วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปูดปมเด้ง 'วรานนท์' ไม่สนองนโยบายรัฐ เมินชงจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตา

ปูดปมเด้ง อธิบดีกรมจัดหางาน เมินชงจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตาต่างด้าว-ระบบจัดเก็บข้อมูลพันล้าน ที่ “ดร.” คนใกล้ตัวนายกฯ เสนอก.แรงงาน ตั้งเรื่องของบกลาง นาน 2 เดือน กำหนดเส้นตาย 1 พ.ย. แต่ไม่สนองนโยบายรัฐ จนถูก ม.44 เด้งด่วน...

ความคืบหน้ากรณี พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมทีมงานผู้ช่วย และที่ปรึกษารัฐมนตรี รวม 4 คน ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากอธิบดีกรมการจัดหางาน โดนมาตรา 44 เด้งไปเป็นรองปลัดแรงงาน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผย จากแหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงแรงงาน ถึงปมเด้งด่วนนายวรานนท์ ปีติวรรณ อดีตอธิบดีกรมการจัดหางาน จนเป็นเหตุให้ พล.อ.ศิริชัย ยกทีมงานลาออกจากตำแหน่งทั้งคณะ ว่า ประเด็นความไม่พอใจของนายกรัฐมนตรี ต่อการที่กระทรวงแรงงานออก พ.ร.ก.ต่างด้าว ที่มีโทษปรับสูงถึง 8 แสนบาท ถูกคัดค้าน จนต้องออกมาตรการเยียวยาชะลอโทษ 180 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 31 ธ.ค. นี้ หรือปัญหาแรงงานต่างด้าว การพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวนับล้านคนที่ยังค้างคาจนอาจไม่เสร็จตามกำหนด ตลอดจนบุคลิกส่วนตัวและการทำงานของนายวรานนท์ ที่อาจไม่เข้าตาโดนใจเป็นเพียงประเด็นรองที่ไปช่วยเสริมการเด้งนายวรานนท์เท่านั้น



แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า ยังมีเรื่องที่อาจเป็นเหตุสำคัญจนต้องใช้มาตรา 44 คือ เรื่องไม่สนองนโยบายรัฐบาล ที่ให้ทำเรื่องเสนอของบกลางจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตา เพื่อใช้กับแรงงานต่างด้าว แต่นายวรานนท์ ไม่ทำ และ พล.อ.ศิริชัย ก็เห็นด้วยกับนายวรานนท์ เนื่องจากการพิสูจน์สัญชาติ ที่ประเทศต้นทางรับรอง และการออกบัตรประจำตัวชั่วคราวที่ทำอยู่ เพียงพอแล้ว จึงไม่จำเป็น ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลม่านตา น่าจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ไม่ใช่กระทรวงแรงงาน



แหล่งข่าวคนเดิม กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันกรมเจ้าท่า มีเครื่องสแกนม่านตาประมาณ 30 เครื่อง ซึ่งนับว่าเป็นชุดแรกในไทย และกรมการจัดหางาน ได้ขอยืมใช้มาระยะหนึ่ง โดยใช้กับแรงงานต่างด้าวที่ต้องลงเรือประมง ซึ่งจะต้องผ่านศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง การเก็บข้อมูลจากม่านตาก็เหมือนพิสูจน์ดีเอ็นเอว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับบัตรประจำตัวที่ถืออยู่ ซึ่งจะทำให้การตรวจสอบซับซ้อนมากขึ้น โดยเรื่องจัดซื้อเครื่องมี “ดร.” รายหนึ่ง ที่นายกฯ ไว้ใจ เป็นคนเสนอให้กระทรวงแรงงานไปทำเรื่องของบกลางจัดซื้อเป็นของตัวเองมานานกว่า 1 เดือน มีกำหนดให้เสร็จก่อนวันที่ 1 พ.ย. แต่เรื่องไม่คืบจึงอาจไม่พอใจในความล่าช้า คำสั่งเด้งจึงออกมาในวันที่ 1 พ.ย. พอดี 



ส่วนเหตุที่นายวรานนท์ เตะถ่วงไม่สนองนโยบาย ก็เพราะไม่อยากเป็นแพะหากมีเงินทอน เพราะไม่ใช่คนต้นคิดจัดซื้อ ประกอบกับไม่มีหนังสือสั่งการอย่างเป็นทางการจากนายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน สายตรง นายกฯ ที่เพียงบอกปากเปล่าให้เร่งดำเนินการเท่านั้น โดยบอกด้วยว่า ตัวเครื่องสแกนม่านตาที่ต้องใช้จำนวนมาก และระบบเก็บรักษาข้อมูลระยะยาว ซึ่งเป็นงบผูกพันมีมูลค่ารวมเป็นพันล้านบาท



“เครื่องสแกนเก็บม่านตา ราคาชุดละ 1 แสนบาท ต้องใช้จำนวนมาก เพื่อให้เพียงพอกับแรงงานต่างด้าวหลายล้านคน หลักการทำงานหลักๆ ของระบบนี้ จะมีฮาร์ดแวร์ในการเก็บ มีซอฟต์แวร์ในการเก็บ และจะมีซอฟต์แวร์และระบบที่จะเป็นเหมือนถังเก็บข้อมูลเอาไว้ สุดท้ายคือ เครื่องตรวจ ถ้าเก็บไว้แล้วตรวจไม่ได้ จะเก็บไว้ทำไม กระบวนการตรงนี้เม็ดเงิน มหาศาล และเป็นงบผูกพันที่ต้องดูแลต่อเนื่องระยะยาว แต่กรมการจัดหางาน ไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะบัตรที่ประเทศต้นทางรับรองก็พอแล้ว ไม่ต้องการไปรู้ดีเอ็นเอม่านตา

และตามหลักสากล ยังเป็นเรื่องปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นการเข้าไปละเมิดสิทธิในเรื่องของมนุษย์ จะเอาม่านตาไปทำอะไรต้องมีเหตุผลอธิบาย มีกฎหมายรองรับ และต้องมีปัญญาในการเก็บรักษาข้อมูล แต่นี่เอาม่านตาเขามาแล้ว ต้องส่งไปให้บริษัทไมโครซอฟท์ในอเมริกาเก็บไว้ แล้วต้องเสียค่าดูแลต่อปีระยะยาว การจะเปิดดูข้อมูลต้องจ่ายให้อเมริกา 45 บาทต่อคน แล้วต่างด้าว 3 ล้านคน ต้องจ่ายเท่าไหร่ เมื่อ กกจ. ไม่ได้มีภารกิจตรงนี้ นายวรานนท์จึงไม่ทำ และรัฐมนตรีก็ไม่เห็นด้วย” แหล่งข่าว กล่าว



แหล่งข่าวคนเดิม กล่าวอีกว่า โครงการนี้ “ดร.” คนใกล้ชิดนายกฯ ให้กรมการปกครองทำ แต่ไม่ทำ จึงโยนมาที่กระทรวงแรงงาน แต่ถูกปฏิเสธอีก เพราะเห็นเป็นงานความมั่นคง ไม่เกี่ยวกับแรงงาน แต่นายจรินทร์ ที่ได้รับคำสั่งตรงจากนายกฯ ให้ประสานกับ “ดร.” คนดังกล่าว มาจี้ให้นายวรานนท์ เร่งทำ แต่ไม่มีหนังสือสั่งการเป็นหลักฐาน นายวรานนท์ จึงปล่อยเกียร์ว่าง จนถูกเด้ง เพราะไม่สนองนโยบาย.