วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขย่มปรับครม.ศก. พท.-ปชป.รุมบีบ บี้ยกเครื่องใหญ่ ลุงตู่บอกใจเย็น

“บิ๊กตู่” บอกใจเย็นปรับแน่ ครม. ฟุ้งวางแผนไว้หมดเหมือนคุมกองทัพ ตอกฝ่ายการเมืองอย่ามาอ้าง ปชต.จี้ ปลดล็อก ลอยกระทงขอให้พบแต่สิ่งดีๆ “บิ๊กเจี๊ยบ” ชมเด็กในคาถางานดีทุกคน พท.เหน็บแค่สมบัติผลัดกันชม “อำนวย” ยุโละโควตาทหารพ้นงานเศรษฐกิจ “สมคิด” สวนผู้นำมัวชี้นิ้วด่าคนอื่น ลืมดูตัวเอง “องอาจ” จี้ยกเครื่องทีมงาน ศก. “มัลลิกา” ร่วมขย่มกล่องดวงใจทีม “สมคิด” อธิบดีจัดหางานคนใหม่ปัดไม่มีใบสั่งซื้อเครื่องสแกนม่านตา แบะท่าขอขยายเวลาพิสูจน์สัญชาติอีก 1 ปี เอ็นจีโอโวยเข้าข่ายละเมิดสิทธิ์ ตั้ง “ชัชวาลย์” คุมร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช. ออกรับแทน “พัชรวาท” ยังบริสุทธิ์ “วิลาศ” แนะไขก๊อกโชว์สปิริต

หลังจาก พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล อดีต รมว.แรงงาน ยกทีมลาออก ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.ประยุทธ์ 5) ล่าสุด ฝ่ายการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ออกมากดดันเรียกร้องให้ถือโอกาสปรับ ครม.ด้านเศรษฐกิจชุดใหญ่

“บิ๊กตู่” บอกใจเย็นปรับแน่ ครม.

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 3 พ.ย. ที่ศูนย์ประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เรื่องปรับ ครม.ขอให้ใจเย็นๆ ตนเป็นคนปรับอยู่แล้วไม่ต้องกลัว ต้องศึกษางานทุกกระทรวง และให้แนวทางมอบนโยบายว่าสิ่งไหนจะคู่กัน จับต้นชนปลายให้เกิดการบูรณาการในการทำงาน ไม่อย่างนั้นจะพูดไม่ได้ ทุกอย่างได้วางแผนไว้เหมือนการสั่งงานในกองทัพที่มีอยู่ 17 เหล่า ทำอย่างไรให้ไปรบกันได้ และช่วยเหลือประชาชนได้ อยู่ที่การปฏิบัติไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ทุกอย่างต้องมีการวางแผนเพื่อให้ผลปฏิบัตินั้นสำเร็จ ขอให้กำลังใจผู้ว่าฯ กำนัน ผู้ใหญ่ อย่าไปกังวลเรื่องอื่น ให้เอาประชาชนไว้ก่อน โดยเฉพาะเรื่องการเมืองเอาไว้ทีหลัง

ซัดอย่ามาอ้าง ปชต.จี้ปลดล็อก

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองเรียกร้องปลดล็อก เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ว่า เรื่องการเมืองอย่ามาถามนักเลย โดยเฉพาะเรื่องปลดล็อก รู้ข้อกฎหมายศึกษามา แต่ไม่ได้ไปสั่งเขา มายังไงก็ทำตามนั้นจะกี่วันก็ต้องหามาตรการผ่อนผันให้ แต่เมื่อผ่อนผันไปแล้วอย่าทำให้เกิดความวุ่นวาย ทุกอย่างต้องเป็นไปตามนั้น อย่าอ้างว่าประชาธิปไตยต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้ามันวุ่นวายท่านจะทำอย่างไร ใครรับผิดชอบก็ตนอีก ทั้งนักการเมือง พรรคการเมือง ตนไม่ได้อยู่กลุ่มใคร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วต้องเป็นบทเรียน ทั้งเหตุการณ์น้ำท่วมปี 54 และเหตุการณ์ปี 59 ทั้งนี้ ขอชื่นชมสื่อมวลชนทั้งช่วงที่ผ่านมาและช่วงงานพระราชพิธีเป็นสื่อที่น่ารัก หลังจากนี้ก็ให้น่ารักต่อไป แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ตนก็จะสู้ถ้าเราไม่สู้จะผ่านปัญหาก้าวข้ามอุปสรรคความขัดแย้งได้ยังไง

ลอยกระทงขอให้พบแต่สิ่งดีๆ

นายกฯกล่าวต่อว่า จะไปร่วมประเพณีลอยกระทงที่กองทัพอากาศ เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต ขจัดสิ่งไม่ดีออกไป ให้สิ่งดีๆเข้ามา หมอดูหลายคนทำนายว่าปลายปีจะดีขึ้น คนไม่ดีจะหายไป ส่วนตัวมองว่าโดยพื้นฐานก็อยากเป็นคนดี แต่ด้วยอะไรหลายอย่าง ไม่ได้ตักเตือนหรือละเลยกัน

“บิ๊กเจี๊ยบ” ชมเด็กในคาถางานดี

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนงานที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของตน รัฐมนตรีทุกคนยังมีประสิทธิภาพในการทำงาน ส่วนจะปรับหรือไม่อย่างไร ขึ้นอยู่กับนายกฯเป็นผู้ตัดสินใจ ส่วนการบริหารจัดการงานภายในกระทรวงแรงงาน หลังจากที่รัฐมนตรีลาออก ทุกอย่างมีขั้นตอนกำกับดูแลตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องน่าเป็นห่วง ส่วนปัญหาการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ต้องทำให้เสร็จภายในปีนี้ คิดว่าเดินหน้าต่อไปได้ไม่มีปัญหา

คสช.ยังไม่หารือปลดล็อก

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องการปรับ ครม. เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตน ส่วนความคืบหน้าที่จะปลดล็อกให้พรรคการเมืองนั้น คสช.ยังไม่ได้หารือกันเรื่องนี้ ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ชี้แจงไปแล้วก็เป็นไปตามนั้น ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล อดีต รมว.แรงงาน แสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งเพราะปัญหาการแก้ไขแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์นั้น ในบทบาทของกองทัพได้จัดกำลังไปช่วยสนับสนุนตามที่ได้รับการร้องขอ ส่วนการดำเนินการแก้ไขปัญหาในภาพรวม เป็นเรื่องของกระทรวงแรงงาน

พท.เหน็บแค่สมบัติผลัดกันชม

ขณะที่ ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การปรับ ครม.ที่จะมีขึ้น คงไม่มีผลอะไรต่อการบริหารประเทศ เพราะปรับหรือไม่ปรับมีค่าเท่ากัน การจัดโผ ครม.คงเป็นเรื่องสมบัติผลัดกันชม ที่ผ่านมา รัฐบาลนี้ไม่มีผลงานอะไรเป็นรูปธรรม เห็นแต่ข่าวซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ทำให้เสียวินัยการเงินการคลัง และยังใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 สั่งย้ายข้าราชการที่ไม่สนองนโยบายผู้มีอำนาจ สิ่งที่รัฐบาลควรทำไม่ใช่แค่การปรับ ครม. แต่ควรรีบคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดกรอบเวลาไว้ชัดเจน แต่รัฐบาลกลับทำท่ายื้อเวลาให้นานที่สุด เหมือนอยากสืบทอดอำนาจ น่าสังเกตว่าพอมีข่าวว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 61 ตามโรดแม็ป มีเสียงตอบรับที่ดีจากนักลงทุนทันที ผิดกับข่าวการปรับ ครม. แต่นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์กลับไม่ตื่นเต้นอะไร ตรงข้าม กลับมีแต่เสียงซุบซิบนินทา อยากรู้ว่า งานนี้อธิบดีหรือรัฐมนตรีไปทำอะไรผิดใจ พล.อ.ประยุทธ์หรือ และยังน่ากลัวว่า หลังจากปรับ ครม. ไปแล้ว จะมีการเดินหน้าจัดซื้ออะไรแพงๆอีกหรือไม่

ยุโละโควตาทหารพ้นงานเศรษฐกิจ

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การปรับ ครม. อยากให้เน้นไปที่ กระทรวงเศรษฐกิจ ที่มีเจ้ากระทรวงเป็นทหาร เพราะวันนี้เศรษฐกิจมีปัญหา แม้จะมีความรู้ ความสามารถแต่คงไม่ถนัดด้านการค้าการลงทุน เท่ากับนักบริหารมืออาชีพ อยากให้ปรับเอาคนที่มีความรู้ความสามารถ ด้านนี้โดยตรงเข้ามาทำหน้าที่ เพราะวันนี้เริ่มเข้าสู่ ฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว ถ้าเจ้ากระทรวงด้านเศรษฐกิจไม่เชี่ยวชาญ จะเป็นปัญหาเหมือนที่ผ่านมา ที่ปัญหาปากท้องประชาชนไม่ได้รับการแก้ไข นายกฯควรเลือกคนที่มีความถนัดจริงมาทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ต้องดูแลปากท้องประชาชนก่อน ที่สำคัญ อาจเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้ด้วย เพราะเขาจะได้ไม่รู้สึกว่ารัฐบาลขณะนี้ไม่ใช่รัฐบาลทหาร

สวน “บิ๊กตู่” อย่าหลอกตัวเอง

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ พูดกระทบนักการเมืองว่าจะเป็นจะตายหรือถึงเรียกร้องให้ปลดล็อกทางการเมือง ขอบอกว่านักการเมืองไม่มีใครจะเป็นจะตาย แต่ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรกำลังจะตาย ลองหันไปดูชาวไร่ชาวสวนว่าเขาสาหัสแค่ไหน อย่าหลอกตัวเองอยู่เลย วันนี้บ้านเมืองมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ช่องทางออกคือจัดให้มีการเลือกตั้ง และกำหนดให้ชัดเจน การพูดจาเชิงดูถูกนักการเมืองคงห้ามไม่ได้ เพราะความรู้สึกและสำนึกไม่เหมือนกัน คนที่ขี่คอประชาชนก็คิดอีกอย่าง คนที่มาจากการเลือกตั้งก็คิดอีกอย่าง แต่ที่สุดแล้วมันอยู่ที่นิสัยหรือสันดานของแต่ละคน การที่นักการเมืองเรียกร้องเพราะกฎหมายบังคับใช้แล้ว ไม่เช่นนั้นจะเขียนกฎหมายขึ้นมาทำไม แต่ถ้าไม่อยากทำตามกฎหมายก็แล้วแต่พวกท่าน ระวังนิ้วที่ชี้ด่าคนอื่นมันจะพุ่งเข้าหาตัวเอง

“วัฒนา” กร้าวถามหายางอาย

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “สังคมไร้ยางอาย” รัฐธรรมนูญมาตรา 76 และ 219 ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บัญญัติถึงมาตรฐานจริยธรรมที่ใช้บังคับผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ก็บัญญัติคำว่า มาตรฐานทางจริยธรรม ให้ข้าราชการการเมืองต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน การเอาคนในครอบครัวมาดำรงตำแหน่ง ถือเป็นการ ขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่นายมีชัยอ้างว่าแต่งตั้งลูกสาวเป็นรองเลขาฯเพื่อรักษาความลับ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น เป็นการแก้ตัวแบบข้างๆคูๆ ขัดกับมาตรฐานจริยธรรมที่นายมีชัยกำหนดให้ทุกคน ต้องทำตาม พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ต่างจากบรรดาผู้ร่วม อุดมการณ์ เช่น หัวหน้า คสช. ที่ยึดอำนาจมาจากประชาชน แต่แสดงความรำคาญเมื่อถูกทวงถามถึงการคืนอำนาจ บ้านเมืองยุคนี้จึงวิปริตวิปลาส เพราะคนที่ยึดอำนาจจากประชาชนกลับเดินชูคออยู่บนถนน ส่วนประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจต้องเดินก้มหน้าอยู่ในตรอก ถึงเวลามียางอายกันได้หรือยัง

“องอาจ” จี้ยกเครื่องทีมงาน ศก.

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการปรับ ครม.ว่า เนื่องจากมี รมว.แรงงานลาออก คงเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่ นายกฯ ควรใช้โอกาสนี้ปรับ ครม.เพราะต้องยอมรับว่ารัฐบาลก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการบริหารงาน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ จึงควรอาศัยจังหวะนี้ปรับ ครม.ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ประชาชนมีความเดือดร้อนเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก การจับจ่ายใช้สอยไม่คล่องตัว การค้าขายฝืนเคือง หวังว่าการปรับ ครม.ครั้งนี้ นายกฯจะคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าของเพื่อนพ้อง น้องพี่ อย่างเดียว

รุมขย่มกระทรวงกล่องดวงใจ

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้นายกฯ จัดใช้คนให้ถูกกับงาน บริหารประเทศมาเกือบ 4 ปีแล้วน่าจะมีประสบการณ์ รัฐบาลทำเรื่องอื่นได้ดี แต่มีอุปสรรคตรงทีมเศรษฐกิจ ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพราะนโยบายและยุทธศาสตร์ดีๆของรัฐบาล ออกมาตั้งแต่ปี 2557 แต่ปรับ ครม.มา 4 ครั้ง เศรษฐกิจคนรากหญ้ายังคงมีปัญหาฝืดเคืองแก้ไม่ตก ทั้งราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ การกระตุ้นการใช้จ่ายไม่ตรงเป้า อัดเงินลงมาก็กระจุกแค่ไม่กี่กลุ่ม ไม่ถึงมือชาวบ้านจริง บัตรสวัสดิการคนจนก็มีปัญหาสารพัด เอื้อทุนใหญ่ รัฐไร้ความพร้อม แม้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่ไร้ทักษะการบริหารจัดการ ประชาชนก็รับกรรมลำบากเช่นเดิม

บี้โละยกพวงปรับใหญ่ไปเลย

นางมัลลิกากล่าวอีกว่า อย่างบัตรคนจนออกมาใช้แล้ว ปรากฏว่าคนรวยคือเจ้าสัว นายทุนยักษ์เจ้าของสินค้าที่คนจนนำบัตรไปรูด ฟันกำไรเต็มที่ รัฐบาลเสียเงินภาษีจากประชาชน แต่คนได้ประโยชน์ตัวจริงคือกลุ่มเจ้าสัว นายทุนใหญ่ไม่กี่เจ้าเหมือนเดิม ส่วนสิทธิใช้ขึ้นรถเมล์ฟรี รูดได้บ้างไม่ได้บ้าง ในเมื่อรัฐบาลไม่พร้อมก็ควรออกนโยบายให้ประชาชนใช้ฟรีไปก่อน หรือเพียงแค่มีบัตรสวัสดิการคนจนโชว์ก็น่าจะผ่านขึ้นรถเมล์ได้ ไม่น่าสร้างความยุ่งยากให้ประชาชนรับกรรม จึงเห็นว่านายกฯ ต้องปรับ ครม.ยกพวง โละทีมเศรษฐกิจชุดนี้ออกไปเลย แล้วหามืออาชีพ คนดีมีฝีมือมาบริหารแทน

ยังไม่มีใบสั่งซื้อเครื่องสแกน

ที่กระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวถึงการดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้า คสช. เรื่องการพิสูจน์อัตลักษณ์แรงงานต่างด้าว ว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคง กรมการจัดหางานมีหน้าที่ช่วยเก็บข้อมูล โดยกรมเจ้าท่าได้จัดส่งเครื่องสแกนม่านตา 30 เครื่องมาให้ยืมใช้ ขณะนี้เครื่องชำรุด 3 เครื่อง ส่วนการจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตานั้น เพิ่งเข้ารับตำแหน่งยืนยันยังไม่ได้รับการสั่งการ ถ้ามีนโยบายให้จัดหาหากไม่ปฏิบัติตามจะเป็นการขัดคำสั่ง แต่ต้องเป็นไปตามระเบียบ ส่วนการสแกนม่านตากรมเจ้าท่าดำเนินการมาแล้ว 3 เดือน เก็บข้อมูลได้ไม่กี่พันคน ฝ่ายนโยบายมองว่ากรมการจัดหางานดูแลเรื่องแรงงานต่างด้าวอยู่ จึงให้ช่วยดำเนินการแทน ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค.-1 พ.ย. สแกนม่านตากลุ่มประมงทะเลไปแล้ว 21,477 คน กลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำ ทำไปแล้ว 3,040 คน แต่ยังเหลืออยู่ ต่อไปแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่ 3 ล้านคน ต้องถูกเก็บข้อมูลเหมือนกันทั้งหมด

ไม่มั่นใจพิสูจน์สัญชาติทัน

เมื่อถามถึงความล่าช้าในการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว นายอนุรักษ์ตอบว่า การพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว 7.9 แสนคน ยังไม่มั่นใจว่าจะเสร็จทันกำหนดชะลอโทษ 180 วันหรือไม่ ถ้าไม่ทันจะขอให้กระทรวงมหาดไทยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ที่ให้อำนาจ รมว.มหาดไทย ผ่อนผันแรงงานต่างด้าวในกลุ่ม 7.9 แสนคน ที่ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติทันเวลา ชะลอโทษตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการแรงงานต่างดาว ในวันที่ 31 ธ.ค. ให้สามารถทำงานต่อไปได้ แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าผ่อนผันไปนานเท่าไหร่ แต่ที่ผ่านมาจะอยู่ในระยะเวลา 1 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการให้สัมภาษณ์นายอนุรักษ์เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนชมการสาธิตการสแกนม่านตา ที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยขั้นตอนการบันทึกข้อมูลผ่านเครื่องสแกนม่านตา การบันทึกใบหน้า ใช้เวลาประมาณคนละ 3-5 นาที พร้อมทั้งให้กรอกข้อมูลประวัติ ชื่อ สัญชาติ ตามเอกสารประจำตัวแล้วให้กรมเจ้าท่าเก็บไว้ในถังข้อมูลรวม ยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ เพราะต้องมีระบบตรวจสอบดูแลรักษาข้อมูลที่ยังทำเองไม่ได้ ต้องให้ไมโครซอฟต์ดูแล

ก.แรงงานออกหนังสือชี้แจงสื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานได้มีหนังสือชี้แจงสื่อมวลชน ถึงการเสนอข่าวคำสั่งมาตรา 44 ย้ายอธิบดีกรมการจัดหางาน เพราะไม่สนองนโยบายรัฐบาล ในการจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตา โดยระบุว่า การพิสูจน์อัตลักษณ์เป็นแนวทางการพิสูจน์ตัวตนแรงงานต่างด้าว ควบคู่กับการจัดทำทะเบียนประวัติ ไม่ให้มีการลักลอบเข้ามาโดยผิดกฎหมาย การสแกนม่านตาเป็นวิธีการหนึ่งในการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ซึ่งกรมเจ้าท่าดำเนินการเบื้องต้นกับแรงงานต่างด้าวในกิจการประมง และมอบหมายให้กรมการจัดหางานดำเนินการต่อ ควบคู่กับการออกใบอนุญาตทำงาน โดยรับเครื่องสแกนม่านตาจากกรมเจ้าท่า 30 เครื่อง เครื่องละประมาณ 100,000 บาท ถ้ามีความจำเป็นก็ให้กรมการจัดหางาน ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมได้ สำหรับการประมวลผลและนำมาใช้ประโยชน์กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) ดำเนินการ

เอ็นจีโอโวยเข้าข่ายละเมิดสิทธิ์

ด้านนายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีเครื่องสแกนม่านตา หากต้องการเพียงพิสูจน์สัญชาติ ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องนี้ โดยหลักแล้วเป็นข้อมูลส่วนบุคคล เข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ ต้องถามกลับว่าถ้ามีเครื่องนี้ประเทศไทยจะมีระบบการในเก็บข้อมูลให้ปลอดภัย นำไปใช้ให้เหมาะสมอย่างไร ล่าสุดมีประกาศราชกิจจานุเบกษา ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาต่างด้าว โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยมาดำเนินการ ถือเป็นเรื่องดี แต่ทำไมไม่ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ตั้งแต่แรก เพราะถ้าตั้งขึ้นมา ทางออกของปัญหาอาจไม่ใช่การย้ายอธิบดีกรมการจัดหางาน

ตั้ง “ชัชวาลย์” คุม พ.ร.บ.ป.ป.ช.

ช่วงเช้าที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต นัดแรก เพื่อหารือแนวทางการทำงาน โดยมีมติเห็นชอบให้ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ สมาชิก สนช. เป็นประธาน จากนั้น พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะ กมธ.วิสามัญฯ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ป.ป.ช.ได้เสนอความเห็นขอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมายัง กรธ.หลายประเด็น บางเรื่อง กรธ.ไม่แก้ไขให้ จึงนำมาพิจารณาใน กมธ.วิสามัญฯ เชื่อว่าการทำงานไม่น่ามีปัญหา เพราะ ป.ป.ช. และ กรธ.มีเจตนารมณ์เดียวกัน ต้องการได้กฎหมายให้การทำงานมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าเวลาที่เหลืออยู่ 58 วันจะพิจารณาได้ทัน

ออกรับแทน “พัชรวาท” ยังบริสุทธิ์

เมื่อถามว่า มีรายชื่อ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพาณิชย์ สมาชิก สนช. ที่ถูก ป.ป.ช.ไต่สวนกรณี ร่ำรวยผิดปกติ อยู่ในคณะ กมธ.ฯชุดนี้ด้วย เหมาะสมหรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพลตอบว่า เป็นการกล่าวหาตาม กระบวนการ ยังอยู่ในขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่ถึงขั้นการไต่สวน แม้จะเป็นขั้นตอนไต่สวน แต่หลักการของ ป.ป.ช. คือทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ ป.ป.ช.ตั้งเรื่องไต่สวนเกือบ 3,000 เรื่อง ทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์ การเป็น กมธ.พิจารณากฎหมายไม่เกี่ยวกับคดีที่อยู่ในการตรวจสอบของ ป.ป.ช.

“วิลาศ” แนะไขก๊อกโชว์สปิริต

ด้านนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแต่งตั้ง พล.ต.อ.พัชรวาท เป็น กมธ.ชุดดังกล่าว ทั้งที่กำลังถูก ป.ป.ช.ตรวจสอบกรณีข้อกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ ไม่น่าจะเหมาะสม แต่ สนช.อาจมองแค่ว่า พล.ต.อ.พัชรวาท เคยเป็น ผบ.ตร.มาก่อน จึงขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้ที่ถูกเสนอชื่อควรจะรู้ตัวเอง ถ้าบริสุทธิ์ใจจริงไม่น่าตอบรับ เพราะถือว่าเข้าข่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อน การที่ พล.ต.อ.พัชรวาทเข้ามาเป็น กมธ. คงไม่ส่งผลอะไรกับขั้นตอนการพิจารณากฎหมาย แต่จะทำให้กฎหมายที่ควรขาวสะอาดกลับต้องมีจุดด่างพร้อย อาจเป็นข้อวิจารณ์จากสังคมได้ว่าในการพิจารณาอาจมีการต่อรองกันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้น แม้วันนี้เรื่องที่ ป.ป.ช.สอบอยู่จะเป็นดำหรือขาวไม่มีใครรู้ แต่เพื่อให้กฎหมายนี้ขาวล้วนไม่ควรรับตำแหน่ง ถ้าลาออกก็ไม่เห็นเสียหายอะไร ยังจะได้รับการชื่นชมจากสังคม

“สมชัย” ติงปิดช่องสมัครทางเน็ต

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการ กกต. โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ฉบับ กรธ. ที่ระบุถึงเรื่องการรับสมัคร ส.ส. ที่ห้ามใช้ช่องทางอินเตอร์เน็ต แต่ให้ไปสมัคร ณ ที่รับสมัครเท่านั้น หากมีปัญหาให้ย้ายสถานที่รับสมัครได้ ว่าบทเรียนการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 มี 28 เขตในภาคใต้ถูกปิดล้อม แม้ย้ายสถานที่รับสมัครก็ไม่สามารถรับสมัคร ส.ส.ได้ เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่ขัดรัฐธรรมนูญ สูญเงินไปกว่า 3,000 ล้านบาท กกต.ชุดนี้พัฒนาระบบการรับสมัครทางอินเตอร์เน็ตควบคู่กับระบบการสมัครแบบปกติ ไม่ให้ปิดล้อมสถานที่รับสมัครได้ แต่ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดให้รับสมัครแบบเดิมเท่านั้น ไม่เปิดช่องให้รับสมัครทางอินเตอร์เน็ต หาทางออกเพียงแค่ให้ย้ายสถานที่รับสมัคร ดังนั้น ต่อไปถ้ามีกรณีใกล้เคียงกับเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้สมัครจากนครศรีธรรมราช อาจต้องเดินทางไปสมัครที่อุดรธานี แต่เมื่อร่างมาแบบนี้ กกต.ก็รับมาปฏิบัติได้ ไม่เป็นประเด็นโต้แย้งว่าขัดรัฐธรรมนูญ

ผบ.ทบ.แจงไม่มีโกงเบี้ยเลี้ยง

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวถึงกระแสข่าวในโลกโซเชียลเรื่องการหักเบี้ยเลี้ยงของทหารจังหวัดชายแดนภาคใต้บางหน่วย ว่า เป็นการโพสต์ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ทราบบุคคลที่โพสต์แล้ว ก็เข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจ เพราะกำลังพลเพิ่งปฏิบัติงานเพียง 20 กว่าวัน งบประมาณมีอยู่ 2 ส่วน คือเงินเดือน กับเบี้ยเลี้ยง ส่วนที่ทำงานสนาม 25 วัน จะได้รับส่วนหนึ่ง เจ้าตัวที่โพสต์เองก็ยังไม่เข้าใจ ประกอบกับเป็นช่วงของเดือน ต.ค. งบเสี่ยงภัยยังไม่ได้ ขอฝากว่าเมื่อโพสต์ออกมาแล้ว ชัดเจนบ้างไม่ชัดเจนบ้าง สื่อนำไปตีกองทัพก็เสียหาย ต้องมาชี้แจงจริงๆไม่มีใครโกงใครได้เพราะเป็นสิทธิกำลังพล ฝากไปยังสื่อด้วยอยากให้ตรวจสอบก่อน พร้อมชี้แจงในทุกเรื่องอยู่แล้ว

“ศรีสุวรรณ” ขู่ฟ้อง สตง.-ป.ป.ช.

ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า สมาคมฯได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้นายกฯตั้งคณะกรรมการพิเศษจากบุคคลภายนอก ตรวจสอบปัญหาการจ่ายเบี้ยเลี้ยงทหารในพื้นที่ภาคใต้ ว่ามีการอมจริงหรือไม่ เพราะเรื่องนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กว้างขวาง แม้ทางกองทัพชี้แจงว่าผู้บังคับบัญชาทุกระดับให้ความสำคัญเรื่องสิทธิกำลังพล แต่การแก้ต่างของกองทัพบกยังไม่สร้างความกระจ่างให้สังคมยุคไทยแลนด์ 4.0 ทำไมต้องหักยิบหักย่อย ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายพูดความจริง และให้นายกฯสั่งการตั้งคณะกรรมการอิสระจากบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ทหาร เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความโปร่งใส ถ้าไม่ดำเนินการสมาคมฯจำต้องร้องเรียนต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ ป.ป.ช. ต่อไป