วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘บิ๊กบี้’ ทิ้งก.แรงงาน ลาออก! โดนม.44ลบเหลี่ยม

ย้ายอธิบดีไม่บอกกล่าว สั่งลูกน้องเก็บของหมด ไปทำเนียบ-พบนายกฯ

“ประยุทธ์” เด้งฟ้าผ่าอธิบดีกรมจัดหางาน “บิ๊กบี้” ฉุนถูกลบเหลี่ยมซ้ำซากยกทีมลูกน้อง ไขก๊อก โร่ยื่นใบลาออกถึงทำเนียบฯ นายกฯ อุบไต๋ยังไม่เอ่ยปากปรับ ครม. “โหรวารินทร์” ทายปลายปีรื้อขนานใหญ่ เขย่าทีม ศก.-ตั้งใหม่-สลับเก้าอี้ ฟันธง “บิ๊กตู่” นั่งนายกฯคนนอกต่อ “ครูหยุย” เผยคุยกับบิ๊ก คสช.ยันปล่อยผีแน่ คาดปลดล็อกพรรคการเมืองทีละเปลาะตามเงื่อนไขต้นปี 61 นำร่องให้ประชุมพรรคได้ก่อน เลขาฯวิป สนช. อ้างต้องรอคลอด ก.ม.ลูก 2 ฉบับสุดท้าย ถึงจะคลายกฎเหล็กเดือน ก.พ.-มี.ค.ปีหน้า “สมชัย”โบ้ย กกต.ไม่มีอำนาจขยายเวลา โบ้ยพรรคไหนทำไม่ทันให้ยื่นขอขยายเอง “วัฒนา” จวกผู้นำทำตลกดูถูกประชาชน “วรชัย” หวั่นฉุกละหุกทหารจ่อยึดอำนาจอีก ด้าน “นิพิฏฐ์” โอ่หาเสียงสั้นลงไม่ใช่ปัญหา “ถวิล” ห่วงไม่มี กกต.ใหม่ เลือกตั้งไม่เกิด “ศรีสุวรรณ” ยื่นผู้ตรวจการฯระงับ ปภ.ซื้อเครื่องตรวจจับความเร็ว พท.จี้ยกเลิกส่งเงินคืนคลัง

จากกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุยิ่งนักการเมืองออกมาเรียกร้องให้มีการปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมต่างๆได้ ทำให้คิดไม่ออกและยิ่งล่าช้า ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระบุเท่าที่ได้พบกับผู้ใหญ่ใน คสช. คาดว่าจะมีการปลดล็อกพรรคการเมืองช่วงต้นปี 2561

สนช.คาด คสช.ปลดล็อกต้นปี 61

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ว่า เท่าที่ตนเจอผู้ใหญ่ใน คสช. เขาปลดล็อกให้แน่นอน แต่เรื่องนี้บอกแล้วต้องดูหลายส่วนประกอบกัน ไม่ใช่ คสช.จะดูแค่มิติเดียว อาทิ เรื่องมาตรา 44 เพราะล็อกอยู่หลายเรื่อง ผู้ใหญ่รู้ เขารับทราบและดู พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองประกอบด้วย รวมถึงสถานการณ์ที่เพิ่งอยู่ในช่วงกำลังออกทุกข์ คสช.คงดูจังหวะเวลา ตามปกติคนเป็นรัฐบาลต้องมองหลายมิติควบคู่กัน ตอนนี้ทุกฝ่ายเห็นตรงว่าต้องปลดล็อก เข้าใจว่ากำลังหารืออยู่ เท่าที่ตนคาดคะเนเชื่อว่าคงประมาณต้นปี 2561 แต่ว่าคงจะปลดทีละอย่าง ทีละเงื่อนไข เช่น อาจจะปลดล็อกให้ประชุมพรรคกันได้ก่อน ส่วนเรื่องอื่นค่อยพิจารณาตามลำดับ พรรคการเมืองไม่ต้องกังวล ใจเย็นๆ เพราะพรรคการเมืองดูมิติเดียว คือผลกระทบเรื่องกฎหมายลูกพรรคการเมือง

การันตีมีเวลาเตรียมตัวทันแน่

นายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช.และเลขานุการวิป สนช.กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองทวงสัญญาให้รัฐบาลปลดล็อกพรรคการเมืองภายหลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีสำคัญว่า ไม่ต้องรีบ ขณะนี้เพิ่งเสร็จงานพระราชพิธี ถึงอย่างไรพรรคการเมืองมีเวลาเตรียมตัวทันแน่นอน เพราะนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. บอกแล้วว่า ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เปิดช่องให้ กกต.สามารถขยายเวลาให้พรรคการเมืองตามจำนวนวันเวลาที่หายไปได้ เพื่อให้พรรคการเมืองเตรียมตัวได้ทัน ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาข้อกฎหมายเรื่องที่พรรคการเมืองจะเตรียมตัวเลือกตั้งไม่ทัน ขอให้ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ ขณะนี้ยังเหลือเวลาอีก 1 ปี 1 เดือน กว่าจะถึงเวลาเลือกตั้ง ดูแล้วพรรคการเมืองมีเวลาเตรียมตัวทันแน่นอน เรื่องการปลดล็อกต้องมีแน่ แต่ต้องรอเวลาเหมาะสม

รอ 2 ก.ม.ลูกอาจได้ปล่อยผี มี.ค.

นายสมชายกล่าวว่า นอกจากนี้ยังเหลือกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับ คือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ที่จะส่งถึง สนช.ได้ประมาณปลายเดือน พ.ย. สนช.จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และหากมีข้อโต้แย้งระหว่างหน่วยงานต้องเสียเวลาทบทวนกฎหมายอีกประมาณ 1 เดือน การปลดล็อกจะต้องรอกฎหมายลูก 2 ฉบับนี้ด้วย เพราะมีเนื้อหาล้อไปกับ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ทุกอย่างจะได้ราบรื่น ไม่มีปัญหา ดังนั้น ถ้าต้องรอกฎหมายลูก 2 ฉบับให้เสร็จ การปลดล็อกพรรคการเมืองอาจอยู่ในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.2561 จะยังเหลือระยะเวลาให้เตรียมตัวได้ทันอยู่ พรรคการเมืองอย่ามาบอกว่าทำอะไรไม่ได้ ที่ผ่านมาก็มีการประชุมลับๆไปมากแล้ว เตรียมตัวทางพฤตินัยไว้หมดแล้ว รอเวลาแค่ให้มีผลทางกฎหมายอย่างเป็นทางการเท่านั้น

“วิษณุ” ยันไม่กระทบโรดแม็ป

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการหารืออะไร ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือน คสช.เคยพิจารณาเรื่องดังกล่าว มีกำหนดตารางเวลาไว้แล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไปในจังหวะใด ต้องรอให้ คสช.เป็นผู้ชี้แจง เมื่อถามว่าถ้ายังไม่ปลดล็อกจะกระทบการดำเนินงานของพรรคการเมืองตามกรอบเวลาที่กำหนดในกฎหมายหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ทุกคนทราบเรื่องเงื่อนไขเวลาว่าอะไรต้องทำอะไรและการเลือกตั้งจะมีเมื่อใด จะไม่มีอะไรกระทบต่อโรดแม็ปการเลือกตั้ง เรารู้ว่าพรรค การเมืองต้องทำอะไร อย่างไร ในกฎหมายจะกำหนดกรอบเวลาต่างๆไว้ แต่มีมาตราหนึ่งกำหนดเอาไว้ว่า กำหนดเวลาต่างๆ กกต.สามารถขยายหรือย่นเวลาได้เป็นกรณีไป แต่ถึงอย่างไรกรอบต่างๆจะไม่กระทบจนพรรคการเมืองไม่สามารถหาเสียงหรือดำเนินการอะไรได้ไม่ทัน

กกต.ร่าง 8 ระเบียบเสร็จคอยท่า

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ด้านบริหารกลาง แถลงความคืบหน้าการจัดทำระเบียบ กกต.และประกาศ กกต.ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า การเตรียมการของ กกต.มีความคืบหน้ามาก โดยจะจัดทำทั้งหมด 8 ฉบับ อาทิ ร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยพรรคการเมือง ร่างประกาศ กกต.บัญชีรายชื่อภาคและจังหวัด เป็นต้น ที่ประชุม กกต.ได้ให้ความเห็นชอบร่างระเบียบและประกาศไปเกือบทั้งหมดแล้ว ส่วนจะลงในประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อใดนั้น สามารถทำได้ทันทีหลัง คสช.ปลดล็อกพรรคการเมือง หรือช้ากว่า 2-3 วัน หาก คสช.ไม่ปลดล็อกก็ไม่สามารถทำอะไร นอกจากนี้ หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กกต.จะจัดเตรียมเอกสารเพื่อแจกจ่ายพรรคการเมือง และเปิดช่องทางสอบถาม ทั้งทางเว็บไซต์และสายโทรศัพท์ เพื่อให้สอบถามได้ จากนั้นไม่เกิน 10 วัน จะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองเก่าประมาณ 70 พรรค พรรคละ 3 คน เข้าประชุม เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ ส่วนผู้ที่สนใจจะจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่สามารถขอเอกสารได้

พรรคไหนไม่ทันต้องขอเพิ่มเวลาเอง

นายสมชัยกล่าวอีกว่า กรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุว่าพรรคการเมืองไม่ต้องกังวลเรื่องการปลดล็อกเพื่อให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ เพราะ กกต.สามารถขยายเวลาได้นั้น เท่าที่ศึกษา กกต.ไม่มีอำนาจขยายได้เอง พรรคใดที่เดือดร้อนต้องทำเรื่องขอขยายเวลามายังนายทะเบียนพรรค จะอนุญาตให้เฉพาะพรรคที่ขอเท่านั้น ไม่ได้รวมทั้งหมด และต้องไม่เหลื่อมกับ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้งด้วย ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลกระทบทำให้พรรคที่ดำเนินการล่าช้าเสียสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ ขึ้นอยู่กับว่าเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า ถ้าช้าระยะเวลาดังกล่าวก็เป็นระยะที่ปลอดภัย ส่วนการที่ไม่มีผู้มาสมัครเข้ารับสรรหาเป็น กกต.ชุดใหม่ เชื่อสุดท้ายจะมีผู้มาสมัคร หรือแม้ไม่มีผู้สมัครแล้วไปสู่กระบวนการทาบทามก็ไม่ห่วง เป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการสรรหา กกต.ชุดนี้เตรียมส่งมอบงานอย่างเดียว แต่ใครจะมาสมัครอยากฝากว่า ขอให้ศึกษากฎหมายเกี่ยวกับ กกต.ทั้ง 4 ฉบับให้ชัดเจน

“วัฒนา” ซัดผู้นำทำตลกดูถูก ปชช.

วันเดียวกัน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “เกรงใจกันบ้าง” ไม่ได้มีเพียงนักการเมืองเท่านั้นที่เรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม แต่ยังมีประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชนและอดีต กกต.ออกมาเรียกร้องด้วย แต่พฤติกรรมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่ตอบสนองการเรียกร้องด้วยข้ออ้างว่านักการเมืองยิ่งจี้ยิ่งคิดไม่ออก คือการเอาเรื่องสำคัญของบ้านเมืองมาเล่นตลก อันแสดงให้เห็นถึงการไม่ให้เกียรติประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ การปฏิบัติของ พล.อ.ประยุทธ์เสมือนกับประชาชนมาขอส่วนบุญ แล้วแต่จะเมตตาคืนอำนาจให้แค่ไหนหรือเมื่อไรก็ได้ ทั้งที่อำนาจทั้งหมดเป็นของประชาชน แต่ถูก พล.อ.ประยุทธ์กับพวกร่วมกันใช้กำลังและอาวุธที่ซื้อด้วยเงินภาษีประชาชนยึดเอามาเป็นของตนเอง ดังนั้น สิทธิที่ประชาชนถามถึง จึงไม่ใช่การร้องขอแต่เป็นการทวงสิ่งที่ถูกยึดมานาน

วอนมองกันอย่างสร้างสรรค์บ้าง

นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ทราบว่ารัฐบาลและ คสช.มองอย่างไร แต่เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองมีขั้นตอนต่างๆมากมาย ทั้งการสำรวจสมาชิกพรรคและต้องคิดและจัดทำนโยบายที่ประชาชนและสมาชิกพรรคต้องเข้ามามีส่วนร่วม ถ้าผู้มีอำนาจเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ส่วนที่เกรงว่าจะปลดล็อกแล้วจะเกิดความวุ่นวาย พรรคการเมืองไม่น่าจะสร้างบรรยากาศให้เป็นเช่นนั้น เพราะทุกคนรู้ดีว่าต้องทำงานให้ประเทศเดินหน้าเพื่อไปสู่การปรองดอง อยากให้มองพรรคการเมืองอย่างสร้างสรรค์บ้าง ไม่อยากให้ผู้มีอำนาจมองว่าพรรคการเมืองมีแต่นักเลือกตั้งและนักการเมืองอาชีพเท่านั้น เพราะพรรคการเมืองยังเป็นกลไกที่จะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติด้วย

“วรชัย” หวั่นฉุกละหุก ปว.จะเกิดอีก

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์-โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ระบุนายวรชัยเป็นใครถึงมาตั้งคำถามถึงอนาคตทางการเมืองของท่าน เพราะมันเกี่ยวพันกับอนาคตของประเทศไทยด้วย วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ แม้จะมาจากการรัฐประหาร ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ถือเป็นนักการเมืองคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้ที่เรามีรัฐบาลเลือกตั้ง ใช้เวทีรัฐสภาตรวจสอบและสอบถามการดำเนินงานของรัฐบาลได้ แต่ตอนนี้ สนช.ทำหน้าที่อยู่ เขาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้ใกล้ชิดประชาชน จึงมองปัญหาไม่เหมือนกัน เมื่อเราไม่มีเวทีจึงต้องสอบถามผ่านสื่อ ขอให้นายกฯรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นบ้าง เพราะนักการเมืองย่อมห่วงบ้านเมืองเช่นเดียวกัน ส่วนที่ท่านยังไม่ชัดเจนว่าจะปลดล็อกพรรคการเมืองเมื่อไหร่ ผลเสียจะมีตามมามากมาย เพราะในกฎหมายพรรคการเมืองกำหนดให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมในกรอบเวลาจำกัด เช่น การสำรวจสมาชิก รับสมัครสมาชิก ตรงนี้ต้องไปทำความเข้าใจกับประชาชนถึงแนวทางแก้ไขปัญหาให้ประเทศ ถ้าทำไม่ทัน การเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างฉุกละหุก พรรคการเมืองไม่สามารถส่งผู้สมัครได้ทันตามกรอบเวลา เพราะเตรียมตัวไม่ทัน ที่สุดแล้วจะทำให้การเมืองอ่อนแอ สุดท้ายจะมีการยึดอำนาจเข้ามาอีกหรือไม่ก็ไม่รู้

“นิพิฏฐ์” เข้าใจเชื่อมีเหตุผลพิเศษ

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ คสช.ยังไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมว่า เข้าใจว่าเขาคงมีวาระพิเศษหรือเหตุผลพิเศษที่ยังไม่สามารถปลดล็อกได้ อยากให้รอดูไปก่อนสักระยะหนึ่งจะดีกว่า อาจเห็นเหตุผลของ คสช.ว่าคืออะไร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เคยกล่าวว่า การยืดระยะเวลาปลดล็อกออกไปจะเป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้ง ดังนั้น เขาคงจะมีวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และดูจากคำพูดของนายกฯที่ได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ 31 ต.ค. จะเห็นได้ว่าการปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ต้องคำนึงถึงเรื่องความเท่าเทียม ความพร้อมของพรรคการเมืองทุกพรรคที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งโดยชอบธรรมตามหลักของกฎหมายด้วย รัฐบาลน่าจะดำเนินการเรื่องเหล่านี้ก่อนจะปลดล็อก ไม่ใช่นึกจะปลดก็ปลดเลย ทั้งนี้ รัฐบาลจะไม่กล้าทำสิ่งที่ขัดกับหลักกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาเคยมีกรณีไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญว่า การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนในที่สุดการเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะไป ดังนั้น คสช.น่าจะคิดถึงประเด็นเหล่านี้ไว้แล้ว

เวลาหาเสียงหดไม่ใช่ปัญหา

นายนิพิฏฐ์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมาระบุว่า เวลาการหาเสียงของพรรคการเมืองอาจจะลดลง ว่า เวลาการหาเสียงที่ลดลงไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะสมัยนี้สื่อและเทคโนโลยีทันสมัยมาก สมาชิกพรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องไปไล่เคาะประตูบ้านแบบเมื่อก่อนแล้ว ต่างประเทศขั้นตอนการเลือกตั้งรวมหาเสียงแล้วบางทีใช้แค่ 15 วันก็เสร็จ มองว่าเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายพรรคการเมืองโดยเฉพาะการทำไพรมารีโหวต น่าจะเป็นเรื่องใหญ่มากกว่าการหาเสียงเลือกตั้ง เพราะกติกาเหล่านี้ถือว่าเป็นของใหม่ และเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองขนาดเล็กจะได้เปรียบมากกว่าพรรคใหญ่ เพราะสมาชิกพรรคน้อยกว่า

“ถวิล” ถาม ม.44 ตั้ง กกต.ใหม่ได้หรือไม่

นายถวิล ไพรสณฑ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ว่า ทราบว่าเปิดรับสมัครบุคคลมาทำหน้าที่ กกต.กลาง แต่กลับยังไม่มีคนมาสมัคร จึงกังวล เพราะขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆของพรรคการเมือง อาทิ การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ 350 เขต พรรคการเมืองต้องมีสาขาหรือตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ถึงจะสามารถส่งคนลงสมัคร ส.ส.ได้ หรือการกำหนดวันรับสมัครและวันเลือกตั้ง ล้วนเป็นหน้าที่ กกต.ทั้งสิ้น การเปิดรับสมัครมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่มีคนมาสมัครแม้แต่คนเดียว ขณะที่ กกต.ชุดรักษาการออกข่าวผ่านสื่อว่าจะแนะนำบุคคลที่เหมาะสมมาเป็น ก็ได้แค่แนะนำ เพราะไม่ใช่คณะกรรมการสรรหา จึงเกิดคำถามเพราะไม่แน่ใจว่า เมื่อไม่มีคนมาสมัครเป็น กกต.แล้ว คณะกรรมการสรรหาจะทำอย่างไรต่อไป หรือหัวหน้า คสช.จะใช้มาตรา 44 แต่งตั้งคนมาเป็น กกต.ได้หรือไม่

ผวาไม่มี กกต.เลือกตั้งไม่ได้เกิด

นายถวิลกล่าวอีกว่า แม้ว่าคณะกรรมการสรรหาจะสามารถเสนอรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมได้ แต่ผู้ที่ถูกเสนอชื่อต้องยินยอมพร้อมใจมาทำหน้าที่ และหากส่งคนใกล้ชิดของผู้มีอำนาจเข้ามาจะเกิดข้อครหาและการไม่ยอมรับจากสังคม และหากไม่มีคนสมัคร กกต. การเลือกตั้งก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไรและเกิดขึ้นเมื่อใด เป็นประเด็นที่ กรธ.ต้องรับผิดชอบเพราะหากเกิดขึ้นจริงจะเกิดความเสียหายกระทบในหลายด้าน และไม่แน่ใจว่า กกต.ชุดรักษาการจะทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งได้หรือไม่ เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้ กกต.ชุดใหม่มาทำหน้าที่

กระทุ้งปลดผู้ว่าการการยาง

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงวิกฤติแก้ปัญหาราคายางพาราว่า การแก้ไขปัญหาราคายางล้มเหลว ขอสนับสนุนปลดผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และบอร์ดทันที เนื่องจากบอร์ด กยท.ไม่สามารถขับเคลื่อนการสร้างเสถียรภาพราคายางตลอด 3 ปี และบริหารจัดการผิดพลาด ขายยางในสต๊อก 200,000 ตัน ให้พ่อค้าในประเทศ ทำให้ราคายางในประเทศตกต่ำลง นอกจากนี้ ผู้ว่าการการยางฯยังตัดสินใจผิดพลาดปิดการซื้อขายยางในตลาดกลางยางพาราในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตลาดขาดความเชื่อมั่นจนราคาตกต่ำต่อเนื่อง กยท.ไม่มีประสิทธิภาพขับเคลื่อนบริษัทร่วมทุน

“บิ๊กสร้าง” ถกแนวทางเฟ้นหา ผบ.ตร.

ที่รัฐสภา พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) กล่าวภายหลังการประชุม กมธ.ว่า ผลการประชุมที่สำคัญคือ ข้อเสนอเรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ได้กำหนดให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พิจารณาแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ เริ่มตั้งแต่ให้ ผบ.ตร.ที่กำลังจะพ้นตำแหน่ง เป็นผู้เสนอชื่อตำรวจที่เหมาะสมชื่อเดียว หรือจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อก็ได้ เข้าที่ประชุม ก.ตร.คัดเลือกให้เหลือเพียงคนเดียวเสนอต่อนายกรัฐมนตรี หากนายกฯไม่เห็นชอบจะส่งกลับมา แต่ถ้า ก.ตร.ยังยืนยันรายชื่อเดิมที่เสนอไปต้องใช้มติ 2 ใน 3 ส่งไปให้นายกฯอีกครั้ง ถ้านายกฯยืนยันว่า ไม่เห็นชอบชื่อเดิมอีก ก.ตร.ต้องส่งชื่ออื่นไปแทน แนวทางนี้เพื่อให้ ผบ.ตร.ไม่ต้องอยู่ใต้อาณัติฝ่ายใด การให้นายกฯเป็นผู้พิจารณาจะช่วยให้โปร่งใสตามหลักประชาธิปไตยว่า ผบ.ตร.คนใหม่มีที่มาที่ไปอย่างไร

“บวรศักดิ์” เล็งปฏิรูป ก.ม.โบราณ

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย กล่าวภายหลังประชุมรับฟังแผนปฏิรูปกฎหมายว่า ได้เชิญตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาให้ความเห็น โดยมีข้อเสนอให้กำหนด แผนนิติบัญญัติ เพื่อให้การตรากฎหมายมีแบบแผน มีกรอบระยะเวลาชัดเจน ส่วนวันที่ 2 พ.ย. จะเชิญตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และสถาบันพระปกเกล้ามาให้ความเห็น จากนั้นจะทยอยฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและประชาชน แผนการปฏิรูปกฎหมายจะออกกฎหมายเท่าที่จำเป็น พร้อมทบทวนกฎหมายก่อนปี 2500 บางฉบับที่ล้าสมัยเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ และยังเสนอให้ออกกฎหมายลูกของมาตรา 77 ในรัฐธรรมนูญ 60 ที่ยังไม่มีแนวทางการปฏิบัติชัดเจน

พท.ไล่บี้สอบเครื่องจับความเร็ว

ส่วนการคัดค้านโครงการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วของกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แพงเกินจริงและไม่เหมาะสม จน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย สั่งการให้ ปภ.ทบทวนความจำเป็นนั้น นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ยังไม่ต้องประเมินความคุ้มค่าการใช้งาน เฉพาะราคาจัดซื้อที่แพงเกินจริงถึง 9 เท่า สังคมวิจารณ์อย่างหนัก แม้แกนนำรัฐบาลจะออกมาช่วยกันชี้แจงก็ไม่ช่วยอะไร เพราะชาวบ้านตั้งคำถามว่ารัฐบาลนี้เอาอีกแล้วหรือ สังคมไม่อยากเห็นองค์กรอิสระทำตัวเป็นสารฟอกขาว ต้องทำอย่างตรงไปตรงมาไม่เลือกปฏิบัติ ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เรื่องแบบนี้ต้องถูกไล่บี้อย่างหนัก แม้รัฐบาลนี้จะมาด้วยวิธีพิเศษ แต่ไม่มีข้อยกเว้นจนตรวจสอบไม่ได้ การทบทวนจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็ว เพราะทนกระแสสังคมไม่ได้ใช่หรือไม่ เมื่อเรื่องเงียบแล้วจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ และยังมีเรื่องอื่นในลักษณะนี้ในกระทรวงมหาดไทยอีกหรือเปล่า ประชาชนจะไว้วางใจได้อย่างไรว่าโครงการจัดซื้อลักษณะนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

จี้ยกเลิกส่งเงินคืนเข้าคลัง

ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้จะมีข่าวว่า ปภ.จะชะลอการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาออกไป เพราะถูกโจมตีหนักว่าราคาแพงและตั้งสเปกไว้สูงเกิน แต่สังคมอย่าเพิ่งวางใจ เรื่องนี้ได้รับอนุมัติเงินงบประมาณไปแล้ว แปลว่ากำเงินอยู่ในมือ เหลือแค่ควักเงินออกมาใช้ ดังนั้นแค่ชะลอการซื้อยังไม่พอ ถ้ารัฐบาลจริงใจต้องคืนงบประมาณกลับเข้าคลังและขอยกเลิกโครงการดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม. ไม่อย่างนั้นถ้าประชาชนเผลอเมื่อไหร่ผู้เกี่ยวข้องจะแอบสานต่อได้ทุกเมื่อ เป็นไปได้ว่าเหตุที่ชะลอโครงการดังกล่าว น่าจะเกี่ยวข้องกับข่าวการปรับ ครม.ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ไม่กล้าขยับตัวในช่วงนี้ คงรอดูสถานการณ์ก่อน เพราะกลัวถูก พล.อ.ประยุทธ์ใช้ข่าวฉาวเป็นข้ออ้างปรับออกจากตำแหน่ง แต่ถ้าพ้นระยะอันตรายแล้วและสังคมเผลอเมื่อไหร่ อาจกำหนดทีโออาร์และจัดซื้อเครื่องดังกล่าวเมื่อไรก็ได้ เหมือนที่เคยแอบซื้อเรือดำน้ำและใช้ ม.44 ยกเลิกกฎหมายผังเมืองใน 3 จังหวัดพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ

“ศรีสุวรรณ” ยื่นผู้ตรวจการยุติจัดซื้อ

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายปรีดา เวทยาวงศ์ รองเลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่อนุมัติจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ได้ตรวจสอบราคาสินค้าซึ่งมีสเปกตามที่ ครม.เห็นชอบ พบว่ามีราคาเพียงเครื่องละกว่า 2 แสนบาท แต่ที่กระทรวงมหาดไทยเสนอมีราคาแพงกว่าข้อเท็จจริงตามท้องตลาด นายกฯอย่าหลงตามที่มหาดไทยเสนอ อย่าคิดว่าเป็นพี่น้อง 3 ป. แล้วจะทำตามอำเภอใจโดยไม่คิดถึงประชาชน ทั้งนี้อยากให้ผู้ตรวจการฯตรวจสอบคำสั่งหรือการกระทำของหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และทำหนังสือเตือนไปยังนายกฯ และ ครม.เพื่อให้ยับยั้งการดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย

ร้องสอบ “มีชัย” ตั้งลูกสาวเป็นเลขาฯ

นายศรีสุวรรณกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังขอให้ตรวจสอบกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.และสมาชิก ครม. แต่งตั้งนางมยุระ ช่วงโชติ บุตรสาวดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการประจำผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช.หรือเป็นเลขาฯส่วนตัวนายมีชัยเอง โดยในฐานะประธาน กรธ.ที่ต้องการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อไม่ให้เกิดกรณีการขัดแย้งแห่งประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อนกันระหว่างนักการเมืองกับเครือญาติ นายมีชัยย่อมรู้ว่าการให้บุตรสาวมารับตำแหน่งทางการเมือง ย่อมต้องถูกคำครหาจากสาธารณชนได้ เหมือนเขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้าจึงขอให้ผู้ตรวจการฯตรวจสอบว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐโดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีงบประมาณ พ.ศ.2502 แก้ไขเพิ่มเติม และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และเพิ่มเติมฉบับที่ 5

“โหรวารินทร์” ทายปลายปีปรับ ครม.

อีกเรื่องนายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าของฉายาโหร คมช.หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงปลายปี 60 ว่า ตั้งแต่ปลายปีเป็นต้นไปจะมีเกณฑ์การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นการปรับตามเวลาคือ เอาคนที่หมดหน้าที่ออกไป คนที่ทำงานไม่ตามเป้าต้องปรับเปลี่ยน ถือเป็นการปรับ ครม.จำนวนมากพอสมควร แต่ไม่ถึงขั้นปรับใหญ่ จะปรับในหลายๆด้าน ไม่ใช่เฉพาะทีมเศรษฐกิจอย่างเดียว โดยจะมีทั้งคนใหม่เข้ามาและโยกย้ายสลับเก้าอี้ใน ครม. ทั้งนี้ ผู้ที่มาเป็นรัฐมนตรีจะมีความหลากหลาย รวมถึงผู้ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการในปีนี้จะมีเข้ามาบ้างบางส่วน ขณะที่อุปสรรคการทำงานของรัฐบาลในช่วงเวลาที่เหลือก่อนการเลือกตั้งยังมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรงจะผ่านพ้นไปได้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะเหนื่อย เพราะทำงานท่ามกลางคนหมู่มาก เพราะบางคนยังทำงานไม่ได้ดั่งใจ

ปักธง “บิ๊กตู่” นั่งนายกฯคนนอกต่อ

เมื่อถามว่าการเลือกตั้งยังเป็นไปตามโรดแม็ปหรือไม่ นายวารินทร์ กล่าวว่าตามที่นายกฯกำหนด อาจจะเปลี่ยนแปลงบ้างตามสถานการณ์ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อโรดแม็ป การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ในปี 61 เมื่อถามอีกว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ในทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง นายกฯจะยังเป็น พล.อ.ประยุทธ์ โหร คมช. กล่าวว่าอย่างที่ตนเคยบอกหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่หมด ท่านต้องทำหน้าที่ต่อไป แม้จะเป็นการฝืนตัวเองก็ตาม จะเหมือนกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษในสมัยก่อน โดยมีความเป็นไปได้สูงหลังการเลือกตั้งจะได้นั่งนายกฯคนนอกแน่นอน เพราะถือเป็นหน้าที่

“ไทย–บาห์เรน” กระชับสัมพันธ์

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เข้าเฝ้าเจ้าชายคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เข้าเฝ้านายกฯแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนอีกครั้งในปีนี้ และขอบพระทัยที่เสด็จเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยพระองค์เอง ขณะที่ด้านเศรษฐกิจทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น

“ประยุทธ์” ปลื้มอันดับธุรกิจไทยดีขึ้น

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พอใจผลการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจประจำปี 2018 ของธนาคารโลก ที่ไทยอันดับดีขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 20 อันดับจากอันดับ 46 มาอยู่ที่ 26 ถือเป็นอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจทั่วโลก 3 ปีที่ผ่านมาอันดับของไทยดีขึ้นต่อเนื่องและเป็น 1 ใน 10 ของประเทศที่ปรับปรุงเพื่อให้สะดวกในการประกอบธุรกิจมากที่สุดในปีที่ผ่านมา ส่วนราชการหลายแห่งปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานไปมากและพูดคุยกับภาคเอกชนมากขึ้น ที่สำคัญคือรัฐบาลจริงใจสนับสนุนให้การทำธุรกิจของภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ สะดวกรวดเร็วและเป็นประโยชน์มากที่สุด เช่น การปลดล็อกความยุ่งยากต่างๆ โดยใช้มาตรา 44 ในเบื้องต้นและจะออกกฎหมายปกติเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป

ฟุ้งผลงานแก้ปัญหาดีช่วยผลักดัน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเป็นผลจากการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาโดดเด่นในทุกด้าน มีเพียง 2 ด้านที่อาจโดดเด่นน้อยคือ เรื่องการแก้ไขปัญหาล้มละลายและการจดทะเบียนนิติกรรมสิทธิ์ซื้อขายต่างๆ ที่มีขั้นตอนมากต้องปรับปรุงต่อไป และยังชมเชยด้วยว่าเราติด 1 ใน 10 ประเทศจากทั่วโลกที่มีพัฒนาการรวดเร็วในหลายด้าน เพราะเราดำเนินการด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย

ม.44 เด้งอธิบดีกรมจัดหางาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 48/2560 เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการให้ดํารงตําแหน่ง โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เห็นสมควรแต่งตั้งข้าราชการให้ดํารงตําแหน่งเป็นกรณีพิเศษ อันจะเป็นประโยชน์ในการบริหารราชการกระทรวงแรงงานและการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้มีประสิทธิภาพและความเหมาะสมยิ่งขึ้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 มีคำสั่งให้นายวรานนท์ ปีติวรรณ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน และให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงาน และให้นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงาน และให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน พร้อมให้นายก- รัฐมนตรี นําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.เป็นต้นไป

“วรานนท์” ปลงนายคงอยากให้พัก

เมื่อเวลา 14.40 น. ที่กระทรวงแรงงาน นายวรานนท์ ปีติวรรณ อดีตอธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังหัวหน้า คสช. มีคำสั่ง ให้ย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงแรงงานว่า ไม่รู้เหตุผล ที่แท้จริง แต่เข้าใจว่าผู้บังคับบัญชาคงเห็นว่าเหนื่อยจากการทำงาน เกรงว่าจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ จึง อยากให้พักและไปดูภาพรวมในตำแหน่งรองปลัดมากกว่า ยืนยันว่าการทำงานช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว ไม่ล่าช้าเหมือนที่คนวิจารณ์ การพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาตัวเลขเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ส่วนบางเรื่องที่อาจล่าช้าเป็นปัญหาของประเทศต้นทางไม่ใช่ของไทย คำสั่งมีผลทันทีแต่รู้สึกเฉยๆกับการโยกย้าย มีแต่สื่อที่ตกใจ เป็นเรื่องปกติของราชการ คงไม่ต้อง ฝากอธิบดีคนใหม่สานต่องานอะไรเป็นพิเศษ เพราะเป็นทีมเดียวกัน มีเป้าหมายชัดเจน จากนี้ไปคงจะได้พักบ้าง เพราะการทำงานในตำแหน่งอธิบดีเป็นงานหนัก ทุกวันนี้ต้องกินยาเป็นกำๆ ไม่ให้ความดันโลหิตสูงกำเริบ เรื่องอื่นไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีเรื่อง ใต้โต๊ะ ตนตรงไปตรงมา ทำงานเหยียบคันเร่งไม่มีปล่อย จริงๆเรื่องนี้ตนรู้มาบ้าง แต่ต้องด่วนขนาดใช้ มาตรา 44 เลยหรือ

เพื่อน ขรก.ปล่อยโฮให้กำลังใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายวรานนท์กำลังให้สัมภาษณ์สื่ออยู่นั้น นายสมบัติ นิเวศรัตน์ รองอธิบดี ได้เดินปรี่เข้ามาด้วยดวงตาแดงก่ำ พร้อมเข้าพูดให้กำลังใจนายวรานนท์ ด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น ทำให้นายวรานนท์ ถึงกับสีหน้าซึมลง พร้อมบอกว่ามาร้องห่มร้องไห้ทำให้เศร้าไปด้วย จากนั้นได้มีข้าราชการทยอยเข้ามาให้กำลังใจ

แซ่ด “บิ๊กบี้” เครียดโดนลบเหลี่ยม

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ตลอด 8 เดือนที่รับตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน นายวรานนท์มีบุคลิกตรงไปตรงมาพูดจาสไตล์ปะฉะดะโผงผาง บางครั้งหลุดปากต่อลูกน้องด้วยคำพูดแรงไปบ้าง แต่การทำงานด้วยสไตล์เชื่อมั่นตัวเองเกินไป ประกอบกับได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ทำให้ไม่เป็นที่ถูกใจของข้าราชการบางส่วน การถูกคำสั่งมาตรา 44 ครั้งนี้นายวรานนท์ไม่รู้ตัว และเชื่อว่า รมว.แรงงาน ก็ไม่รู้มาก่อนเช่นกัน จึงไม่มีการสะกิดบอกล่วงหน้า และเป็นที่น่าสังเกตว่าการทำงานในกระทรวงแรงงาน ล้วนมีแรงกระแทกมาจากภายนอกตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ส่งนายจรินทร์ จักกะพาก อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ข้ามห้วยมาเป็นปลัดกระทรวงแรงงานแทนที่จะเป็นนายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในขณะนั้น ที่ พล.อ.ศิริชัยเสนอแต่งตั้งและพูดมาตลอดว่าจะเสนอคนในให้ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงแรงงานเท่านั้น เมื่อนายกฯส่งคนนอกมานั่งแทน พล.อ.ศิริชัยจึงถูกมองว่าถูกลบเหลี่ยม เพราะเสนอคนใน 2 ครั้ง แต่ถูกตีกลับทั้ง 2 ครั้ง

ฉุนถูกเมินไม่ให้เกียรติซ้ำซาก

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ล่าสุดนายวรานนท์ ที่ พล.อ.ศิริชัยสนับสนุนและให้ความไว้วางใจ มาถูก มาตรา 44 โยกสลับตำแหน่งกับนายอนุรักษ์ จึงเป็นการ ถูกลบเหลี่ยมซ้ำสอง เพราะ พล.อ.ศิริชัยไม่รู้มาก่อน จึงมองว่าไม่ให้เกียรติกัน ขณะที่นายอนุรักษ์ที่มาแทนนายวรานนท์ เคยเติบโตมากับการเป็นหน้าห้องข้าราชการระดับสูงในกลุ่มเดียวกับนายจรินทร์ตั้งแต่ในอดีต ทำให้ถูกมองว่าเป็นการนำคนในกลุ่มเดียวกันเข้ามาทำงานช่วยเหลือนายจรินทร์ ที่ประกาศตั้งแต่วันรับตำแหน่งว่านายกฯส่งมาทำงาน ซึ่งหลังเข้ามารับตำแหน่งของนายจรินทร์ ส่งผลให้มีช่องว่างระหว่าง การทำงานของรัฐมนตรีและปลัดกระทรวง

รมต.นำลูกน้องไขก๊อกยกทีม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงแรงงานว่า บรรยากาศที่กระทรวงแรงงานเป็นไปอย่างเงียบเหงา และมีทีมงานของ พล.อ.ศิริชัย รวม 4 คน เข้ามาขนของใช้ส่วนตัว อาทิ เสื้อผ้าจำนวนหลายสิบชุด รวมทั้งพระเครื่อง ลงจากห้องทำงานชั้น 6 มาขึ้นรถตู้ จากการสอบถามบอกว่าเข้ามาเก็บของให้ พล.อ. ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน และ พล.อ.เจริญ นพ- สุวรรณ ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวงแรงงาน มีรายงานว่า พล.อ.ศิริชัยและทีมข้าราชการการเมือง ประกอบด้วย พล.อ.เจริญ รวมทั้งนายอารักษ์ พรหมณี ที่ปรึกษา รมว.แรงงาน พล.ท.ธนิต พิพิธวนิชการ เลขานุการ รมว.แรงงาน ได้ยื่นหนังสือลาออกจาก ตำแหน่งทั้งหมด โดยในช่วงเย็นได้มีหนังสือลาออกจากตำแหน่งของ พล.อ.เจริญ นพสุวรรณ ผู้ช่วย รมต.แรงงาน เผยแพร่ออกมาว่อนไปทั่วกระทรวง เป็นหนังสือเลขที่ รง 0102.1/2202 ลงวันที่ 1 พ.ย. 2560 เรื่องขอลาออกจากตำแหน่ง ใจความว่า พล.อ.เจริญมีความประสงค์จะขอลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2560 ทั้งนี้ พล.อ.เจริญถือว่าเป็นมือขวาของ พล.อ.ศิริชัย และเป็นเพื่อนนายทหารที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่ครองยศร้อยเอก เข้ามาเป็นผู้ช่วย รมต.แรงงาน เป็นเวลา 2 ปี 2 เดือน

โร่เข้าทำเนียบฯยื่นใบลาออก

ต่อมาเวลา 15.35 น. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยใช้เวลา หารืออยู่เพียง 10 นาที โดยได้แจ้งต่อนายกฯว่าขอลาออกจากตำแหน่ง จากนั้นได้ยื่นหนังสือลาออกผ่าน พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ มีรายงาน จากทีมงานนายกฯว่าหนึ่งในสาเหตุที่มีการลาออกในครั้งนี้ เนื่องจากปัญหาในการทำงานตามนโยบายการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งเป็นนโยบายแรกที่ คสช.ประกาศไว้ว่าจะแก้ไขแต่เวลาผ่านมา 3 ปี งานยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร จากนั้นเวลา 15.45 น. พล.อ.ศิริชัยจึงได้เดินทางกลับออกจากทำเนียบรัฐบาลไปทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

นายกฯตัดบทยังไม่เห็นหนังสือ

เมื่อเวลา 18.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ได้ตอบข้อซักถามถึงกระแสข่าว รมว.แรงงานยื่นใบลาออกสั้นๆว่า “ยังไม่เห็น” เมื่อถามอีกว่า ถึงเวลาตัดสินใจปรับ ครม. แล้วหรือยัง นายกฯตอบว่า ยังไม่มีอะไร

ด้าน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะโฆษกประจำ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า คาดการณ์ว่า พล.อ.ประวิตรน่าจะได้หนังสือลาออกของ พล.อ.ศิริชัยแล้ว เพราะเป็นผู้กำกับดูแลงานกระทรวงแรงงาน