วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กำลังใจคือ ยาที่ดีที่สุด 'พ่อตุลย์' เล่าก้าวต่อไปของชีวิตที่ไม่มี 'แม่นุ่น'

พ่อตุลย์ เปิดใจในวันที่ไม่มี "แม่นุ่น" ภรรยาอันเป็นที่รักที่จากไปด้วยมะเร็งระยะสุดท้าย รับตอนนี้ยังคิดถึง พร้อมส่งพลังให้ผู้ป่วยมะเร็งคนอื่นๆ อย่ากลัวตั้งแต่ยังไม่สู้และขอให้สู้ได้ไกลกว่าแม่นุ่น

เรียกได้ว่า เป็นความสูญเสียครั้งสำคัญในชีวิตของ พ่อตุลย์ หรือ วิทวัส โลหะมาศ หลังจาก แม่นุ่น หรือ สุพัฒชา ศรีสุวรรณ ภรรยาอันเป็นที่รักได้จากไปเมื่อวันที่ 13 ต.ค.60 สิ้นสุดการต่อสู้กับมะเร็งระยะสุดท้ายมานานหลายปี

ล่าสุด พ่อตุลย์ ได้เปิดใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในตอนนี้กับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ว่า ยังต้องปรับตัวและจิตใจ รวมทั้งการใช้ชีวิตหลายๆ อย่าง แต่ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนไปมากกว่าเดิมมากนัก ในส่วนของลูกๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะที่ผ่านมา เราได้วางแผนไม่ให้ลูกได้รับผลกระทบตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หลักๆ ก็จะเป็นปัญหาของตัวเองที่ยังคิดถึงเขา 

เมื่อถามถึงการให้กำลังใจตัวเอง พ่อตุลย์ กล่าวว่า ตนเองมีลูกๆ ที่คอยให้กำลังใจ เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาเพราะก่อนหน้านี้เรามีเขาอยู่เป็น 10 ปี อยู่ๆ พอไม่มีเขา ความรู้สึกก็ไม่เหมือนเดิม จากที่เคยทำอะไรหลายๆ อย่างให้เขา ตอนนี้ก็ยังไม่ลืม ต้องพยายามหาอย่างอื่นมาทำแทน 

"ตอนนี้แบ่งเป็น 2 อย่างคือ สิ่งที่ทำเพื่อตนเองกับสิ่งที่ทำเพื่อคนอื่น เราก็ยอมรับว่าเรายังคิดถึงเขาอยู่ ยังคิดถึงสิ่งที่เขาชอบกิน สิ่งที่เขาอยากไป กับส่วนที่ต้องดูแลร้านเค้กและการหารายได้ ตอนนี้ได้ก็มีแผนการที่จะทำไม่ว่าจะเป็นการดูแลร้าน สอนทำเค้ก รวมไปถึงการรับงานเป็นวิทยากรทำก็มี 2 อย่างนี้ที่ต้องทำควบคู่กัน"

เมื่อถามว่าได้อธิบายเรื่องการสูญเสียให้ลูกฟังอย่างไร พ่อตุลย์ ได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ลูกยังเล็กก็เห็นแม่ป่วยเข้าโรงพยาบาลมาโดยตลอด ส่วนที่ได้อธิบายทั้งหมดก็คือวันที่ได้โพสต์อำลาแม่นุ่นที่โรงพยาบาล ที่จริงเด็กๆ ก็สามารถปรับตัวได้ดีมาโดยตลอดประกอบกับเขาอยู่กับเรื่องนี้มานานแล้ว และเด็กไม่มีภาระทางใจเหมือนเรา ไม่เหมือนผู้ใหญ่ทำให้ปรับตัวได้ ส่วนพ่อแม่ของแม่นุ่นที่อยู่กับตนก็มีการพูดคุยกันในครอบครัว ว่าเราจะไม่เปลี่ยนอะไรในตอนนี้ ไม่อยากให้ทุกคนกังวลใจว่า เมื่อสูญเสีย 1 คนไปจะทำให้มีอะไรเปลี่ยนแปลง คิดง่ายๆ คือ เราจะทำเหมือนเมื่อตอนที่เขายังอยู่ ชีวิตคนเราคงไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมาก แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือสภาพจิตใจของแต่ละคน

"ตั้งแต่ที่ได้ดูแลแม่นุ่นมา เคยให้คำสัญญากับเขาไว้ว่าจะดูแลเขาจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ผมก็ทำไปแล้ว ส่วนข้อเสียก็คือการเสียคนรักไป แต่นอกเหนือจากนั้นก็คือข้อดีทั้งหมด เรื่องราวของเขาก็สามารถช่วยสังคมได้ในหลายๆ เรื่อง อย่างเช่นหมอก็จะรู้ว่าเมื่อเจอคนไข้แบบนี้จะต้องเช็กอาการอย่างไรคนไข้จึงจะดีขึ้น หรือครอบครัวที่ไม่ค่อยใส่ใจกัน นิดๆ หน่อยๆ ก็เลิกกันก็ได้มาขอบคุณที่เรื่องของผมได้เตือนสติเขา

ในส่วนของคนป่วย แม่นุ่นเข้าก็ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายเขาก็อยู่มาได้หลายปี แต่คนที่เขาเป็นมะเร็งระยะแรกก็ต้องอยู่ได้นานกว่า เพราะที่ผ่านมามีการก็มีการลองผิดลองถูกมาหลายวิธี ทุกตนต้องทำลายสถิติของแม่นุ่นให้ได้ ผมคิดว่าเป็นการเสียชีวิตที่คุ้มค่า คนอื่นก็ได้ประโยชน์ด้วย ที่จริงก็เป็นจุดประสงค์แต่แรกในการก่อตั้งเพจอยู่แล้ว" พ่อตุลย์ กล่าว

พ่อตุลย์ กล่าวว่า ในตอนแรกที่ก่อตั้งเพจเฟซบุ๊ก แม่นุ่น ก็เพื่อตัวของเราเอง แต่หลงจากนั้นแนวทางการต่อสู้ก็จะเป็นในลักษณะที่ให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย ญาติของผู้ป่วยก็ต้องยกระดับตัวเองให้มีความรู้ในเรื่องนี้มากขึ้น รู้วิธีการจัดการสุขภาพจิตของตัวเอง

ส่วนประโยคที่บอกว่า “กำลังใจคือยาที่ดีที่สุดในการรักษามะเร็ง” พ่อตุลย์ ให้ข้อคิดว่า การรักษามะเร็งก็เหมือนสามเหลี่ยมที่มีสามด้าน คือ ยา กำลังใจ และ หมอ แต่หากคนไข้ปฏิเสธการรักษา ปฏิเสธยา ก็จะไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ กำลังใจที่มาจากคนไข้ และมาจากคนรอบข้าง

"คำว่า กำลังใจ ของผมกับคุณนุ่น ไม่ใช่แค่กำลังใจที่บอกว่า สู้ๆ นะ หรือ เดินเข้าไปกอด แต่กำลังใจมาจากหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ที่ใช้ในการรักษาที่ถุกต้องและความหวังที่เราคิดว่าจะชนะ ทำให้เรามีกำลังใจที่จะสู้ต่อ และอีกอย่างหนึ่งคือ ที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ซึ่งผมกับแม่นุ่น มีลูกๆ แต่สำหรับคนที่ไม่มีลูกอาจจะมีพ่อแม่หรือมีครอบครัวเป็นที่พึ่งทางใจ"

ทุกสิ่งที่อย่างที่เกี่ยวกับมะเร็ง ขึ้นอยู่ที่คนไข้เอง หากคนไข้กลัวโดยไม่รู้ว่าจะสามารถรักษาอะไรได้มาก มันก็จะยาก แต่เราอยากมีความรู้และพยายามเข้าใจมันจะทำให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และใช้ชีวิตได้ไม่ต่างจากคนปกติ แต่ต้องมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่คอยดูแล เช่น หากคนไข้อยากกินส้มตำ หากขณะนั้นภูมิคุ้มกันของคนไข้ดีก็สามารถกินได้ แต่หากภูมิคุ้มกันไม่ดีก็จะต้องมานั่งอธิบายว่าทำไมกินไม่ได้ ต่างจากเมื่อก่อนที่มีข้อห้ามมากมาย ซึ่งผมใช้วิธีนี้ดูแลเขามาตลอด ทำให้เขายิ้มได้มา 4-5 ปี แม้กระทั่งก่อนวันที่เขาเสียชีวิต เขายังนอนร้องเพลงอยู่เลย เป็นคนป่วยที่มีสุขภาพจิตดี

ทั้งนี้ พ่อตุลย์ ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงผู้ที่ป่วยมะเร็งว่า กำลังใจที่ดีที่สุดคือ กำลังใจจากตัวผู้ป่วยที่พร้อมจะเปิดรับสิ่งต่างๆ และต้องมีความรู้ในเรื่องมะเร็ง "บางคนแค่ได้ยินคำว่ามะเร็งก็กลัวแล้ว แต่ตอนนี้การรักษาดีขึ้น ตัวยาก็ดี จึงไม่อยากให้นำคำว่ามะเร็งไปเทียบกับสมัยก่อน อยากให้ดูกรณีของแม่นุ่น ที่หากไม่บอกว่าป่วยมะเร็งก็ไม่มีใครดูออก ตอนนี้ทุกอย่างพัฒนาแล้ว อย่ากลัวจนยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่สู้ อยากให้ทุกคนสู้ และสู้ให้ไกลกว่าแม่นุ่นด้วย"