วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘บิ๊กตู่’ ชี้อย่าถามบ่อยปลดล็อก คิดไม่ออกเลยช้า

‘ดอน’เผยเรื่อง‘ปู’ ผู้ดีแจ้งไม่มีลี้ภัย

“ประยุทธ์” ลงพื้นที่เยี่ยมนํ้าท่วมขอนแก่น ปลื้มชาวบ้านเชียร์ให้อยู่ต่อ อ้อนอยากให้เลือกคนดีเข้าสภา ยังอุบไต๋ปลดล็อกการเมืองโยนเป็นเรื่อง คสช. ตั้งแง่สถานการณ์ต้องเรียบร้อยหยุดพูดจาให้ร้ายกัน โชว์ลีลาติ๊ดชึ่ง อย่าถามบ่อยทำให้คิดไม่ออกเลยช้า “บิ๊กป้อม” บุ้ยปากยังไม่พร้อมพิจารณา “บิ๊กป๊อก” เผยสถานการณ์ต่างจังหวัดปกติ พท.ตื๊อทวงถามรายวันรีบถอดสลัก ยันทุกอย่างเข้าสู่โหมดปรองดองแล้ว “มีชัย” ชี้ทางออกแนะ กกต.อะลุ้มอล่วย ประกาศยืดกรอบเวลาให้พรรคการเมือง “บิ๊กตู่” ยังไม่รู้ “ยิ่งลักษณ์” ซุกประเทศไหน ต้องรอยืนยันอย่างเป็นทางการ อสส.ยังไม่ขยับขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน “ดอน” เผยอังกฤษแจ้งมาแล้วไม่ให้ลี้ภัย พำนักอยู่ได้ในฐานะแค่คน เข้าเมืองตามกฎหมาย “ศรีสุวรรณ” ยื่นเอาผิด “บิ๊ก 3 ป.” ไฟเขียว ปภ.จัดซื้อเครื่องจับความเร็วแพงเวอร์ ปชป.ข้องใจใช้งบฯฉุกเฉินไม่ใช้เงินกองทุน กปถ.

จากกรณีที่บรรดานักการเมืองเรียกร้องส่งเสียงเซ็งแซ่ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมเตรียมความพร้อมตามเงื่อนเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดนำไปสู่การเลือกตั้ง กระนั้นก็ยังไม่มีการตอบรับที่ชัดเจนจากผู้มีอำนาจจะตัดสินใจปลดล็อกในช่วงเวลาใด โดยเฉพาะท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม คีย์แมนหลักของรัฐบาลและ คสช.

“ประยุทธ์” อุบไต๋โยน คสช.ปลดล็อก

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 31 ต.ค. ที่บริเวณหน้าตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวกับตัวแทนนักเรียนอาชีวะที่นำเสนอผลการดำเนินงานฝึกอบรมทักษะวิชาชีพระยะสั้นอาชีวศึกษาหรืออีทูอี จากโครงการหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นฐานสมรรถนะครั้งที่ 2 มาแสดงให้ชมก่อนเข้าเป็นประธานการประชุม ครม.ว่า “ให้ช่วยกันไปบอกกับรุ่นน้องว่าอย่าตีกัน รัฐบาลพร้อมพัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้น เพิ่มนวัตกรรมใหม่ๆไม่ทิ้งของเดิม ขณะนี้อยู่ในยุคไทยแลนด์ 4.0 กำลังเดินหน้าประเทศไปสู่อนาคตไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมที่จะดูแลคนทุกคนมุ่งเน้นสร้างบุคลากร เราใช้เวลา 3 ปีเต็มวันนี้ทุกอย่างเริ่มออกมานำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่ไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ ขอกำลังใจจากทุกคน เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลังมันมีระยะเวลาของมันอยู่ อย่าถามผมมากนัก ใครจะพูดอะไรเรื่องของเขา เพราะผมเป็นคนรับผิดชอบ” จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ถามถึงกรณีที่นักการเมืองเรียกร้องให้ปลดล็อกทำกิจกรรมทางการเมือง โดย พล.อ.ประยุทธ์ตอบกลับสั้นๆว่า “เป็นเรื่องของ คสช.” เมื่อถามถึงกระแสการปรับ ครม. พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบคำถามแต่อย่างใด

ตั้งแง่ต้องหยุดพูดจาให้ร้ายกัน

ต่อมาเวลา 11.50 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวภายหลังการประชุม ครม. ถึงการเรียกร้องให้ปลดล็อกทางการเมืองว่า “เรื่องนี้อย่าห่วงกังวลผมในฐานะเป็นหัวหน้า คสช.ได้ให้หลักการว่า บ้านเมืองต้องสงบเรียบร้อยปลอดภัยไม่เกิดความวุ่นวายเพราะการเมือง ต้องดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ขอให้เชื่อมั่นผมรู้และคำนึงถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งก็เห็นอยู่แล้วว่า วันนี้ยังไม่เรียบร้อยยังมีการพูดจาให้ร้ายกันเยอะแยะไปหมด ท่านต้องหยุดสิ เพื่อให้ทุกคนสบายใจ ประชาชนมีความสุข ผมไม่ได้อยากให้ประชาชนรังเกียจการเมืองหรือนักการเมือง หรือคิดว่าผมดีกว่า แค่ต้องการให้ทุกคนสงบเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เป็นธรรมาภิบาล และเป็นรัฐบาลที่มีความโปร่งใสในวันข้างหน้า เรื่องการเลือกตั้ง ต้องรอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการเลือกตั้งทั้งหมด ต้องรอ กกต.มีการสรรหาออกมาก่อน จึงจะกำหนดร่างระเบียบกติกาออกมาได้ และประกาศพื้นที่นำไปสู่การประกาศวันเลือกตั้งได้”

ลีลาติ๊ดชึ่งถามบ่อยมึนเลยทำให้ช้า

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องของสมาชิกพรรค ตนหาทางให้จนได้ เรื่องปลดล็อกอย่ามาถามบ่อยนักทำให้คิดไม่ออกก็เลยช้า ให้ตนได้คิดสรุปออกมาก่อน แล้วจะเปิดเผยทีเดียว ทันเวลาอยู่แล้ว ไม่ต้องไปห่วงหรือกลัวว่าจะทำอะไรทันหรือไม่ทัน ต้องนึกถึงคนเก่า คนใหม่ พรรคใหม่ พรรคเก่า พรรคเล็ก พรรคใหญ่ พรรคกลาง เยอะแยะไปหมด ก็ต้องมีมาตรการที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ขอถามว่าวันนี้ไม่ได้ทำอะไรกันเลยหรือก็ทำกันอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้โครมครามใช่หรือไม่ หรือว่าไม่ได้กระดิกกระเดี้ยอะไรกันเลย 3 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำอะไรกันเลยหรือ เขาก็ทำของเขาเพียงแต่ไม่เปิดเผย

ฮึ่มใส่ “วรชัย” เป็นใครมาจี้ถาม

เมื่อถามว่า นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้นายกฯชี้แจงอนาคตของตัวเอง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “นายวรชัยเป็นใคร ผมเป็นใคร ไม่จำเป็นต้องไปตอบคำถามเขา แต่เขาควรจะตอบคำถามตนมากกว่า อนาคตเป็นเรื่องของผมเอง หลังจากนี้ไปผมจะตอบคำถามไม่ไปกระทบกระทั่งกับใคร แต่ขอให้เคารพสิทธิตนบ้าง ถ้ายังวุ่นวายกลับไปแบบเดิม ผมก็ไม่แน่ใจ ต้องถามคนไทยทั้งประเทศด้วย ใครก็ตามที่ออกมาพูดเรื่องนี้ก็ขอฝากถามกลับไปด้วยแล้วกันว่า สิ่งที่เขาจะทำให้ดีขึ้น มันเป็นอย่างไร หลายคนที่ออกมาพูดก็เคยอยู่ในการบริหารเหล่านี้มาแล้วทำได้หรือเปล่า สถานการณ์ในวันนั้นกับวันนี้ต่างกันหรือไม่ ทำไม่ได้เพราะ เหตุผลอะไร มีแต่มาติติง แต่ไม่บอกว่าจะทำอย่างไร อยากให้สื่อไปถามไอ้คนที่ถามผมทุกคนด้วยว่า ถ้าเป็นเขาจะทำอย่างไร พูดมาเลยตอนนี้ อย่ารอพูดตอนหาเสียง ประชาชนจะได้ชื่นชมว่าดีกว่าที่ตนทำ ไม่ใช่มากดดันรัฐบาลอยู่แบบนี้ ไม่เป็นธรรม”

อ้อนชาวขอนแก่นเลือกคนดี

เวลา 17.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทางลงพื้นที่ไปพบปะผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่บ้านบึงสวาง หมู่ 5 ต.บึงเนียม อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยกล่าวปราศรัยกับประชาชนตอนหนึ่งว่า เห็นใจชาวอีสานเพราะเกิดที่นี่ วันนี้ได้กลับมาดูแลทุกคน ประเทศชาติอยู่ในมือของทุกคน ขออย่าเลือกแค่คนที่ชอบคนที่รัก คนที่ดีแค่กับเรา แต่ต้องเลือกคนที่ดีกับทุกพื้นที่ ขอให้ย้อนดูว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น แต่เราก็ต้องตัดสินใจกันอีกครั้ง ให้ประชาชนเป็นคนกำหนดกติกาที่ถูกต้อง อย่าให้ใครชักชวนทำให้บ้านเมืองเสียหาย ยืนยันตนไม่เคยปกปิด มีอะไรบอกหมด จนบางเรื่องย้อนกลับมาตัวเอง ตนกำลังวาดอนาคตให้อยู่ แต่จะเชื่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับทุกคน อย่างราคาข้าวคงไม่มีใคร มาบอกว่าจะให้ราคาเท่านั้นเท่านี้ ทำราคาให้ได้ 15,000 บาท ทำให้ปั่นป่วนไปหมด นโยบายแบบนี้ต้องระมัดระวังอันตราย ใครเข้ามาในวันหน้าไม่สามารถ ทำได้เพราะจะกลายเป็นงูกินหางจนล้มละลายกันทั้งประเทศ ซึ่งไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ

ชาวบ้านเชียร์ให้นายกฯอยู่ต่อ

พล.อ.ประยุทธ์ได้เอ่ยถามประชาชนที่มาร่วมฟังปราศรัยว่า วันนี้พร้อมกันแล้วหรือไม่ ประชาชนตอบว่า “พร้อม” พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวอีกว่า “โอเค งั้นก็เลือกตั้ง ก็ว่ากันไป” จากนั้นมีชาวบ้านกล่าวขึ้นว่า อยากให้นายกฯอยู่ต่อ พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวขึ้นว่า “เอาอย่างนั้นเลยหรืออยู่ คนเดียวจะไหวหรือ แล้วใครจะดูแลผม” ขอทุกคนอย่าใช้ความรู้สึกในการเลือกคนมาบริหารบ้านเมือง แต่ต้องใช้หลักการและเหตุผล และให้ได้รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยที่ทำในเรื่องที่ดีและถูกต้อง ถ้าตนไม่พูดความจริง โกหกมากๆคงไม่กล้ามาพบกับทุกคนในวันนี้

“บิ๊กป้อม” บุ้ยปากไม่พร้อมพิจารณา

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า กรณีจะปลดล็อกกิจกรรมทางการเมืองต้องรอให้ คสช.พิจารณาก่อน โดยต้องดูความเหมาะสม ไม่ต้องห่วง ฝ่ายการเมืองสามารถดำเนินการเรื่องต่างๆตามกรอบเวลาของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองทันอยู่แล้ว ตอนนี้ไม่สามารถบอกกรอบเวลาได้เนื่องจากยังไม่พร้อมขอดูเวลาที่เหมาะสมก่อน เรายังไม่พร้อมพิจารณา ส่วนจะเป็นเมื่อใดไม่ทราบ แต่ยืนยันอยู่ในกรอบเวลาแน่นอน แต่ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการประชุม คสช.ครั้งต่อไปจึงยังไม่รู้ว่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ระบุว่ายังมีการเคลื่อนไหวอยู่นั้นเป็นรูปแบบใด พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ยังไม่เรียบร้อย ยังมีการโจมตีบิดเบือนกันอยู่ ยังไม่ไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนการเคลื่อนไหวในพื้นที่นั้นยังมีไม่ได้

เลขาฯ สมช.เชื่อปลดล็อกแล้วดีขึ้น

พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวภายหลังเข้าร่วมการประชุม ครม.ถึงสถานการณ์ภายในประเทศโดยเฉพาะกรณีที่นักการเมืองเรียกร้องให้ปลดล็อกทางการเมืองว่า สถานการณ์ช่วงนี้ยังปกติเนื่องจากเพิ่งเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัฐบาลเองคงดูงานให้เสร็จเรียบร้อยทุกอย่างก่อน ค่อยว่ากันไป การที่นักการเมืองออกมาเร่งรัดถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ส่วนสถานการณ์ในต่างจังหวัดยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ขณะที่ในการประชุม ครม. นายกฯ ก็ไม่ได้มีการหารือเรื่องดังกล่าวเพราะตอนนี้คิดช่วยชาวบ้านที่ประสบอุทกภัยอย่างเดียว และหากปลดล็อกแล้ว เชื่อว่าน่าจะดีขึ้นเพราะช่วงตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาคนไทยมีความรักความสามัคคีกันมากขึ้นไม่มีการทะเลาะกัน เมื่อปลดล็อกแล้วหลายๆคนน่าจะตั้งหน้าตั้งตาทำเพื่อในหลวงมากขึ้น

มท.1 เผยสถานการณ์เรียบร้อยดี

เมื่อเวลา 08.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม สั่งการให้มีการดูแลในพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า ยังไม่มีรายงานอะไรทั้งสิ้น ขณะนี้เรียบร้อยดี ช่วงที่ผ่านมาทุกคนระดมกันที่จะจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังไม่มีข่าวเรื่องอะไรเข้ามา

พท.ตื๊อ คสช.เร่งถอดสลักการเมือง

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี คสช.ยังไม่ปลดล็อกให้ฝ่ายการเมืองได้ทำกิจกรรมว่า วันนี้ทุกอย่างต้องเดินหน้าไปพร้อมๆกัน กรธ.และ สนช.จะต้องเร่งออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งอีก 2 ฉบับออกมาโดยเร็ว การสรรหา กกต.ก็ต้องเดินหน้า และควรปลดล็อกให้ฝ่ายการเมืองได้ทำกิจกรรมได้แล้ว เพราะกิจกรรมต่างๆต้องใช้ระยะเวลา ถ้ายังไม่ปลดล็อกแบบนี้มันก็จะเดินหน้าไม่ได้ พรรคการเมืองเดิมไม่สามารถสำรวจสมาชิกได้ พรรคการเมืองใหม่ก็จัดตั้งพรรคไม่ได้ เวลาก็เดินไปทุกวัน ทางที่ดี คสช.ควรปลดล็อกได้แล้ว วันนี้เราเข้าสู่โหมดปรองดองทุกฝ่ายให้ความร่วมมือกับ คสช.มาโดยตลอดไม่เห็นจะต้องกังวลอะไร

แนะ กกต.ยืดเวลาให้พรรคการเมือง

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีที่คสช.ยังไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองว่า ในกฎหมายเปิดช่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อนุญาตขยายเวลาตามจำนวนวันที่หายไปเป็นการทั่วไปได้ ส่วนจะนับตั้งแต่วันบังคับใช้กฎหมายพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 8 ต.ค.จนถึงวันปลดล็อกพรรคหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของ กกต.ในการคำนวณเวลา ส่วนพรรคใหม่อาจล่าช้าไปบ้าง ใครคิดอยากตั้งพรรคสามารถคิดวางแผนได้ แต่การประชุมยังทำไม่ได้ ต้องรอฟังคสช.ว่าจะปลดล็อกแค่ไหน เมื่อใด ตนตอบไม่ได้ ทั้งนี้ช่วงสุดท้ายเวลาของการหาเสียงอาจสั้น แต่ช่วงการเตรียมตัวของผู้ลงสมัครรับเลือก ส.ส.ต้องทันไม่อย่างนั้นเสียหาย

สนช.เร่งคลอดกฎหมายมือระวิง

นพ.เจตน์ ศิราธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) แถลงภายหลังการประชุมวิป สนช.ว่า การประชุม สนช.ในสัปดาห์นี้ มีเรื่องด่วนพิเศษต้องพิจารณา ประกอบด้วยร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. กรธ. จะส่งมาวันที่ 21 พ.ย. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.จะส่งมาในวันที่ 28 พ.ย. นอกจากนี้ จะต้องเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (อีเอชไอเอ) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยการเงินการคลังจะเข้าที่ประชุม สนช. ในวันที่ 24 พ.ย. และร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ เป็นกฎหมายคุ้มครองประชาชนที่ให้ข้อมูลในการทุจริตภาครัฐ ทั้ง 3 ฉบับต้องเสร็จภายใน 240 วัน หลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้ ดังนั้น สนช. จะต้องวางแผนการทำงาน โดยเฉพาะเดือน ธ.ค.60- ม.ค.61 จะเป็นช่วงเวลาที่ สนช.ทำงานหนัก

“บิ๊กตู่” ไม่ยืนยันถิ่นพำนัก “ยิ่งลักษณ์”

อีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องโทษจำคุก 5 ปี คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบไม่ยับยั้งโครงการจำนำว่า วันนี้ยังไม่มีใครแจ้งกลับมาว่าอดีตนายกฯอยู่ที่ไหน ส่วนเรื่องการถอนพาสปอร์ต เมื่อวันที่ 30 ต.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจและกระทรวงการต่างประเทศได้ถอนพาสปอร์ตเรียบร้อยแล้วตามขั้นตอนกฎหมาย เมื่อถามว่า มีรายงานหรือยังว่าอดีตนายกฯ พำนักอยู่ที่สหราชอาณาจักรหรือประเทศใด พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ยังไม่รู้ ไม่ทราบ มีแต่การบอกเล่า มีคลิป มีวีดิโอออกมาทางโซเชียลมีเดียเขียนกันไปเลอะเทอะ ข้อสำคัญคือประเทศที่อดีตนายกฯ พำนักอยู่ต้องยืนยันกลับมา ระบบราชการเขาทำงานแบบนี้ จะไปฟังอะไรอย่างอื่นคงไม่ได้ทุกอย่าง อยู่ที่การรับรองของประเทศที่เป็นเจ้าของพื้นที่

“อสส.” ยังไม่ขยับขอตัวข้ามแดน

นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด (อสส.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการประสานติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าขณะนี้อัยการสูงสุดยังไม่ได้ดำเนินการใดๆเนื่องจากยังไม่ทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปอยู่อาศัยในประเทศใด เพราะต้องให้รู้ก่อนว่าบุคคลดังกล่าวอยู่ที่ใด ต้องให้กระทรวงการต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบข้อมูลในส่วนนี้ให้ชัดเจนก่อนแล้ว อสส.ค่อยดำเนินการต่อไป

มั่นใจสถานะลี้ภัยไม่ใช่ข้อจำกัด

นายธรัมพ์ ชาลีจันทร์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) กล่าวถึงการติดตามตัวขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนว่า อสส.มีสำนักงานต่างประเทศรับผิดชอบ การทำคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ต้องรอข้อมูลที่อยู่ปัจจุบันที่ชัดเจนจาก สตช.คดีนี้ไม่มีอายุความจึงดำเนินการได้ตลอดเมื่อทราบข้อมูลที่อยู่ ขณะนี้อัยการก็เตรียมความพร้อมแปลเอกสารประกอบคำร้องคดีขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน การยื่นคำร้องอสส.จะต้องลงนามตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้นำคำร้องฐานะตัวแทนทางการไทยไปยังสถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ เพื่อส่งยังกระทรวงการต่างประเทศที่เราร้องขอ เมื่อถามว่า การขอสถานะผู้ลี้ภัยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีผลต่อการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนอย่างไร นายธรัมพ์ตอบว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นข้อจำกัด

“ดอน” เผยอังกฤษแจ้งไม่ให้ลี้ภัย

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีการดำเนินการเพิกถอนหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ทั้งหมดจำนวน 4 เล่มของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า ได้ยกเลิกพาสปอร์ตทุกเล่มของ น.ส.ยิ่งลักษณ์แล้ว ส่วนการติดตามตัวกลับมาขณะนี้มีเพียงกระแสข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ในอังกฤษ แต่ไม่รู้ว่าอยู่เมืองไหน เมื่อทราบความชัดเจน ทาง อสส.จะเป็นผู้ดำเนินการเพราะขั้นตอนการขอตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนต้องเริ่มจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติตำรวจและอัยการ ทางกระทรวงการต่างประเทศจะทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารเท่านั้น ทั้งนี้ ตำรวจมีการประสานกับตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) อยู่แล้ว เมื่อถามว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วหรือยังว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้สถานะผู้ลี้ภัยจากประเทศอังกฤษจริงหรือไม่ นายดอนตอบว่า ทางการอังกฤษแจ้งมาว่าถ้ามาอาศัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จะไม่มีเรื่องของการลี้ภัย และต้องอยู่ตามขั้นตอนของการเข้าเมืองตามกฎหมาย เรายังไม่ได้ติดตามว่า การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางเข้าอังกฤษถือพาสปอร์ตอะไรเข้าไป ส่วนจะยื่นขอสัญชาติอื่นเหมือนกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ละประเทศมีกฎหมายของตัวเอง หากมีใครไปยื่นขอประเทศนั้นๆ จะพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวมีสถานภาพอย่างไรควรได้รับการพิจารณาหรือไม่

นายกฯ ตีกรรเชียงปมแต่งตั้งญาติ คสช.

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กล่าวถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ถูกวิพากษ์วิจารณ์กรณีตั้งลูกสาวเป็นรองเลขาธิการประจำผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช.ได้รับเงินเดือน 47,500 บาท โดยถูกนำไปเปรียบเทียบกรณีนักการเมืองตั้งเครือญาติตัวเองอาจมีความไม่เหมาะสมว่า เรื่องนี้นายมีชัยได้มีการชี้แจงไปแล้ว ทุกอย่างก็ขอให้เป็นไปตามคำชี้แจงของนายมีชัย ก็แล้วกัน

“อนุสรณ์” ตามจิกข้ออ้างฟังไม่ขึ้น

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ชี้แจงกรณีการตั้งลูกสาวเป็นรองเลขาธิการฯ ใน คสช.โดยอ้างเพราะเป็นคนที่ไว้ใจเพื่อรักษาความลับว่า นายมีชัยจะพูดอย่างไรก็เป็นสิทธิ แต่สังคมตัดสินได้ว่าเหตุผลดังกล่าวฟังขึ้นหรือไม่ ถ้าทุกคนยึดหลักคิดแบบนายมีชัย คงต้องตั้งลูก ภรรยา คนในครอบครัวมาช่วยรักษาความลับกันหมด งานด้านข่าวกรอง ด้านความมั่นคงยิ่งต้องตั้งคนใกล้ชิดมาช่วยรักษาความลับ แต่คนอื่นไม่ได้ตั้งอย่างที่นายมีชัยตั้ง วันนี้สังคมตั้งคำถามว่า ที่นายมีชัยตั้งลูกสาว เป็นรองเลขาธิการฯ มีผลประโยชน์ทับซ้อนขัดต่อจริยธรรมคุณธรรมหรือไม่ นายมีชัยทำหน้าที่สำคัญทั้งใน คสช.และ กรธ.แต่กลับทำให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมที่ควรจะปฏิบัติเป็นแบบอย่าง หลักกฎหมายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ถูกตั้งคำถามว่าบังคับใช้เฉพาะคนบางกลุ่มได้รับข้อยกเว้นหรือไม่ หากนายมีชัยมีวิธีคิดที่อาจเป็นปัญหาต่อมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรม สังคมจะไม่ไว้วางใจนายมีชัย จะเป็นปัญหาต่อการทำงานของ คสช.และ กรธ.

“ศรีสุวรรณ” ซัดขัดจริยธรรมผิด ก.ม.

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ตามที่หัวหน้า คสช.ได้แต่งตั้งบุตรสาวนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.และมือกฎหมายของ คสช.ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ประจำตัวของนายมีชัยใน คสช.ได้รับเงินค่าตอบแทนเดือนละ 47,500 บาท เห็นได้ชัดว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กันและกันของหัวหน้า คสช.และประธาน กรธ.โดยใช้เงินภาษีของประชาชนเป็นค่าตอบแทนผ่านกลไกที่แยบยล การใช้อำนาจของหัวหน้า คสช.และประธาน กรธ.จึงเข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของรัฐ และขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง 2551 และยังขัดต่อกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 โดยชัดแจ้ง

ยื่นเอาผิด “บิ๊ก 3 ป.” ซื้อเครื่องจับเร็ว

นายศรีสุวรรณกล่าวด้วยว่า กรณีที่ปรากฏเป็นการทั่วไปว่าบิ๊ก 3 ป. ได้แก่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ได้ร่วมมือกันเสนอและอนุมัติให้มีการจัดซื้อจัดหาเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา 849 เครื่อง เครื่องละ 675,000 บาทรวมมูลค่า 573 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่แพงกว่าท้องตลาดหลายเท่าตัวโดยการใช้เล่ห์ฉลในการกำหนดสเปกของเครื่องให้สูงมากนั้น การใช้อำนาจดังกล่าว เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการที่ขัดต่อกฎหมายหลายฉบับ อาทิ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2534 กฎหมาย ป.ป.ช.และ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 ทางสมาคมจะไปร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อดำเนินการไต่สวนเอาผิดในวันที่ 1 พ.ย. เวลา 10.30 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน

ปชป.ข้องใจทำไมไม่ใช้งบฯ กปถ.

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากถามถึงความจำเป็นของสถานการณ์บ้านเมือง และภาวะเศรษฐกิจควรจะยุติหรือยกเลิกโครงการนี้จะดีที่สุดเพราะแค่เริ่มต้นก็มีกลิ่นไม่ดี ตั้งแต่ใช้งบกลางที่ต้องจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน อีกทั้ง ปภ.ก็ซื้อให้หน่วยงานอื่นเพื่อยืมนำไปใช้อีกทอดไม่ตรงกับภารกิจหลักของ ปภ.ขัดต่อหลักวินัยการเงินการคลังที่ดี แต่น่าที่สังเกตคือทำไม ครม.จึงไม่พิจารณาใช้เงินจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ของกรมการขนส่งทางบก ในสังกัดกระทรวงคมนาคม ที่มีรายได้จากการประมูลป้ายทะเบียนรถเลขสวยทั่วประเทศที่มีเงินอยู่นับพันล้านบาทน่าจะเหมาะสมที่สุด ตนถามว่าประเทศไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องซื้ออุปกรณ์ราคาแพงเช่นนี้มาใช้หรือในยุคที่รัฐบาลคสช. เรียกร้องให้ประหยัดแต่ขยันตั้งโครงการใช้จ่าย วันนี้สังคมต่างสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นหรือเพราะผู้มีอำนาจตัวจริงคิดแค่ว่าการอนุมัติใช้งบกลางที่สุรุ่ยสุร่ายนี้ง่ายกว่าการสั่งใช้เงินกองทุน กปถ.หรือในรัฐบาล คสช.เกิดเกาเหลาหรือไม่รอบคอบกันแน่

“ประวิตร” ยัน ปภ.ของบฯจัดซื้อถูกแล้ว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณี ครม.อนุมัติการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ไม่ใช้งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่า ปภ.เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนโดยตรง ขณะที่ตำรวจเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่คอยรายงานไปยัง ปภ.เพื่อจัดหาอุปกรณ์ให้ ส่วนเรื่องรายละเอียดของสเปกและการตรวจจับความเร็วได้สูงสุดเท่าไหร่นั้นตนไม่ทราบ ผู้สื่อข่าวถามว่า อุปกรณ์ที่ ปภ.ซื้อหน่วยงานอื่นสามารถนำไปใช้ร่วมกันได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ได้ หน่วยงานท้องถิ่นก็สามารถนำไปใช้ได้ เมื่อถามว่า ราคาเครื่องตรวจจับความเร็วดังกล่าวมีราคาที่สูงเกินจริงหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “เรื่องนี้ รมว.มหาดไทยได้ตอบไปแล้ว ถามซ้ำแล้วจะมาถามอะไรอีก”

“พิชัย” ซัด “ประยุทธ์” วิธีคิดสับสน

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า กรณีนักวิชาการตำหนิรัฐบาลที่ออกมาตรา 44 กำหนดผังเมืองในเขตระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ที่จะมีการถมทะเล หลีกเลี่ยงการทำอีไอเอโดยจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและประชาชนจำนวนมาก และความเหมาะสมในการออกมาตรา 44 ในช่วงเวลาสำคัญของประเทศ ทั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เคยตำหนิคนอื่นในเรื่องกาละเทศะในช่วงเวลาดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสับสนในวิธีคิดและแนวทางในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ไทยแลนด์ 4.0 แบบสากลจะต้องคำถึงอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีสูงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้สามารถผ่านอีไอเอได้อยู่แล้ว นอกจากรัฐบาลจะมีเจตนาต้องการจะนำอุตสาหกรรมที่จะมีปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาลงทุนโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบในอนาคต ซึ่งไม่น่าจะเป็นทิศทางที่ถูกต้อง ประชาชนอาจจะเรียกร้องความเสียหายกับรัฐบาลและบริษัทที่ทำให้เกิดผลกระทบได้ รัฐบาลอย่าคิดแก้ปัญหาการลงทุนที่หดหายแบบเฉพาะหน้าคิดอย่างแต่ทำอีกอย่าง

“สุวพันธุ์” แจงดึงนักโทษช่วยผลิตปืน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสภากลาโหม เห็นชอบให้กรมสรรพาวุธทหารบกฝึกอบรมนักโทษถูกคุมขัง ข้อหาผลิตดัดแปลงสิ่งเทียมอาวุธปืนให้ได้รับการอบรมที่ถูกต้องมาช่วยงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร กระทรวงกลาโหม ว่า กรณีนี้เหมือนนำผู้ต้องขังมาผลิตเครื่องยนต์ ช่างเครื่อง ช่างไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ต้องขังเหล่านี้มีงานทำโดยผู้ที่จะออกจากเรือนจำไปดำเนินการต้องมีระเบียบหลักเกณฑ์ เช่น จะต้องเป็นผู้ต้องขังชั้นดี และไม่สามารถค้างคืนต้องกลับเข้าเรือนจำภายในเวลา 16.30 น. ส่วนมาตรการ ป้องกันไม่ให้ผู้ต้องขังทำความผิดซ้ำ กรมราชทัณฑ์จะหารือกับกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว เพื่อนำผู้ต้องขังเข้าสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยจะพิจารณาจำนวนคน ความเชี่ยวชาญและความ ต้องการของกระทรวงกลาโหม รวมทั้งดูระเบียบหลักปฏิบัติต่างๆ หลักการใหญ่เราต้องการให้ผู้ต้องขังมีงานทำ เราเคยดำเนินการมาแล้ว แต่การนำผู้ต้องขังไปช่วยทำปืนนั้นเป็นมิติใหม่ ต้องเข้าใจว่าไม่ได้ทำปืนเถื่อน แต่นำเข้าไปในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโดยจะมีระเบียบที่กำกับดูแลอยู่

รับฝีมือดีอาศัยถ่ายทอดให้กองทัพ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ผู้ต้องขังมีความรู้ความสามารถ จึงต้องให้มาช่วยในส่วนของกองทัพบ้าง เป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้ทำงาน โดยจะนำความรู้ที่เขาสามารถผลิตปืนเองได้มาใช้ มาช่วยกันให้เขามาถ่ายทอดให้เรา และที่ให้ทำนั้นส่วนใหญ่จะเป็นปืนสั้น ที่ผ่านมากองทัพไม่เคยผลิตอาวุธปืน เป็นการจัดซื้อทั้งหมด

นายกฯยกนิ้วหนุนไอเดียใหม่เจ๋ง

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กล่าวว่า การนำนักโทษมาช่วยงานต่างๆ ไม่ใช่นำมาใช้งานเพราะกรมราชทัณฑ์ฝึกอบรมนักโทษอยู่แล้ว เช่น เป็นช่างไม้ ตนมีแนวคิดของตน เมื่อเราทำงานเกี่ยวกับเรื่องอาวุธ และคนเหล่านี้มีความสามารถเบื้องต้นอยู่แล้ว วันหน้าจะสามารถมีอาชีพที่ถูกต้องได้หรือไม่ เช่น มาเป็นลูกจ้าง พนักงานของกรมสรรพาวุธก่อนได้หรือไม่ ไม่เช่นนั้นเราจะเสียประโยชน์ไปเปล่าๆ เรื่องนี้ต้องคัดเลือกและหารือกับกรมราชทัณฑ์ก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ ถือเป็นการเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทำให้ทุกคนมีคุณค่าขึ้นมาได้ ไม่ใช่จับดำเนินคดีเมื่อออกมาไม่มีอะไรทำกลับมาวงจรเดิมอีก ต้องคิดใหม่บ้าง และต้องหาวิธีการให้เหมาะสม

ดีเอสไอเร่งส่งสำนวนคดี “โอ๊ค”

กรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แจ้งความดีเอสไอให้ดำเนินคดี นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทยเป็นเช็คจำนวน 10 ล้านบาท ที่นายวิชัย กฤษดา-ธานนท์ สั่งจ่ายให้นายพานทองแท้ จากนั้นได้โอนเงินไปยังบัญชีของตัวเอง อันเป็นพฤติการณ์การซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของเงินเข้าข่ายความผิดอาญาฐานฟอกเงิน โดยนายพานทองแท้ ชินวัตร นางเกศินี จิปิภพ นางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร และนายวันชัย หงส์เหิน สามีนางกาญจนาภา เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้เมื่อวันที่ 31 ต.ค. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า กรณีที่มองว่าจ้องดำเนินคดีแต่คนตระกูลชินวัตรนั้น ยืนยันว่าดำเนินการกับทุกคนที่เกี่ยวข้องหากพบหลักฐาน แต่คนไปจับจ้องเพราะตระกูลดังเป็นที่สนใจของประชาชน พนักงานสอบ สวนรอเอกสาร แต่ทนายของนายพานทองแท้ ยังไม่ได้ประสานว่าจะเอามาให้ ทั้งนี้คณะพนักงานสอบสวนจะเร่งส่งสำนวนให้อัยการภายในเดือน พ.ย.นี้

รอลงอาญา “หมอระวี” คดีปิด ปตท.

วันเดียวกันที่ศาลอาญาพิพากษาคดีที่ นพ.ระวี มาศฉมาดล แกนนำกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (กคป.) จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 105 คน เป็นจำเลยฐานร่วมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองบุกรุกสถานที่ราชการ ฝ่าฝืนประกาศของศูนย์รักษาความสงบฯห้ามมิให้ชุมนุม อัยการฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 13 ม.ค.-18 ก.พ.57 นำรถบรรทุก 6 ล้อ ติดตั้งเครื่องขยายเสียงเป็นเวทีปราศรัย มาที่กระทรวงพลังงาน และ บมจ.ปตท.สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กทม. โจมตีขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขณะนั้น และให้เจ้าหน้าที่หยุดงานออกจากพื้นที่ตัดคล้องประตูรั้วบุกรุกในพื้นที่ทำให้เสียหาย ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้า หรือผู้สั่งการกระทำผิดตามฟ้องจำคุก 1 ปีปรับ 9,000 บาท จำเลยที่ 2-4, 7-9, 11-98, 100-105 จำคุกคนละ 3 เดือน ปรับ 3,000 บาท แต่จำเลยที่ 1-4, 7-105 มีเหตุบรรเทาโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 8 เดือนปรับ 6,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2-4, 7-9, 11-98, 100-105 คนละ 2 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท ให้รอลงอาญาจำเลยที่ 1-4, 7-9, 11-98, 100-105 ไว้คนละ 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 10 และ 99 จำคุกคนละ 2 เดือน 20 วัน ไม่รอลงอาญา