วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลั่นไม่ปลดล็อก บิ๊กป้อมโยน คสช.

ปัดการเมือง จี้ทวงสัญญา ป๊อกสั่งเบรก เครื่องจับเร็ว

“บิ๊กป้อม” ลั่นยังไม่ปลดล็อก พรรคการเมือง ฉุนงานพระราชพิธีเพิ่งผ่านพ้นไปจะรีบเรียกร้องอะไรนักหนา ยันต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมให้รอบด้านก่อน พท.ตามตื๊อหวั่นทำกิจกรรมไม่ทัน อาจทำให้ถูกยุบพรรค วอนอย่าเอาแต่โยนบาปนักการเมืองสร้างความขัดแย้ง คสช.ก็เป็นคู่ขัดแย้งเช่นกัน พร้อมจี้ “บิ๊กตู่” ประกาศอนาคตให้ชัด เสนอตัวเป็นนายกฯรูปแบบไหน ปชป.วอน คสช.อย่าวางยาให้พรรคการเมืองปรับตัวไม่ทัน ท้าอยากอยู่ต่อให้โชว์ฝีมือแก้ปัญหาปากท้อง “มีชัย” แจงตั้งลูกสาวเป็นเลขาส่วนตัว เพราะวางใจให้รักษาความลับ “หมวดเจี๊ยบ” ซัดไม่ใช่มืออาชีพ เสียเครดิตปรมาจารย์ มท.1 สั่งเบรก ปภ.ทบทวนจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วสูงแพงระยับ หลังโดนรุมท้วง พร้อมให้ชี้แจงต่อสาธารณะ กต.เพิกถอนพาสปอร์ต “ยิ่งลักษณ์” แล้ว

ยังคงมีเสียงเรียกร้องจากบรรดานักการเมืองขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ หลังผ่านพ้นงานพระราชพิธีสำคัญของประเทศ หวั่นเกรงว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายใหม่ไม่ทัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีเสียงตอบรับเรื่องนี้จากผู้มีอำนาจ

“บิ๊กป้อม” ลั่นยังไม่ปลดล็อก

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30 ต.ค. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ว่า คสช.ยังไม่ได้ประชุมกันในเรื่องนี้ เพราะงานพระราชพิธีเพิ่งจะเสร็จสิ้น จะมาทำอะไรกัน จะมาทวงสัญญาอะไร คสช.ต้องพิจารณาถึงความร่วมมือต่างๆก่อน รวมถึงในแต่ละพื้นที่ด้วย ที่ผ่านมาฝ่ายที่ทำให้เกิดความวุ่นวายก็ยังดำเนินการกันมาตลอด ส่วนที่เคยระบุไว้ว่าวันที่ 1 พ.ย.จะปลดล็อกให้พรรคการเมืองนั้น คสช.ยังไม่ได้ประชุมร่วมกันในเรื่องนี้ เมื่อถามว่าวันที่ 31 ต.ค.จะมีการประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ คสช.หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มี

ไม่รู้เรื่องปรับ ครม.โยนถาม “บิ๊กตู่”

เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวปรับ ครม. พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่ทราบ เรื่องปรับ ครม.ต้องไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ส่วนจะมีการปรับ ครม.ในส่วนของฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ ตนไม่รู้ แต่คิดว่าไม่มี นายกฯไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรมา เมื่อถามอีกว่า นายกรัฐมนตรีจะมาขอข้อเสนอแนะปรับ ครม.หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มี เมื่อถามว่า พอใจการทำงานของกระทรวงกลาโหมหรือไม่ พล.อ.ประวิตรย้อนถามสื่อว่า แล้วเป็นอย่างไรพอใจมั้ย ถ้าสื่อพอใจก็พอใจ

พท.ตื๊อปลดล็อกหวั่นถูกยุบพรรค

ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คสช.ควรเลิกถ่วงเวลาปลดล็อกพรรคการเมืองได้แล้ว ไม่อย่างนั้นพรรคการเมืองอาจถูกยุบพรรค เพราะขาดคุณสมบัติในการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ไม่สามารถทำตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับใหม่ได้ เช่น การเพิ่มจำนวนสมาชิก การเพิ่มเงินทุนประเดิมพรรค และการเพิ่มสาขาพรรคตามกรอบเวลาที่จำกัด ขณะนี้พรรคการเมืองเก่ามีเวลาดำเนินการเหลืออยู่แค่ 157 วันเท่านั้น ไม่ถึง 180 วัน และจะยิ่งนับถอยหลัง ลงไปเรื่อยๆ แต่ คสช.กลับทำเฉย เหมือนจงใจให้พรรค การเมืองทำงานไม่ทัน ไม่ทราบว่าต้องการเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองใดหรือไม่ เพราะสื่อมวลชนโจษจันหนาหูว่า คสช.กำลังแอบตั้งพรรคการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจ ซึ่งพรรคใหม่ไม่มีเงื่อนไขเวลา 180 วัน ย่อมได้ประโยชน์ สะท้อนว่า คสช.และรัฐบาลไม่จริงใจในการคืนอำนาจให้ประชาชน

อย่าดีแต่โยนความผิดให้นักการเมือง

“พวกท่านควรหยุดโทษคนอื่นว่าเป็นต้นตอของปัญหาทางการเมือง เพราะตัวเองก็เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองเหมือนกัน อย่ามาทำไม่รู้ไม่ชี้ แถมพวกท่านยังได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะฉวยโอกาสยึดอำนาจโดยอ้างเรื่องความขัดแย้ง แต่พอเข้ามาบริหารประเทศ ก็ไม่มีศักยภาพในการแก้ปัญหาความเดือดร้อน ทำให้ประชาชนอดอยากปากแห้ง อย่าทำผิดซ้ำซาก เหมือนที่แอบผลาญงบประมาณแผ่นดินเพื่อจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วที่มีราคาแพงเกินความจำเป็น ในขณะที่ประชาชนทั้งประเทศกำลังรัดเข็มขัด และบ้านเรือนหลายจังหวัดยังจมอยู่ใต้น้ำโดยที่รัฐบาลช่วยอะไรไม่ได้ แต่พอเป็นเรื่องผลประโยชน์ของนายทุน รัฐบาลกลับมีปัญญาทำได้ เช่น แอบประกาศใช้ ม.44 ยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองใน 3 จังหวัดที่เป็นเขตเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่นักวิชาการและสื่อมวลชนคัดค้านเพราะกลัวว่าจะเปิดช่องให้นายทุนเข้าไปสูบผลประโยชน์ โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร” ร.ท.หญิงสุณิสากล่าว

“วัฒนา” ขอเลิกถ่วงเวลาประชาชน

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เลิกถ่วงเวลาได้แล้ว” พ.ร.บ.พรรคการเมือง ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. เป็นผลให้พรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายภายใน 180 วัน หลายฝ่ายจึงออกมาเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม แต่รองหัวหน้า คสช.ตอบสนองเรื่องนี้อย่างไม่สำเหนียกว่ายังไม่มีการประชุม ส่วนตัวไม่ขอเรียกร้องเพราะเป็นอำนาจของประชาชน คสช.ไม่มีทางต้านกระแสเรียกร้องจากทุกฝ่ายได้ ที่สำคัญคือตลอดเวลาเกือบ 4 ปีที่เป็นรัฐบาล คสช.ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไร้ความสามารถในการบริหาร ประชาชนทุกข์ยากแต่รัฐบาลกลับให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณที่ไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น การซื้ออาวุธ หรืออนุมัติงบกลางที่ควรเอาไปช่วยประชาชนที่ถูกน้ำท่วมมาซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วราคาแพงแต่หาประโยชน์ไม่ได้ พอมีคนทักท้วงก็แก้ตัวโทษรัฐบาลก่อน หรือล่าสุดหัวหน้า คสช. ฉวยโอกาสก่อนงานพระราชพิธีใช้อำนาจตามมาตรา 44 ยกเว้นผังเมืองของสามจังหวัดทางภาคตะวันออก สิ่งที่ คสช.ควรทำคือเลิกถ่วงเวลาของประชาชน รีบปลดล็อกพรรคการเมือง นำพาประเทศเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย ยกเลิกคำสั่งหรือประกาศที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ยกเลิกการดำเนินคดีกับประชาชนที่เห็นต่าง รวมถึงตัวเองจะต้องเลิกออกคำสั่งที่เป็นเผด็จการด้วย ทำประเทศเสียโอกาสมามากแล้วหัดทำความดีให้กับประชาชนบ้าง เผื่อวันข้างหน้าประชาชนอาจจะเมตตาให้อภัย

จี้ “บิ๊กตู่” ประกาศอนาคตให้ชัด

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งเดือน พ.ย.61 ก็ควรประกาศให้ชัดไปเลยว่าจะวางอนาคตทางการเมืองของตัวเองอย่างไร จะเป็นนายกฯคนใน โดยให้พรรคการเมืองทั้งพรรคที่ท่านจะตั้งขึ้นเอง หรือพรรคที่เป็นนอมินีเสนอรายชื่อเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯหรือไม่ ถ้านายกฯเลือกทางนี้จะได้เป็นบทพิสูจน์ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีออกมาว่าสนับสนุนท่านเป็นจำนวนมากว่าเป็นความจริงหรือไม่ และเป็นการพิสูจน์ผลงานที่ผ่านมาของท่านเองด้วย หรือว่าท่านจะเป็นนายกฯคนนอก รอให้ ส.ส.เลือกนายกฯตามรายชื่อที่เสนอกันมาไม่ได้ก่อนแล้วค่อยให้คนเสนอชื่อท่านทีหลัง แบบนี้ต้องนึกเอาว่ามันจะสง่างามเพียงพอกับการเข้ารับตำแหน่งครั้งที่ 2 หรือไม่ หรือสุดท้ายท่านจะประกาศวางมือทางการเมือง หลังพ้นจากตำแหน่งสมัยนี้ ให้จบแบบสง่างามสมกับคนที่เข้ามาแก้ปัญหาบ้านเมืองให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ยึดติดกับอำนาจ เหล่านี้คือสิ่งที่ท่านต้องแสดงออกมาให้ชัดเจนก่อนจะถึงช่วงการเลือกตั้ง

ปชป.กระทุ้ง คสช.อย่าวางยา

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การจะปลดล็อกพรรคการเมืองหรือไม่นั้น เป็นวิจารณญาณและมารยาทของรัฐบาล หลังจากที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องดำเนินการมาถึงกำหนดแล้ว แต่ถ้า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม อ้างเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มป่วนทางการเมือง ซึ่งเป็นโจรกระจอกบนโซเชียล จัดรายการบน YouTube 2-3 รายจะเป็นภัยต่อความมั่นคงและรับมือไม่ได้นั้น ก็คงต้องแล้วแต่ท่าน เพราะท่านมีอำนาจในการพิจารณา ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่ปล่อยให้เลยเวลาในการเตรียมการต่างๆ ที่กฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่กำหนดเงื่อนเวลาไว้ จนเข้าข่ายวางยาพรรคการเมืองดำเนินการทางกฎหมายไม่ทัน นำไปสู่การต้องเลื่อนวันเลือกตั้ง เพราะรายละเอียดของกฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ที่มีผลบังคับใช้แล้ว มีสาระสำคัญปรับเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก

จะอยู่ต่อต้องโชว์ฝีมือแก้ปากท้อง

“สิ่งหนึ่งที่อยากจะเตือนรัฐบาลคือ เรื่องปากท้องของประชาชนมีความสำคัญมาก และกำลังสั่นคลอนสถานะรัฐบาล โดยเฉพาะรายได้และค่าครองชีพของประชาชนระดับรากหญ้า ราคาพืชผลการเกษตรก็กำลังสั่นคลอน เพราะรัฐบาลแก้ไม่ได้มานานกว่า 3 ปีแล้ว จุดนี้ต่างหากที่กำลังสั่นคลอนตัวเองใช่หรือไม่ ดังนั้นจึงไม่อยากให้ พล.อ.ประวิตรใช้วาทกรรม โดยอ้างว่ามีกลุ่มคนป่วนทางการเมืองบนโซเชียล หรือพวกนักจัดรายการเผยแพร่ในสื่อ YouTube ไม่กี่รายนี้มาเป็นตัวช่วยในการสืบทอดอำนาจนำไปสู่อุปสรรคในการขยายเวลาการเลือกตั้ง แล้วกลบผลงานที่ไร้ความสามารถทางด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน คือถ้าจะอยู่ต่อก็ควรจะมีฝีมือแก้ไขให้ได้ผลมากกว่านี้” นางมัลลิกากล่าว

“สุรชัย” ยันแผนถก ก.ม.ยังตามเดิม

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวภายหลังเข้าหารือกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า ได้ประสานงานเรื่องกรอบเวลาของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ กรธ.เตรียมจะส่งให้ สนช.พิจารณาที่เหลืออีก 3 ฉบับ โดย กรธ.จะเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในวันที่ 31 ต.ค. และ สนช.จะนำเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมในสัปดาห์นี้ ส่วนอีก 2 ฉบับที่เหลือ กรธ.ยังยืนตามกรอบเวลาเดิม จะส่งร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.วันที่ 21 พ.ย. และส่งร่างกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งเป็นฉบับสุดท้ายให้ สนช.ในวันที่ 28 พ.ย. นอกจากนี้ นายมีชัยยังขอให้ตนศึกษากฎหมายลูกล่วงหน้าทั้งสองฉบับ หากมีความเห็นหรือข้อเสนอแนะขอให้ส่งให้ กรธ.ก่อนวันที่ 15 พ.ย.

กรธ.ส่งร่าง ก.ม. ป.ป.ช.ให้ สนช.

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการ กรธ. กล่าวว่า วันที่ 31 ต.ค.จะส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้ สนช.พิจารณา ส่วนการแก้ไขตามที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ข้อสังเกตนั้น กรธ.ได้แก้ไขเกินครึ่งแล้ว ขณะที่บทลงโทษที่ผูกมัดเจ้าหน้าที่กรณีทำหน้าที่ไม่เสร็จตามกรอบระยะเวลา เราแก้ไขให้เขาสามารถขอขยายเวลาได้ และหาก ป.ป.ช.มองว่าเวลาสั้นไป สามารถขอขยายหรือแก้ไขเพิ่มเติมในชั้น สนช.ได้หากมีเหตุผล ส่วนการตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. ยังกำหนดให้ สตง.ตรวจสอบ เพราะเป็นหน้าที่ปกติของ สตง. ทั้งนี้กรธ.เพียงเติมหน้าที่ของ สตง. คือ กรณีที่มีทุจริตให้ สตง.สอบ เมื่อสอบแล้วไม่ได้ให้ สตง.ชี้มูล แต่ให้ส่ง ป.ป.ช.ชี้ เพราะหากให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.สอบกันเองคนจะครหานินทาได้ เมื่อถามถึงการดำรงตำแหน่งของกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน คือการรีเซ็ตใช่หรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ยืนยันการรีเซ็ต

“มีชัย” ไม่กังวลไร้ผู้สมัคร กกต.

นายมีชัยยังกล่าวถึงการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ตอนนี้ยังไร้ผู้สมัครว่า อย่าเพิ่งไปกังวล เพราะยังมีเวลา ส่วนที่กฎหมาย กกต.ให้สิทธิกรรมการสรรหาเลือกบุคคลที่ไม่ได้สมัครมาเป็น กกต.ได้นั้น เป็นการเปิดช่องให้กรรมการสรรหา หากมองเห็นใครมีศักยภาพ ทาบทามคุยกันก่อนว่าดีหรือไม่ หากดีก็ทาบทามมา เมื่อถามว่า การทาบทามนั้นจะมีการตั้งแง่เรื่องการเมืองหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า คณะกรรมการสรรหามาจากหลายฝ่ายหลายคนใครจะไปก้าวก่ายได้ หากจะมาจากฝ่ายการเมืองก็เอาคนนั้นมาสมัครตั้งแต่แรกก็ได้ ไม่ต้องรอทาบทาม การทาบทามมันขึ้นอยู่ว่าเขามองหาใครอยู่ หากมีคนสมัครเกินแล้วก็ไม่ทาบทาม หรือมีคนสมัครแล้วไม่พอใจเลย เขาอาจไปทาบทามได้ ขั้นต้นคณะกรรมการสรรหาต้องคุยกันก่อนว่าจะเอาสายไหน เพราะปนๆ กันอยู่ บางสายก็มีหลายคุณสมบัติอยู่ในประเภทเดียวกัน

มั่นใจระบบเลือก ส.ว.ล็อบบี้ยาก

นายมีชัยกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ กรธ.กำลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเพราะให้เจ้าหน้าที่ กกต.ร่วมประชุมด้วยเพื่อซักถามข้อสงสัย อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้คงไม่ส่งให้ กกต. ดู เพราะเวลาน้อย เมื่อถามถึงการกำหนดให้การเลือก ส.ว.ต้องเว้นช่อง 3 วัน ในการเลือกแต่ละระดับ อาจมีการล็อบบี้ได้ นายมีชัยตอบว่า เราให้ใช้ข้อมูลที่เขาบอกมาตั้งแต่ระดับอำเภอมาจนถึงจังหวัด หากไม่เว้นไว้ 3 วัน กระบวนการจะเดินไม่ได้ จะโกลาหลมากแม้จะใช้เครื่องมือทำ ส่วนประเด็นล็อบบี้นั้นคงไม่ง่าย เพราะมาจากทั่วประเทศ ช่วง 5 ปีแรกที่ให้คสช.เลือกตามบทเฉพาะกาล 50 คน จากกระบวนการที่เขียนไว้ในบทถาวร วิธีดังกล่าวเป็นการทดสอบกระบวนการเลือกกันเองที่เขียนไว้ด้วย ส่วน ส.ว.อีก 200 คน ที่ คสช.ตั้งต้องมีคณะกรรมการสรรหา โดยกระบวนการนั้นอาจทำคู่ขนานไป เพราะกำหนดให้เสร็จก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. ภายใน 15 วัน

“มีชัย” แจงตั้งลูกสาวรักษาความลับ

นายมีชัยในฐานะสมาชิก คสช.ยังกล่าวถึงประเด็นที่ถูกท้วงติงกรณีที่นางมยุระ ช่วงโชติ บุตรสาว มีตำแหน่งเลขาธิการประจำตัวว่า ตำแหน่งนั้นถือเป็นตำแหน่งเป็นข้าราชการการเมือง เขาทำหน้าที่เลขาฯของตน และตนไม่อยู่ในราชการแล้ว ไม่รู้จะหาบุคคลใดที่ไว้วางใจมาทำหน้าที่ได้ โดยแต่งตั้งมาตั้งแต่ตนเข้ารับตำแหน่งงานใน คสช. เป็นงานที่ต้องให้คนที่ไว้ใจได้รักษาความลับได้เข้าทำหน้าที่จึงแต่งตั้งลูกสาว และตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นข้าราชการการเมืองที่ทำหน้าที่ชั่วคราว ไม่มีสถานที่ทำงาน ตนไม่ได้อยู่ในงานราชการจึงไม่รู้จะยืมใครมาทำหน้าที่ จึงเป็นความจำเป็นส่วนตัว ส่วนการได้รับค่าตอบแทน เป็นปกติของผู้ที่ทำงานได้รับเงินเดือน

“หมวดเจี๊ยบ” ซัดไม่ใช่มืออาชีพ

ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ออกมาชี้แจงว่าการตั้งลูกสาวเป็นรองเลขาธิการฯตำแหน่งใน คสช.เพราะเป็นคนที่ไว้ใจได้เพื่อรักษาความลับว่าเหตุผลดังกล่าวฟังไม่ขึ้น งานที่นายมีชัยทำอยู่ทุกวันนี้เป็นเรื่องส่วนรวมไม่ใช่เรื่องส่วนตัว จะทำเป็นความลับมุบมิบกันในครอบครัวไม่ได้ เพราะการคิดให้คนในครอบครัวรักษาความลับมันไม่ใช่มืออาชีพ ไม่แยกแยะเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องงาน วิธีการแบบนี้ไม่เป็นบรรทัดฐานที่ดีในการทำงานส่วนรวม ไม่เช่นนั้นจะมีกฎหมายเกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ออกมาทำไม ยิ่งนายมีชัยเป็นปรมาจารย์ด้านกฎหมายยิ่งต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม ไม่ใช่มาตั้งลูกเป็นเลขาธิการฯส่วนตัวเพื่อกินเงินเดือนแบบนี้ หากนายมีชัยมีวิธีคิดที่ล้าหลังและมาตรฐานทางจริยธรรมเพียงเท่านี้ แล้วยังบอกว่ากฎหมายไม่ได้ห้ามทั้งๆที่ไม่เหมาะสม สังคมจะไว้วางใจให้นายมีชัยวางหลักเกณฑ์การปฏิรูปได้อย่างไร

นายกฯ ออกตัวไม่ได้มาหาเสียง

ที่ จ.อ่างทอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนที่ประสบอุทกภัยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้มาหาเสียง เพราะไม่ใช่นักการเมือง แต่ก็ขอขอบคุณนักการเมืองที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่เกิดสถานการณ์อุทกภัย ควบคู่กับการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาล แม้ระหว่างนี้จะไม่ใช่ช่วงที่เปิดโอกาสให้นักการเมืองสามารถทำกิจกรรมทาง การเมืองได้ วันนี้ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เราต้องไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ตนไม่พูดโกหกกับใคร ต้องการมาทำงานและมาแก้ไขปัญหา จะพยายามทำให้ได้มากที่สุด เรื่องของการเมืองก็ว่ากันไป แต่รัฐบาลนี้ยืนยันว่า จะทำได้กับคนทุกกลุ่มสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่ให้ใครมาชักจูงจนทำให้เกิดความเสียหาย ตีกันไปมาสุดท้ายก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร รัฐบาลนี้เข้ามาด้วยวิธีพิเศษก็ต้องทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ด้วยวิธีพิเศษบางอย่าง โดยแบ่งเป็นภาค เป็นกลุ่มจังหวัด ทำให้ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ มีความเจริญอย่างเท่าเทียม

หยอดใครจะให้คะแนนไม่ว่ากัน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทุกคนต้องพัฒนาตัวเอง คนไม่ดีก็มีอยู่บ้าง แต่คนดีต้องมีมากกว่า ไม่เช่นนั้นประเทศก็อยู่ไม่ได้ ปัญหาสำคัญของประเทศคือความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจและความจริงใจต่อกัน วันนี้ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกับตนทุกคน ตนมีหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวก็ต้องทำให้คนในครอบครัวเดินต่อไปข้างหน้าด้วยความเข้มแข็งมีความสงบเรียบร้อย เราต้องทำให้ทุกคนในประเทศมีโอกาสเข้าถึงในทุกๆด้าน รัฐบาลนี้กำลังปรับเปลี่ยนซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ตนลงพื้นที่วันนี้ไม่ได้มาหาเสียง แต่ถ้าใครจะให้ ก็ไม่ว่ากัน แต่ก็ไม่ใช่เวลานี้ วันนี้มาหาความเข้าใจมากกว่า ต้องการให้ทุกคนเข้าใจและช่วยกันลดความ ขัดแย้ง หาคนดีจัดการเลือกตั้งเข้ามาตามระบอบประชาธิปไตย ตอนนี้ไม่ห่วงเรื่องความปรองดองแล้ว เพราะทุกวันนี้ไม่มีสี ไม่มีกลุ่ม ไม่มีแบ่งแยกกันแล้ว ขอให้ทุกคนยิ้มสู้ ตั้งใจ ตั้งมั่นในการทำงาน ขอให้ นึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตนยืนยันว่าจะแก้ปัญหาของประชาชนให้ดีที่สุดแต่ไม่สามารถที่จะแก้ให้ได้ทั้ง 70 ล้านคน แต่จะพยายามแก้ให้ได้ในทุกๆกลุ่ม

มท.1 เบรกซื้อเครื่องตรวจความเร็ว

สำหรับกรณีที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วสูงแบบพกพา จำนวน 849 เครื่อง ตกราคาเครื่องละ 675,000 บาท รวมเป็นเงินราว 573 ล้านบาท โดยใช้งบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดย ครม.ให้ความเห็นชอบ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายการเมืองนั้น วันเดียวกัน ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า เรื่องนี้มองได้สองประเด็น เรื่องแรกคือสเปกของเครื่องที่ดูจะสูงเกินไปหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ขณะนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ทางคณะกรรมการจะกำหนดสเปกเครื่องอีกครั้ง เพื่อทำทีโออาร์และราคากลาง ซึ่งทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายไปหาข้อมูลในการกำหนดสเปกและราคาต่อไป ส่วนเรื่องความจำเป็นที่ต้องจัดซื้อนั้น ได้สั่งให้ ปภ.นำไปพิจารณาทบทวนถึงความจำเป็นในการจัดซื้อ รวมถึงชี้แจงต่อสาธารณชนถึงเหตุผลการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วนี้

“ศรีวราห์” เผย กต.ถอนพาสปอร์ต “ปู” แล้ว

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.กล่าวถึงการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า จนถึงขณะนี้ตำรวจยังคงติดตามเบาะแสของ น.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งสอบถามไปยังตำรวจสากล ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้าทุก 7 วัน แต่ยังไม่มีความเคลื่อนไหว ยังไม่มีประเทศใดตอบกลับมาว่าพบเห็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ และยังไม่มีข้อมูลการขอลี้ภัยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ส่วนการยกเลิกหนังสือเดินทางได้ประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ โดยทราบว่าได้ยกเลิกหนังสือเดินทางไปแล้ว 4 เล่ม คือ 1.หนังสือ เดินทางทูต เลขที่ CD1000101 2.หนังสือเดินทางทูต เลขที่ CD1002731 3.หนังสือเดินทางบุคคลทั่วไป เลขที่ AA3085997 และ 4.หนังสือเดินทางบุคคลทั่วไป เลขที่ AA4522382 เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา สำหรับกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ยื่นอุทธรณ์ หรือขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปหลังครบกำหนด 30 วัน เมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในส่วนของตำรวจได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องไปหมดแล้ว

ขณะที่ น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้เพิกถอนหนังสือเดินทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์แล้ว โดยหลังจากเพิกถอนพาสปอร์ตแล้ว ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะไม่มีหนังสือ เดินทางไทยในการเดินทางไปประเทศต่างๆ ทั้งนี้ ทางกระทรวงได้ส่งหนังสือเวียนแจ้ง สอท.ทั่วโลกให้รับทราบคำสั่งถอนพาสปอร์ตดังกล่าวแล้ว

“อภิสิทธิ์” ข้องใจ ม.44 เอื้อ กรศ.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รู้สึกขัดใจต่อคำสั่งมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช.ที่เพิ่มข้อกำหนดการใช้ประโยชน์พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้อำนาจคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) กำหนดกฎเกณฑ์การใช้พื้นที่ โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมายผังเมือง เพราะหากเราจะให้พื้นที่นี้ฉายภาพอนาคตของเศรษฐกิจและภาคการผลิตที่อยากจะเห็นเป็นเรื่องใหม่และปรับตัวเข้ากับไทยแลนด์ 4.0 ตนไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ทำให้เป็นพื้นที่ใช้พลังงานสะอาด หรือทำให้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ได้เต็มรูปแบบ แต่สัญญาณที่ส่งออกมา เมื่อมีคำสั่งแบบนี้กลับตรงกันข้าม กลายเป็นว่าของใหม่ที่เรากำลังจะมี แม้แต่ผังเมืองกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ยังจะต้องขอยกเว้นไปก่อน อีกทั้งความพยายามดึงดูดหลายอย่างเข้าสู่พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเป็นเครื่องมือแบบเดิมๆ ไม่ใช่ 4.0 หากพูดถึงการปฏิรูปและมองว่าผังเมืองหรือขั้นตอนของกฎหมายสิ่งแวดล้อมมีปัญหาก็ควรไปปฏิรูปตัวระบบ ทำให้เรื่องผังเมืองและสิ่งแวดล้อมสามารถปฏิบัติได้ และยังคงเป้าหมายของการพัฒนาให้มีความยั่งยืน ขณะเดียวกัน หากระหว่างนี้ยังทำไม่ได้ ก็ควรมีความชัดเจนมากกว่านี้ ว่าคำสั่งที่ยกเว้นทั้งหลายนั้น จะไม่ทำให้มาตรฐานของคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม หรือในเรื่องของการวางผังเมือง มันต่ำลง

ไทยเตรียมขึ้น ปธ.อาเซียน ปี 62

ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวหลังการประชุมสภากลาโหมที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมหารือถึงการเตรียมความพร้อมในการเป็นประธานอาเซียนของประเทศไทยในปี 2562 โดยกระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบกิจกรรมของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ADMM) และการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา (ADMM-Plus) โดย พล.อ. ประวิตรกำชับให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม หน่วยงานหลักในการประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดกับกองบัญชาการกองทัพไทย เหล่าทัพ และส่วนราชการอื่นเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียนของประเทศไทยในปี 2562

ศาลยกฟ้อง ปชต.ใหม่ฟ้อง จนท.รัฐ

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาล นัดฟังคำพิพากษาคดีที่กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) และนักศึกษา รวม 13 คน โจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กองบัญชาการกองทัพบกและสำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1-3 ฐานละเมิด ตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 พร้อมเรียกค่าเสียหายจำนวน 16,468,583 บาท กรณีเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 58 พวกโจทก์กำลังทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ศุกร์ 22 เรามาฉลองกัน” ครบรอบ 1 ปีการรัฐประหาร ที่หน้าหอศิลป์ กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจได้ร่วมสั่งห้ามการจัดงานดังกล่าว จนต้องยกเลิกในที่สุด โดยศาลมีคำสั่งยกฟ้อง เพราะเห็นว่าการชุมนุมต้องได้รับอนุญาตตามคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 หากไม่ได้รับอนุญาตถือว่าผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมได้