วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถอดบทเรียน! 'ผู้ว่าฯ ภัครธรณ์ VS คนเมืองชล' ปัญหาใหญ่อยู่ที่ตรงไหน

นับตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. 60 มีการประท้วงขับไล่ นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เนื่องจากประชาชนไม่พอใจการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 60 ณ พระเมรุมาศจำลอง บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี 

ทั้งนี้ คำถามที่ 'กลุ่มคนเมืองชล' ได้ตั้งข้อสงสัยไปยังผู้ว่าฯ ภัครธรณ์ ประเด็นใหญ่ๆ มีดังนี้

1. จังหวัดได้รับจัดสรรงบประมาณ 20 ล้านบาท ในการดำเนินการจัดสร้างพระเมรุมาศจำลอง ซึ่งคนส่วนใหญ่มองว่า ไม่สมพระเกียรติ อยากให้จังหวัดแจกแจง
2. พิธีถวายดอกไม้จันทน์ วันที่ 26 ต.ค. พบว่า ผู้ว่าฯ มาสาย
3. จัดแถวไม่เหมาะสม ทำให้ประชาชนต้องยืนรอนานกว่า 12 ชั่วโมง และบางส่วนไม่ได้รับความสะดวก

ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ภัครธรณ์ ได้ชี้แจงสรุปไว้ก่อนหน้านี้ว่า 1. ข้อมูลเงิน 20 ล้านนั้นเป็นข้อมูลคลาดเคลื่อน โดยงบประมาณที่ใช้การก่อสร้างพระเมรุมาศจำลอง 45 ล้านกว่าบาทนั้น เป็นงบประมาณที่กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ว่าจ้าง บริษัท อิตาเลียนไทย ก่อสร้างพระเมรุมาศจำลอง ในพื้นที่จังหวัด กลุ่มที่ 2 จำนวน 19 จังหวัด ซึ่ง จ.ชลบุรี เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งงบประมาณในการก่อสร้างพระเมรุมาศจำลอง เป็นเงิน 2.4 ล้านบาท

สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ และจัดนิทรรศการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 ใช้งบประมาณในการดำเนินงาน 4.5 ล้าน ส่วนการประดับตกแต่งดอกดาวเรืองด้วยป้ายไวนิลในพิธีนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อทำเป็นแนวเขตบริเวณสถานที่จัดพิธี แทนการใช้แผงเหล็กกั้น

2. พิธีถวายดอกไม้จันทน์ เริ่มเวลา 09.00 น. ผมมาก่อน 08.00 น.

3. ผมเป็นประธานก็เริ่มถวายดอกไม้จันทน์ ต่อมาก็เป็นพระสงฆ์ และตามด้วยข้าราชการที่แต่งกายเต็มยศ และประชาชน เมื่อเป็นการถวายดอกไม้จันทน์นั้น ต้องเดินมาที่พระเมรุมาศจำลอง เพื่อความเรียบร้อยได้จัดให้ถวายครั้งละ 4 พาน ต่อมาประชาชนมามากขึ้น ก็เพิ่มเป็น 8 พาน และในช่วงบ่ายเห็นว่าประชาชนยังมากอยู่ ก็เพิ่มเป็น 20 พาน ขั้นตอนการถวายดอกไม้จันทน์ก็ถวายไปเรื่อยๆ และหยุดพักคอยก็ทำพร้อมกับพระราชพิธีที่กรุงเทพฯ



"ผมได้ให้ทีมงานเตรียมข้อมูลภาพการจัดงาน ภาพบรรยากาศ และการจัดนิทรรศการ ทำวีทีอาร์ การจัดงานพระราชพิธีในวันที่ 26 ต.ค. เพื่อชี้แจงให้ประชาชนได้รับรู้และทราบ ในวันนั้นมีพี่น้องประชาชนที่รัก ในหลวง รัชกาลที่ 9 อยากจะมากราบพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย จึงได้เดินทางมา ซึ่งเราก็ทราบดีนะครับว่าอาจจะไม่ได้รับความสะดวก อาจจะต้องใช้เวลารอเป็นเวลานาน ผมขอกราบขออภัย และกราบขอโทษพี่น้อง ประชาชนทุกคน"

ส่วนกรณีที่มีผู้กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ไม่จงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน ผมยอมรับไม่ได้ และกำลังหาข้อมูลว่าใครเป็นคนนำมาเผยแพร่ และขอกราบขอโทษทุกคนอีกครั้ง

กรณีมีกระแสข่าวการใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 60 นั้น ขอชี้แจงว่า เราไม่ได้บังคับใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งอาจจะเป็นการเข้าใจผิดกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน ส่วนที่ประชาชนบอกว่าจะมาชุมนุมทุกวันนั้น ก็ให้ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน แต่จะมีการจัดเจ้าหน้าที่ไปดูแลในส่วนตรงนั้น เพื่อป้องกันมือที่ 3 เข้ามาป่วน

สืบเบื้องลึกมีอะไรในความขัดแย้ง

แหล่งข่าวรายหนึ่ง ระบุว่า ปมขัดแย้งระหว่างคนชลบุรีกับผู้ว่าฯ น่าจะสะสมมาระยะหนึ่งแล้ว มีการขุดคุ้ยเรื่องการจัดงานต่างๆ รวมไปถึงความขัดแย้งเรื่องการยุบตลาดนัดนินจา และก็มีส่วนหนึ่งมองว่า น่าจะมาจากเรื่องการเมืองภายในจังหวัด 

ปัญหาใหญ่อยู่ที่การสื่อสาร

แหล่งข่าวด้านการสื่อสารรายหนึ่ง ระบุว่า นายภัครธรณ์ ขาดการสื่อสารที่ดี ผู้ว่าฯ น่าจะรู้อยู่แล้วว่ากระแสไม่ดีตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. 60 เสร็จสิ้น น่าจะประเมินได้ว่าอารมณ์ของคนตอนนี้เป็นเช่นไร การให้สัมภาษณ์ทีวีช่องหนึ่งเหมือนพัดให้ไฟลุกอีกครั้ง ซึ่งวันที่ 31 ต.ค. ที่จะมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชน ก็ไม่ได้เตรียมการอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นที่นั่ง เครื่องขยายเสียง แม้กระทั่งน้ำดื่ม เพื่อลดทอนอารมณ์ของมวลชน

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ยังให้มวลชนส่งแกนนำ หรือตัวแทน เข้าไปคุย ซึ่งในวงชุมนุมตรงนั้น ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีแกนนำมาด้วยใจ ตรงนี้ผู้ว่าฯ น่าจะเข้าใจความคิดของมวลชน หรือแม้แต่การพูดคุยกับมวลชนที่ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน คนเฒ่าคนแก่ การพูดแบบทางการ หรือภาษาทางราชการ อาจจะไม่เหมาะ แต่สิ่งหนึ่งที่เรามองว่า ผู้ว่าฯ ทำได้ดีคือการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง

"ถ้าให้พูดในแง่การสื่อสาร และเราข้ามช็อตเรื่องวันที่ 26 ต.ค.ออกไป จะพบว่า ผู้ว่าฯประมาท และประเมินผู้รับสารผิดไป การสื่อสารในภาวะวิกฤติเป็นสิ่งสำคัญ ทีมงานของผู้ว่าฯ ต้องรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น กลับไม่เคลียร์ปัญหาในแต่ละประเด็น และที่สำคัญทีมงานของผู้ว่าฯ ทำงานช้ากว่าข่าวในโลกออนไลน์ อย่าลืมว่า โซเชียลมีเดีย ถือเป็นกุญแจสำคัญในการประกอบสร้างมวลชนในครั้งนี้ ข้อมูลที่ส่งต่อผ่านไลน์ หรือแฟนเพจเฟซบุ๊กต่างๆ ที่มีทั้งจริงและไม่จริง เหล่านี้ถือเป็นการปลุกอารมณ์มวลชนให้รู้สึกโกรธได้"