายในอิรักและซีเรียเอง โดยในอิรัก ไอเอสซึ่งเป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ยังมีประชาชนชาว สุหนี่ด้วยกันเป็นฐานสนับสนุนอยู่เยอะมาก เพราะชาวสุหนี่ไม่พอใจรัฐบาลอิรัก ซึ่งเป็นชาวชีอะห์ คู่อริ เนื่องจากเห็นว่าลำเอียงเลือกปฏิบัติกับพวกตน จึงมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมกับกลุ่มไอเอสได้ง่าย

กลุ่มไอเอสยัง “ซื้อเวลา” ซุ่มรอฉวยโอกาสจากความขัดแย้งอื่นๆ เช่น การสู้รบระหว่างกองทัพรัฐบาลอิรักกับกองกำลังชาวเคิร์ด ชนกลุ่มน้อยทางภาคเหนือที่ปะทุขึ้นอย่างหนัก หลังรัฐบาลเขตปกครองตนเองชาวเคิร์ดจัดการลงประชามติแยกเอกราช ทั้งที่กองทัพอิรัก กองกำลังชาวชีอะห์และชาวเคิร์ดเคยร่วมมือกันกวาดล้างกลุ่มไอเอสจนแตกพ่าย แต่เมื่อชนะศึกกลับหันมารบกันเองอีก นั่นอาจเปิดโอกาสให้ไอเอสรวมกลุ่มกันใหม่ได้ง่ายขึ้น

ส่วนในซีเรียก็คล้ายๆ กัน ชาวสุหนี่จำนวนมากไม่พอใจรัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ซึ่งเป็นนิกาย “อลาวียะห์” ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของนิกายชีอะห์ นอกจากนี้ พันธมิตร “กองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย” (เอสดีเอฟ) ซึ่งเป็นชาวเคิร์ดและมีสหรัฐฯหนุนหลัง กับกองทัพรัฐบาลซีเรีย ซึ่งมีรัสเซียสนับสนุน ที่เคยร่วมมือกันกวาดล้างกลุ่มไอเอส แต่หลังชนะศึกก็จ้องรบกันเองอีก เห็นได้จากยุทธการรุกคืบยึด จ.เดอีร์ เอล-ซูร์ ซึ่งต่างแย่งชิงกันรุก

ดังนั้น แม้กลุ่มไอเอสจะแตกพ่ายก็ยังชะล่าใจไม่ได้ เพราะมีบทเรียนให้เห็นมาแล้ว เมื่อครั้งที่กลุ่ม “อัล เคดาในอิรัก” ถูกกองทัพสหรัฐฯและอิรักบดขยี้เกือบสูญพันธุ์ในปี 2550 แต่หลังสหรัฐฯถอนทหารออกจากอิรักในปี 2554 กลุ่มอัล เคดาในอิรักก็รวมตัวกันขึ้นมาใหม่และแข็งแกร่งกว่าเดิมในท้ายที่สุด

ฤดูร้อนปี 2557 กลุ่มอัล เคดาในอิรัก ซึ่งกลายสภาพมาเป็นกลุ่มไอเอส สามารถยึดครองพื้นที่ในอิรักและซีเรียได้อย่างกว้างขวาง และประกาศตั้ง “รัฐอิสลาม” ขึ้นดังที่ว่ามาแล้ว ก่อนถูกกวาดล้างแตกพ่ายอีกครั้งในวันนี้

แต่การ “ตีงูแค่หลังหัก” ทำให้ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยอีกครั้ง!

บวร โทศรีแก้ว