วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อื้ออึง “ช็อปช่วยชาติ” กลับมาแล้ว “บิ๊กตู่” สั่งคลังจัดสิ้นปีเล็งยืดเวลานานกว่าปีกลาย

“บิ๊กตู่” สั่งคลังจัด “โครงการช็อปช่วยชาติ” ปลายปี กระตุ้นการใช้จ่ายและหมุนเงินสู่เศรษฐกิจเพิ่ม โดยอาจจยืดเวลาให้ยาวกว่าปีที่ผ่านมา ด้านแบงก์ชาติ ระบุ เศรษฐกิจไทยดีขึ้น ไตรมาส 3 ทะลุ 4% ส่วนมาตรการกระตุ้นเพิ่มมองว่าควรให้ผู้มีรายได้น้อยซื้อเสื้อผ้า ของใช้ ของกินมากว่าให้คนรวยซื้อสินค้าคงทน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาแนวทางการดำเนินโครงการช็อปช่วยชาติ ว่าจะทำอย่างไรในช่วงปลายปีนี้ หลังจากที่ได้เคยทำมาทุกปี โดยมองวาปีนี้ต้องมีการศึกษารายละเอียด และจัดทำให้รัดกุมขึ้น โดยอาจจะกำหนดให้มีระยะเวลาของโครงการยาวออกไปกว่าเดิมได้หรือไม่ จะได้เป็นการเพิ่มการซื้อสินค้าและหมุนเวียนเงินมากขึ้นด้วย

“ผมก็สั่งการให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาหาทาง ว่า ช็อปช่วยชาติจะทำอย่างไรในปีนี้ เพราะปีที่แล้วก็ทำ และก็ทำมาทุกปี โดยปีนี้ก็ต้องมาศึกษารายละเอียดแล้วก็จัดทำให้มันรัดกุมขึ้น ให้มันยาวออกไปได้ไหม”

ขณะที่ภาพรวมของเศรษฐกิจมหภาคในขณะนี้นั้นนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลายอย่างดีขึ้น โดยเฉพาะการส่งออก ซึ่งประชาชนก็ได้ประโยชน์จากส่วนนี้เช่นกัน จะบอกว่าไม่มีใครได้ประโยชน์เลยคงไม่ใช่ เพราะทั้งหมดรัฐบาลไม่ได้เป็นคนทำ คนที่ผลิต คนที่แปรรูป คนที่ขายสินค้าก็เป็นของเอกชน เป็นภาคธุรกิจ ซึ่งมีคนจำนวนมากที่ถูกจ้างงาน เช่น ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจมีจำนวนแรงงานอยู่ประมาณ 10 ล้านคน ที่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นอะไรที่ดีขึ้น คน 10 ล้านตรงนี้ก็ได้รับประโยชน์แล้วเช่นกัน และในหลายกิจกรรมก็ได้ไปด้วย เว้นแต่คนที่ไม่ได้อยู่ในนี้ เกษตรกร ผู้ผลิตต้นทาง เขาก็ขายของของเขา ส่วนกรณีที่ราคาตก ก็มีปัจจัยมาจากหลาประเด็นด้วยกัน

“ในส่วนของราคายางเป็นเรื่องกลไกตลาดเปลี่ยนแปลงไปมาก ผลผลิตในระดับโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันลดลง ส่งผลต่อราคายางสังเคราะห์ลดลงตาม เกิดการลดการซื้อยางธรรมชาติ โดยขณะนี้ราคาน้ำมันยังอยู่แค่บาร์เรลล์ละ 50 เหรียญสหรัฐฯ ดังนั้น ประเด็นคือ ต้องสร้างการรับรู้เชิงมหภาค และต้องแก้ตั้งแต่ต้นทางว่า จะทำอย่างไรยางจะไม่มีปริมาณเกินความจำเป็น พยายามรับซื้อยางในประเทศให้ได้ วันนี้เราอยู่ในขั้นตอนเสริมสร้างตรงนี้”

ขณะที่วันเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 โดยนายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท.กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ปีนี้ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเทียบกับไตรมาสที่ 2 โดยคาดว่าจะเห็นการขยายตัวในไตรมาที่ 3 สูงกว่า 4% ผลจากการส่งออกที่ขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และคาดว่าจะดีต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 โดยมองว่าครึ่งปีหลังของปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 4.1% และหากตัวเลขจริงที่ออกมาในไตรมาสที่ 4 ของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาสูงกว่าที่คาด ก็มีความเป็นไปได้ที่จะปรับเป้าประมาณการเศรษฐกิจสูงขึ้นจาก 3.8% ที่คาดการณ์ไว้ขึ้นกับสถานการณ์ใน 2 เดือนหลังของปี ซึ่งบรรยากาศการใช้จ่ายและการลงทุนน่าจะปรับดีขึ้น

ส่วนความจำเป็นในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมนั้น นายดอนกล่าวว่า หากมองเศรษฐกิจในภาพรวมเห็นว่า การขยายตัวมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกของเดือน ก.ย. อยู่ที่ 21,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำลายสถิติสูงสุดในประวัติการณ์อีกครั้ง ขยายเพิ่มขึ้น 13.4% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การท่องเที่ยวถือเป็นอีกปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในขณะนี้ ทำให้ภาพรวมและแรงส่งของเศรษฐกิจระยะต่อไปจึงไม่น่าห่วงมากนัก

“ยอมรับว่า การกระจายตัวของการขยายตัวที่ดีขึ้นไปสู่เศรษฐกิจฐานรากนั้น ยังไม่ดีเท่าที่ควรเห็นได้จากการยอดซื้อสินค้าไม่คงทนที่ยังไม่ดี ดังนั้น หากรัฐบาลจะมีมาตรการช่วยให้คนผู้มีรายได้น้อยเพิ่มขึ้นก็มีความเป็นไปได้แต่ควรจะเน้นไปที่กรซื้อสินค้าไม่คงทนมากกว่าสินค้าคงทนที่ส่วนใหญ่คนซื้อเป็นคนมีรายได้สูง โดยสินค้าที่ยังขายไม่ดี คือ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง ฯลฯ นอกจากนั้น จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลด้วยว่า ต้องการที่จะเร่งการขยายตัวเศรษฐกิจแค่ไหน เพราะตอนนี้เศรษฐกิจขยายตัวเป็นแบบค่อยเป็นต่อไป ขณะที่ผลจากมาตรการบัตรคนจนถือว่าตรงจุด แต่รัฐบาลต้องพยายามอุดรูรั่วไหลการให้สิทธิกับคนที่ไม่ควรได้มากกว่าที่เป็นอยู่”

นายดอนกล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมการใช้จ่ายของประชาชนนั้น ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนเดือน ก.ย.ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.8% เนื่องจากรายได้ภาคการเกษตรกลับมาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.5% หลังจากติดลบมาตลอดในไตรมาส 3 แต่กำลังซื้อโดยรวมยังไม่เข้มแข็งและไม่ทั่วถึง ขณะที่รายได้นอกภาคการเกษตรยังคงทรงตัว ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 4.2% ในเดือน ก.ย.ตามกำลังซื้อในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 0.9% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยการว่างงานเป็นอีกประเด็นที่ต้องตาม โดยเดือน ก.ย. ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1.3% โดยการจ้างงานที่ลดลงมาจาก 2 สาเหตุคือ การใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานในหลายหลายอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น รวมทั้ง นักศึกษาที่จบใหม่มีอัตราการได้งานที่ช้าลงและลดลง.