วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คืนสู่โหมดที่ต้องเผชิญ

“ออกทุกข์” ประเทศไทยกลับคืนสู่โหมดปกติ

และแทบจะอัตโนมัติราวกับตั้งเวลาไว้ กับเสียงเจี๊ยวจ๊าวของนักการเมืองอาชีพ

ทุกป้อมค่าย ทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ไล่บี้ทวงสัญญาการปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมเพื่อเตรียมเลือกตั้งล่วงหน้า หลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้

ตามที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม แบะท่าไว้

จะพิจารณาหลังผ่านพ้นพระราชพิธีในเดือนตุลาคมไปแล้ว

แนวโน้มยื้อแรงกระแทกจากนักการเมืองยาก อั้นลำบาก จากเงื่อนไขสถานการณ์บังคับรัฐบาล คสช. จำเป็นต้องผ่อนแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ทุกทิศทุกทาง

กับสารพัดปมแฝงอยู่ภายใต้ความเงียบในห้วงเวลาพิเศษ

แค่พักเบรกรอจังหวะเขย่ารัฐบาล

ตามคิวที่ขึ้นกระดานไว้ ไล่ตั้งแต่รายการจัดซื้อเครื่อง “ตรวจจับความเร็วฝังเพชร” ประเด็นร้อนๆที่ “พี่รอง” อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย คนเซ็นอนุมัติ ยังปัดเผือกร้อนไม่พ้นมือ

ถือเป็นดอกที่ 2–3 ปมฉาวซ้ำติดๆกัน จากประเด็นการเซ็นอนุมัติให้กลุ่มทุนใช้พื้นที่ป่าต้นน้ำที่จังหวัดขอนแก่น และเรือเหาะ “เรือเหี่ยว” ของกองทัพบก

ตำบลกระสุนตก “บิ๊กป๊อก” โดนล็อกเป้าถล่มแทบโงหัวไม่ขึ้น

อีกจุดที่พยายามชิ่งหลบสถานะ “บ่อน้ำมัน” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่เทกแอ็กชั่นโชว์ความกระตือรือร้นในการวางยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ เดินหน้าชงเมกะโปรเจกต์ 2 โครงการกว่า 5–6 หมื่นล้านบาท ในการผันน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว

ท่ามกลางกระแสข่าวน้ำท่วมอ่วมภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง น้ำค้างทุ่งอีกมหาศาล

ชาวบ้านหวาดผวาฝันร้ายน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรอยปี 2554

ตามรูปการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องให้โฆษกรัฐบาลแถลงยืนยันว่า นายกฯได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ พร้อมทั้งแสดงความเป็นห่วงเรื่องการส่งต่อข้อมูลกันในโซเชียลมีเดีย

เคลียร์เสียงวิจารณ์เชิงตำหนิรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯและกรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำได้ไม่ดีพอ ล้อไปกับภาพระทึกขวัญคนในพื้นที่เสี่ยง ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น เอ่อล้นเข้าท่วมบางพื้นที่ใน จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา รวม 14 จุด และน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาได้ไหลลงมาถึง จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี และกรุงเทพฯ

น้ำจ่อครึ่งปากครึ่งจมูก “ลุงตู่” ต้องกู้ภาวะฉุกเฉินเฉพาะหน้า ลัดคิวลงเยี่ยมผู้ประสบภัยเร่งด่วน

ในจังหวะที่ไวรัสความโปร่งใสเริ่มลามเกาะกินภูมิคุ้มกันความชอบธรรมรัฐบาลอำนาจพิเศษ

สังเกตได้จากประเด็นคำสั่ง คสช.แต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ตัวแสบของ คสช.อย่างนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน เดินหน้าตามกัดติดเอง

โดยมีการโฟกัสเป้าไปที่ชื่อของ “มยุระ ช่วงโชติ” บุตรสาวของ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการฯประจำนายมีชัย

ถามเลยว่า เหมาะสมหรือไม่ ตั้งคนใกล้ชิดกินเงินเดือนภาษีประชาชน

คสช.โดนแรงกระแทกชิ่งไม่เว้นทหาร พลเรือน

สัญญาณเตือนว่า “กระบองยักษ์” ไม่ได้ขลังเหมือนเดิม พวกขาประจำ ขาจร เริ่มกลับมาชิงพื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมืองแบบไม่กลัวรัฐบาลท็อปบูต

กล้าด่า กล้าวิจารณ์ “ลองของ” กันซึ่งๆหน้า

อาการเดียวกับขบวนการ “เอ็นจีโอ” ที่เริ่มกลับมาโชว์ศักยภาพ ปฏิบัติการเตะสกัดโครงการรัฐบาล

ดาหน้าถล่มการใช้อำนาจ ม.44 ยกเลิกกฎหมายผังเมืองในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) อ้างเป็นการเปิดทางให้มีการถมทะเลโครงการมาบตาพุด จังหวัดระยอง เฟสสาม

เพียงเพื่อต้องการให้โครงการในพื้นที่อีอีซีผ่านไวๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่สนกฎหมายที่มีบังคับใช้อยู่ และขาดซึ่งธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน

พูดกันแรงแบบที่ว่า ใช้อำนาจปืนประเคนทรัพยากรของประชาชนให้นายทุน

เรื่องของเรื่อง อีอีซีคือเมกะโปรเจกต์ที่ “นายกฯลุงตู่” ลุ้นเป็นผลงานโบแดงรัฐบาล เป็นตัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปี

ถ้างานนี้โดนเอ็นจีโอเตะตัดขาหัวทิ่ม ก็แทบจบเกมเลย.

ทีมข่าวการเมือง