วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยังไม่ปลดล็อก

ในฐานะดูแลฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนต่อกรณีที่ ฝ่ายการเมืองขอให้ปลดล็อกพรรคการเมือง เพื่อเริ่มทำกิจกรรมทางการเมืองให้ทันกับกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปลายปี 2561

ประเด็นนี้ พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่า จะยังไม่มีการปลดล็อกพรรคการเมือง ตามที่เคยเป็นข่าวว่า คสช.ใจดี จะปลดล็อกการเมืองในวันที่ 1 พ.ย. ทุกอย่างจะต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าคสช.ยังไม่มั่นใจว่าสถานการณ์บ้านเมืองกลับเข้าสู่ความปกติก็จะยังไม่ปลดล็อก จนกว่าทุกอย่างจะพร้อม

เชื่อว่า ประเด็นปลดล็อกการเมืองจะต้องเป็นประเด็นทางการเมือง ที่นักการเมืองจะใช้เป็นข้อโจมตี คสช. ต่อรองให้ปลดล็อกเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งให้เร็วที่สุด ซึ่งถ้าจะดูกันตามหลักทฤษฎีแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเสีย ประเทศไทยก็จะต้องมีการเลือกตั้งวันยังค่ำ ไม่ปลายปี 2561 ก็เป็นต้นปี 2562 ยืดหยุ่นได้แค่นี้ ถ้านานเกินกว่านี้ แสดงว่าต้องมี อุบัติเหตุทางการเมือง อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นจะเลือกตั้งปลายปี 2561 หรือต้นปี 2562 ไม่ใช่สาระ

ที่เป็นสาระคือ กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แย้มไต๋ว่าอาจจะลงการเมืองด้วยคน ถึงขนาดจะตั้งพรรคการเมืองเองหรือไม่

หรือให้บรรดาพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสารบบอยู่แล้วสนับสนุน ประเด็นนี้ยังไม่ชัดเจน

ถ้าจะตั้งพรรคการเมืองเอง ก็ต้องคิดมาก พรรคทหารในอดีตไม่เคยประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับการลงสนามการเมืองของคนในกองทัพ โดยจับพรรคการเมืองมาเป็นตัวประกัน ก็ไม่สำเร็จอีกเช่นกัน

ในอดีตนายทหารที่ลงสนามการเมืองแล้วประสบความสำเร็จตั้งพรรคการเมืองเอง ก้าวขึ้นตำแหน่งสูงสุดของประเทศมีไม่กี่คนนับนิ้วได้ อาทิ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นอกนั้นเป็นลักษณะพรรคการเมืองในระบบอุ้มสม รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อยู่ได้นานถึง 8 ปี สุดท้ายมีปัญหาด้านเศรษฐกิจชาวบ้านเริ่มเบื่อ ก็ต้องไปเหมือนกัน

ปัจจัยของการเมืองไทยจึงขึ้นอยู่กับ ความนิยมของชาวบ้าน และความนิยมของกองทัพ ถ้ามีทหารคอยเป็นไม้ค้ำยันให้ อะไร ก็ดูสะดวกไปหมด และกลายเป็นความจริงที่ว่า ทหารไม่เหมาะกับจะเล่นการเมืองโดยตรง แต่เหมาะที่จะสนับสนุนควบคุมอยู่ข้างหลังมากกว่า

ในยุคปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ด้วยคุณภาพของนักการเมืองและความเบื่อหน่ายทางการเมืองของประชาชน ไม่ว่า ทหารหรือนักการเมือง ก็มีคุณภาพและปริมาณพอๆกัน อะไรที่นักการเมืองทำได้ ทหารก็ทำได้ แต่อะไรที่ทหารทำได้นักการเมืองทำไม่ได้ นี่คือความแตกต่าง

เพราะฉะนั้นนักการเมืองก็ต้องปรับตัวใหม่ ทหารก็ต้องเรียนรู้วิถีการเมืองใหม่ ถ้าจะลงสนามการเมืองจริงๆ เพราะต่อไปนี้อำนาจจะไม่อยู่ที่ปลายกระบอกปืนอย่างเดียวแต่ต้องเป็นปืนที่มีคุณภาพและคุณธรรม

เมืองไทยต้องปฏิวัติและปฏิรูปไปพร้อมกัน.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th