วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไปใช้ชีวิตแบบ‘อิงลิช คันทรี’ จิบกาแฟ-ชมกุหลาบสวย ที่เชียงใหม่

Hillsborough! ฮิลส์โบโร

ชื่อเมืองเล็กๆในเขตซานมาเทโอ ของแคลิฟอร์เนีย ถูกนำมาใช้เป็นชื่อโรงแรมสไตล์อิงลิช คันทรี เฮาส์ ท่ามกลางธรรมชาติเงียบสงบ บนเส้นทาง 1269 หางดง-สะเมิง ซึ่งคุณหมี ณรัฐพงศ์ ธารชลานุกิจ และคุณแอนท์ ธารินี ธารชลานุกิจ เชื้อเชิญให้ไปพักผ่อนในช่วงปลายฝนต้นหนาวของปีนี้

บนพื้นที่ 1.5 ไร่ ของฮิลส์โบโร เชียงใหม่ ถูกออกแบบให้เป็นบ้านพักสีขาวน่ารัก 3 หลังคือ Beatrix, Peter และ Andrew ที่มีห้องพัก เพียง 10 ห้อง ทุกห้องตกแต่งและตั้งชื่อตามดอกกุหลาบของอังกฤษ ที่เรียกว่า ถ่ายรูปออกมาแล้ว แทบมองไม่ออกเลยว่าอยู่ที่เชียงใหม่

น้องจุนเป ณัฐวิทย์ ธารชลานุกิจ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรม Hillsborough บอกว่า โรงแรมเพิ่งสร้างได้ปีเดียว จากที่คุณแม่ต้องการแค่มีบ้านพักในเชียงใหม่ ทำไปทำมาเลยกลายเป็นโรงแรมอย่างที่เห็น สำหรับที่นี่เรามีคอนเซปต์ง่ายๆ คือ สงบท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี

ซึ่งก็น่าจะจริง เพราะตื่นมาตอนเช้า กิจกรรมที่คุณหมีจัดให้ คือการออกเดินเที่ยวชมธรรมชาติ ซึ่งอยู่ด้านหลังโรงแรม เรียกว่าบ้านสันคะยอม ที่เดินไปเรื่อยๆจะเจอกับทุ่งนาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา เรียกว่าธรรมชาติแบบเรียลๆเลยล่ะ

ทริปนี้ด้วยการออกแบบการเดินทางแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ ออกจากโรงแรมเรามุ่งหน้าไปยัง “ศูนย์พัฒนา โครงการหลวงทุ่งเริง” ซึ่งภายในมี “สวนกุหลาบห้วยผักไผ่” ซึ่งรวบรวมสายพันธุ์กุหลาบจากที่ต่างๆไว้มากกว่า 250 สายพันธุ์ ช่วงที่เราไปนั้น กุหลาบเริ่มบานรับลมหนาว กุหลาบสีสวยสด ทั้งสีแดง สีชมพู สีขาว ละลานตาไปหมด เรียกว่ามาที่นี่แล้วเพิ่มความสดชื่นและสีสันให้กับชีวิตได้ไม่น้อยเลยล่ะ

นอกจากสวนกุหลาบแล้ว ภายในศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง ยังมีแปลงสาธิตการปลูกอะโวคาโดหลากสายพันธุ์ ซึ่งเป็นไม้ผลหลักที่ปลูกกันมากในเมืองหนาวอย่างเชียงใหม่ เพราะโครงการหลวงที่นี่ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ฝืนป่าต้นน้ำ ทดแทนการทำลายพื้นที่ป่าจากทำไร่เลื่อนลอยในอดีต ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในโครงการหลวงจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระ ราชทานให้แก่ชาวไทยบนพื้นที่สูงแห่งนี้

ออกจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง เป้าหมายต่อไปของเรา คือ โครงการหลวงตีนตก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านแม่กำปอง แหล่งท่องเที่ยวชุมชนยอดฮิตของเหล่าบล็อกเกอร์และเพจท่องเที่ยวชื่อดัง

เรามาถึงแม่กำปองช่วงที่ยังมีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก เลยมีโอกาสเดินเที่ยวชมหมู่บ้าน ระเรื่อยไปจนถึงน้ำตกแม่กำปอง ที่ต้องบอกว่า ในฤดูที่ฝนกำลังจะโบกมืออำลาแบบนี้ ความสวยงามของน้ำตก ที่ทั้งใสสะอาด เย็นชื่นใจ ยิ่งมองเห็นสีเขียวของตะไคร่น้ำและเฟิร์นที่เกาะอยู่บริเวณน้ำตกด้วยแล้ว แค่นั่งมองวิวเขียวๆ ฟังเสียงน้ำตกซาดซ่า ก็สุขอย่าบอกใครแล้ว

คนแม่กำปองบอกว่า น้ำตกที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของประปาหมู่บ้านแม่กำปองที่ชาวบ้านร่วมกันสร้าง โดยดึงน้ำจากน้ำตกที่สูง 7 ชั้น มาเป็นน้ำกิน น้ำอาบ น้ำใช้

คนที่นี่เป็นคนโชคดี เพราะได้ตื่นมาท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์ กลางภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ เรียกว่าอยู่กับธรรมชาติแบบไม่ได้รับสารพิษใดๆเลย แถมทุกวันนี้คนแม่กำปองยังมีรายได้จากนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปเที่ยวชมไม่เว้นแต่ละวัน ชาวบ้านในหมู่บ้านได้เปิดร้านค้าขายอาหาร น้ำดื่ม เล็กๆน้อย แบบพออยู่พอกินและบางบ้านก็เปิดบ้านตนเองเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักด้วย

ไฮไลต์อีกอย่างของบ้านแม่กำปองคือ วัดคันธาพฤกษา หรือวัดแม่กำปอง เป็นวัดเดียวในหมู่บ้าน ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมของภาคเหนือ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของวัด คือ พระอุโบสถที่ตั้งอยู่กลางน้ำ และตั้งอยู่กลางป่า ลองจินตนาการเองละกันว่าจะสวยงามขนาดไหน

ก่อนออกจากบ้านแม่กำปอง ไม่ลืมที่จะซื้อสินค้าชุมชนขึ้นชื่อของที่นี่ ติดไม้ติดมือมาด้วย นั่นก็คือ หมอนสมุนไพรใบชา ที่มีสรรพคุณชั้นเลิศตามคำบอกเล่าของคนเคยใช้ บอกว่า หมอนใบชา ช่วยดูดกลิ่นอับชื้น กลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆได้ดีทีเดียว แถมถ้านอนหมอนนี้แล้วยังช่วยคลายเครียดได้อีกด้วย

จากหมู่บ้านแม่กำปอง เราแวะรับประทานอาหารกลางวันกันที่โครงการหลวงตีนตก ว่ากันว่า ชื่อตีนตกนี้มาจากการที่ชาวบ้านเดินลงมาจากเขาแล้วมาหมดแรงนั่งพักตรงนี้พอดี เลยเรียกเป็นภาษาชาวบ้านๆว่า ตีนตก คือ กำลังของตีนหรือเท้ามาตกตรงนี้ ชื่อง่ายๆแต่สื่อความหมายชัด

โครงการหลวงตีนตกห่างจากบ้านแม่กำปองประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นแหล่งพัฒนา สาธิต และส่งเสริมการเพาะเห็ดหอมและกาแฟให้เป็นอาชีพเสริมให้แก่ราษฎรนอกเหนือจากการปลูกเมี่ยง ภายในโครงการมีทั้งบ้านพักและร้านอาหารซึ่งวัตถุดิบไม่ว่าจะเป็นเห็ด หรือผักสด ล้วนมาจากธรรมชาติปลอดสารพิษแทบทั้งสิ้น

อิ่มท้อง สำราญใจกันแล้ว หลายคนหนังตาเริ่มหย่อน เลยตัดสินใจจะกลับไปเอนกายสไตล์อิงลิช คันทรี กันก่อน ระหว่างทางเจอร้านกาแฟเก๋ เริ่ด ชื่อ The Giant Chiangmai เป็นร้านกาแฟบนต้นไม้ที่กำลังฮอตสุดๆ ที่ใครมาก็ต้องมาโพสท่าถ่ายรูป และแชร์กันกระหน่ำ เลยขอแวะจิบกาแฟกันคนละแก้วก่อนเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ โชคดีที่วันที่เราไปเป็นวันธรรมดา เพราะร้านเขาบอกว่า โดยปกติแล้ว ถ้าจะมากินกาแฟที่นี่ ต้องโทร.จอง เพราะจำกัดจำนวนลูกค้าในแต่ละวันไว้

ทริปนี้มาแบบสั้นๆ แต่ก็ได้ความสุขแบบง่ายๆ สุขที่ไม่ต้องซื้อหา แต่กลับประทับใจมากกว่าสุขอื่น ไม่เชื่อลองเก็บกระเป๋าแล้วออกไปเดินทางไกลสิ...!!!!