วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิจิตรตระการตา น้ำตาซึมเล่าได้ไม่ถึงครึ่งที่รู้สึก ชมพระเมรุมาศของจริง

เล่าประสบการณ์การเดินทางเพื่อต่อคิวเข้าเที่ยวชม พระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวงในวันแรกที่เปิดให้เข้าชม เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา อัพเดตการรอคิว การจัดระเบียบแถว ระยะเวลาการเดินชมภายใน และความปรี๊ดแรงของเหล่ามนุษย์ป้า เที่ยวเดี่ยวคราวนี้สีสันมาเต็มจริงๆ

I TOUR ALONE กับฮัมมิ่งเบิร์ด สัปดาห์นี้จะพาคนไทยทั้งประเทศไปสัมผัสความตระการตาของสถาปัตยกรรมชั้นครู ผ่านโครงสร้างอันวิจิตรของพระเมรุมาศและอาคารประกอบต่างๆ ที่ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ จนเกิดดราม่าเรื่องงบประมาณการก่อสร้างถึง 90 ล้านดอลลาร์

แต่อย่าไปใส่ใจดราม่าให้เสียอารมณ์เลย เอาเป็นว่า...มาดูความตระการตาของสถาปัตยกรรมฝีมือคนไทยกับผลงานครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้กันดีกว่า

-1- ตื่นแต่ไก่โห่ มุ่งสู่สนามหลวง

วันแรกของการเปิดพระเมรุมาศให้ประชาชนเข้าชม เราคาดว่าคนจะต้องเยอะแน่ๆ กลัวต้องรอคิวนานก็เลยตื่นเช้าเป็นพิเศษตั้งแต่ 06.00 น. มาถึงจุดคัดกรองพระแม่ธรณีบีบมวยผมเกือบๆ 7 โมงพอดี (จุดคัดกรองสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปมี 3 จุด, ผู้พิการ 1 จุด, พระภิกษุสงฆ์ 1 จุด)

บอกเลยว่าเป็นระเบียบมาก มีเจ้าหน้าที่คอยบอกทางและอำนวยความสะดวกอย่างดี ขณะที่ผ่านจุดคัดกรองจะมีการตรวจบัตรประชาชน อย่าลืมพกไปด้วยล่ะ หลังจากนั้นก็เดินเข้ามาในเขตสนามหลวงได้เลย

โชคดีมาก...มาทันขบวนเสด็จของสมเด็จพระเทพฯ พอดี ได้นั่งเฝ้าฯ รับเสด็จพร้อมพี่น้องคนไทย ปลื้มใจจริงๆ จุดถัดไปคือ เราต้องเดินไปรอคิวในเต็นท์ ตรงนี้จะต้องจัดระเบียบแถวหน้ากระดานชุดละ 4 แถว เดินตรงไปจะมีประตูทางเข้า (เหมือนกับจุดคัดกรอง) 4 ประตู เจ้าหน้าที่ประกาศให้ยืนตรงกับประตู เราก็สะกิดป้าข้างหน้าให้ขยับมาตรงประตู แต่ดันเหวี่ยงใส่เราอีก ไม่เข้าใจคุณป้าเลยจริงๆ ค่ะซิส!

แต่เอาเถอะ...ยังไงก็ผ่านไปด้วยดี เดินแถวเข้ามานั่งรอในเต็นท์จนถึงเวลาประมาณ 09.00 น. สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ กลับ จากนั้นมีเจ้าหน้าที่มาประกาศให้จัดระเบียบแถวเพื่อเข้าชมด้านใน แต่เนื่องจากมีประชาชนมากถึง 5,500 คน เจ้าหน้าที่ไม่สามารถให้เข้าไปพร้อมกันทั้งหมดได้ จึงแบ่งเป็น 8 กลุ่มย่อย แล้วค่อยๆ ให้ทยอยเข้าไป

เนื่องจากเป็นวันแรก เลยเกิดเหตุฉุกละหุกนิดหน่อย แม่ๆ ป้าๆ บางท่านไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่ปล่อยแถวที่มาช้าให้เข้าก่อนแถวที่มารอนานตั้งแต่ตีห้า เริ่มมีการเดินไปพูดคุย เอาละเว้ย...จะมีเรื่องไหมหว่า? นี่ก็หวั่นใจอยู่ไม่น้อย แต่ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ก็เข้าใจ มีการตรวจเช็กแถวใหม่ จัดกลุ่มให้เข้าอย่างเป็นระเบียบ

-2- พระเมรุมาศ 9 ยอด อลังการทุกมุม

และแล้ว 11.00 น. เราก็ได้เดินเข้าสู่พื้นที่ด้านในจากประตูฝั่งทิศเหนือ เพียงก้าวแรกก็ปรากฏ ‘พระเมรุมาศ 9 ยอด’ สูงตระหง่านเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงหน้า นี่มันงานสถาปัตยกรรมชั้นครู ที่ชาตินี้ไม่รู้จะมีโอกาสได้มาชมอะไรแบบนี้อีกมั้ย เราได้แต่ยืนสตันท์ไป 5 วินาที ซึมซับความวิจิตรตระการตาตรงหน้า บันทึกในความทรงจำให้ได้มากที่สุด นี่ถ้าฝรั่งได้มาเห็นต้องร้อง Wow...Oh My God! แน่ๆ

เฉพาะองค์ประกอบต่างๆ ของพระเมรุมาศ 9 ยอด ถ้าจะเดินชมให้ละเอียดถี่ถ้วนเราว่าเวลาแค่ 45 นาทีมันไม่พอ ไหนจะมีพระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน 6 หลัง และอาคารทับเกษตรอีก ถ้าอยากเก็บให้ครบทุกจุดเราแนะนำว่าให้ไปสัก 2 รอบกำลังดี (สำหรับพระเมรุมาศเดินชมได้รอบๆ เท่านั้น เพราะปิดไม่ให้เดินขึ้นชมที่ชั้น 1 และ 2)

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นชุดอาคารทรงบุษบก จำนวน 9 องค์ ตั้งอยู่บนฐานชาลารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 3 ชั้น มีบันไดทางขึ้น ทั้ง 4 ทิศ ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

- ลานอุตราวรรต พื้นรอบฐานพระเมรุมาศ มีสระอโนดาตทั้งสี่ทิศและเขามอจำลอง ภายในสระมีประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ เช่น ช้าง โค สิงห์ ม้า
- ฐานชาลาชั้นที่ 1 มีฐานสิงห์เป็นรั้วราชวัตร ฉัตร แสดงอาณาเขตพระเมรุมาศ มีเทวดาและประติมากรรมท้าวจตุโลกบาล
- ฐานชาลาชั้นที่ 2 มีหอเปลื้องทรงบุษบก ใช้สำหรับจัดเก็บพระโกศทองใหญ่และพระโกศไม้จันทน์ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ  
- ฐานชาลาชั้นที่ 3 ฐานบุษบกประธาน ประดับประติมากรรมเทพชุมนุม 132 องค์ ประดับประติมากรรมครุฑยุดนาค
- ชั้นบนสุด มีบุษบกองค์ประธาน ภายในมีพระจิตกาธานสำหรับประดิษฐานพระบรมโกศ ที่ยอดบนสุดประดิษฐานนพปฎลมหาเศวตฉัตร

-3- พระที่นั่งทรงธรรม 

ถัดมา เราเดินไปชมอาคารประกอบหลังใหญ่ที่สุด เรียกว่า ‘พระที่นั่งทรงธรรม’ มีลักษณะเป็นอาคารยาวๆ ถ้ามองจากทางเข้าจะตั้งอยู่ด้านขวามือของพระเมรุมาศ ใช้เป็นพระที่นั่งสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์เมื่อครั้งจัดงานพระราชพิธีฯ ซึ่งตอนนี้ถูกปรับมาใช้จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชประวัติของในหลวง ร.9 พระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ ภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ 3 ชุด

ไฮไลต์ของจุดนี้คือ มีโต๊ะทรงงานของในหลวง ร.9 เป็นโต๊ะและอุปกรณ์ต่างๆ ที่พระองค์ใช้ทรงงานจริง เห็นแล้วซาบซึ้งคิดถึงพ่อ นึกภาพอยู่ในใจว่าพระองค์คงจะมาประทับทรงงานที่โต๊ะตัวนี้ทุกวัน ลูกแสนจะปลื้มใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสได้มาเห็น

เราว่าที่นี่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์กึ่งถาวร เพราะนอกจากจะมีป้ายนิทรรศการให้ความรู้แล้ว ยังมีสื่อจัดแสดงอื่นๆ เช่น แบบจำลองไร่นาสวนผสมแบบ 3 มิติ (มีรถรางวิ่งอยู่ในโมเดลด้วยนะ) สื่อวิดีโอพระราชกรณียกิจในสถานที่ต่างๆ สื่อมัลติมีเดียอินเตอร์แอ็กทีฟ รูปปั้นจำลอง การจัดแสดงข้าวของในวังต่างๆ เดินชมได้ไม่เบื่อเลย

โถงทางเดินภายในค่อนข้างยาว และมีส่วนจัดแสดงหลายส่วน อย่าเดินชมซะเพลินจนลืมเวลาละ อ้อ! มีกิมมิกน่ารักๆ อีกอย่าง คือ ด้านหน้าของพระที่นั่งทรงธรรม มีประติมากรรมสุนัขทรงเลี้ยง คุณโจโฉ และ คุณทองแดง เรียกความสนใจจากประชาชนได้มากไม่แพ้ส่วนอื่นๆ มีนักท่องเที่ยวมารุมถ่ายรูปกันเพียบ

-4- ศาลาลูกขุน และทับเกษตร

ปิดท้ายกันที่ 'ศาลาลูกขุน' และ 'ทับเกษตร' สำหรับศาลาลูกขุนมีด้วยกัน 6 หลัง เรายอมรับตรงๆ เลยว่าเราเดินเข้าชมไม่ครบทุกหลังจริงๆ เพราะเวลามีจำกัด แต่ก็พยายามเก็บสิ่งที่น่าสนใจมาฝาก

ภายในศาลาลูกขุนแต่ละหลัง มีการจัดนิทรรศการแนวคิดการออกแบบพระเมรุมาศ พระบรมโกศ และขั้นตอนการผลิตงานสถาปัตยกรรม จิตรกรรม งานประณีตศิลป์ ประติมากรรม ทั้งหลายทั้งปวงในงานพระราชพิธีฯ ที่เพิ่งผ่านพ้นไป อันนี้ได้ความรู้เยอะมากๆ ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ ศิลปะ ประติมากรรม และจิตรกรรมไทยสมัยโบราณ

งานสถาปัตยกรรมบางอย่างเราก็เพิ่งจะเคยเห็นที่นี่เป็นครั้งแรก เช่น สเกตช์ภาพแผนผังของพระเมรุมาศ ชิ้นส่วนงานแกะสลักไม้ งานพระโกศทองใหญ่ พระโกศไม้จันทน์ งานกรองมาลัย ตลอดจนงานบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ

ส่วนอาคารประกอบทับเกษตร จริงๆ มีอยู่ด้วยกัน 4 มุม แต่มีมุมหนึ่งที่เขาจัดให้เป็น 'นิทรรศการสำหรับผู้พิการทางสายตา' อันนี้เป็นไอเดียที่ดีมากๆ เปิดโอกาสให้คนไทยที่ไม่สามารถชื่นชมความงดงามด้วยสายตา แต่รับรู้ได้ผ่านการอ่านอักษรเบรลล์และการสัมผัสพระเมรุมาศขนาดจำลอง ประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ และชิ้นส่วนงานสถาปัตยกรรมจำลอง เห็นใบหน้าของพี่ๆ ผู้พิการที่ได้จับสัมผัสประติมากรรมแล้วทั้งยิ้มและพูดคุยอย่างตื่นเต้น เราก็พลอยอิ่มใจตามไปด้วย

จู่ๆ เสียงออดดังขึ้น เตือนว่าเหลือเวลาในการชมอีก 5 นาที เราเลยขอเดินไปชมแปลงนาสาธิต กังหันชัยพัฒนา และแปลงเกษตร ก่อนจะเดินทางกลับ มุมนี้เป็นมุมที่สามารถชมการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ในหลวง ร.9 พระราชทานแก่พวกเราชาวไทย

ที่นี่อากาศดี มองเห็นนาข้าวและต้นไม้เขียวๆ แล้วสดชื่น ได้กลิ่นต้นข้าวลอยมาตามลมแล้วทำให้คิดถึงพระองค์ท่าน ภูมิใจเสมอที่ได้เกิดบนแผ่นดินที่มีพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุดในโลก