วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิจัยกสิกร คาดเฟด คงดอกเบี้ยต่อ จับตาทรัมป์ ชงประธานคนใหม่ แทน เยลเลน

วิจัยกสิกรไทย คาดเฟด คงดอกเบี้ยต่อ ก่อนปรับขึ้นในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี จับตาประธานเฟดคนใหม่-สภาคองเกรสพิจารณามาตรการปฏิรูปภาษีของสหรัฐ ชี้หากผ่านจะส่งผลต่อเงินเฟ้อใกล้กรอบ 2%...

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00-1.25% ต่อเนื่องในการประชุมรอบ 7 ของปี 2560 ในวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย. 2560 นี้ เพื่อรักษาระดับนโยบายการเงินผ่อนคลายอีกระยะ และหลีกเลี่ยงในการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวในระดับที่มากเกินไป เพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเข้ามากระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ พัฒนาการการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งคงสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธ.ค. 2560 ตามที่เฟดได้มีการส่งสัญญาณไว้ โดยดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับใกล้ 60 อันบ่งชี้ถึงมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่การบริโภคสินค้าคงทนยังขยายตัวได้ดีแม้ว่าจะเผชิญกับพายุเฮอริเคนบ่งชี้ถึงภาคการบริโภคที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวน่าจะช่วยหนุนให้เฟดสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้อีกครั้งในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้

อย่างไรก็ดี จุดสนใจของตลาดการเงินอาจมุ่งไปที่การแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่ รวมทั้งโอกาสที่ปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ อาจจะได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งอาจจะมีนัยต่อจังหวะการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า โดยปัจจัยที่ตลาดการเงินสนใจคงจะเป็นการเสนอชื่อประธานเฟด ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเป็นผู้เสนอรายชื่อเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาลงมติเห็นชอบต่อไป ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากสมาชิกพรรครีพับลิกันต่อการดำรงตำแหน่งประธานเฟดสมัยที่ 2 ของนางเยลเลน อาจส่งผลให้ประธานาธิบดีทรัมป์ เสนอรายชื่อบุคคลอื่นเพื่อดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนต่อไป

ทั้งนี้อาจจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ โดยเฉพาะหากประธานเฟดคนใหม่ มีมุมมองสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว อาจส่งผลให้จังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นได้

สำหรับรายชื่อของผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่พบว่า 2 ใน 4 รายชื่อนั้นมีมุมมองสนับสนุนนโยบายการเงินที่ตึงตัว ได้แก่ นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) และนายจอห์น เทย์เลอร์ (John Taylor) ขณะที่ผู้สนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ได้แก่ นายเจอโรม โพเวล (Jerome Powell) ปัจจุบันเป็นผู้ว่าการเฟด และนายแกรี่ โคห์น (Gary Cohn) ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล หากนายโพเวล ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานเฟดคนใหม่ ไม่น่าจะส่งผลให้คาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงมากนัก ขณะที่หากนายเทย์เลอร์ หรือนายวอร์ช ได้รับการแต่งตั้งอาจจะส่งผลต่อจังหวะที่เร่งขึ้นของการดำเนินนโยบายการเงินในการปรับเข้าสู่ภาวะสมดุล

นอกจากนี้ หากมาตรการปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ ผ่านสภาคองเกรสจะเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีหน้า ทั้งนี้ มาตรการทางภาษีจะช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และส่งผลต่อเงินเฟ้อให้ปรับเข้าใกล้กรอบเป้าหมายของเฟดที่ 2.0% ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้า

ส่วนผลต่อประเทศไทย การส่งสัญญาณถึงเส้นทางในการดำเนินนโยบายการเงินที่เป็นปกติมากขึ้นของเฟด คงส่งผลให้การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และคงส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ฯ กลับมาแข็งค่า ซึ่งเป็นการช่วยลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาทได้บางส่วน นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวเร่งขึ้นมายังเป็นไปในลักษณะกระจายตัวยังไม่ทั่วถึง อาจจะส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องที่ระดับ 1.50% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุนของไทยยังคงจำกัด จากพื้นฐานเศรษฐกิจภายนอกที่มีความแข็งแกร่ง.